ตอนที่ 7 — บทสนทนาที่ลึกซึ้งขึ้น
“ใช่” กวินท์ตอบ “ผมเป็นคนไม่ค่อยชอบเข้าสังคมเท่าไหร่”
“แล้ว… ทำไมคุณถึงอยากจะทานข้าวกั… คุณกวินท์คะ” จันทร์เพ็ญถามต่อด้วยความสงสัย
กวินท์มองจันทร์เพ็ญนิ่ง ดวงตาของเขาทอประกายบางอย่างที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน “อาจจะเป็นเพราะ… คุณทำให้ผมรู้สึกสบายใจ” เขาตอบเสียงเบา “คุณไม่ได้มองผมในฐานะผู้บริหาร หรือนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ แต่คุณมองผม… ในฐานะคนคนหนึ่ง”
คำพูดนั้นทำให้จันทร์เพ็ญใจเต้นแรง เธอไม่เคยคิดว่ากวินท์จะเปิดใจพูดอะไรแบบนี้กับเธอ “ดิฉัน… ดิฉันก็แค่ทำหน้าที่ของตัวเองค่ะ” เธอตอบ พยายามเก็บอาการ
“แต่คุณทำมันได้ดีกว่าหน้าที่” กวินท์พูดต่อ “คุณมีความตั้งใจจริง คุณมีความห่วงใยในสิ่งที่ทำ และที่สำคัญ… คุณไม่กลัวที่จะถามในสิ่งที่คุณสงสัย” เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ราวกับกำลังประมวลผลความคิดของตัวเอง “คุณทำให้ผมรู้สึกว่า… มีคนอีกคนหนึ่งที่สนใจในเรื่องนี้จริงๆ ไม่ใช่แค่เพราะหน้าที่หรือผลประโยชน์”
จันทร์เพ็ญรับฟังอย่างเงียบๆ เธอรู้สึกถึงความอบอุ่นบางอย่างที่แผ่ซ่านเข้ามาในใจ ความรู้สึกที่เธอมีต่อกวินท์เริ่มซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ มันไม่ใช่แค่ความรู้สึกของลูกจ้างที่มีต่อเจ้านายอีกต่อไป
“คุณกวินท์คะ” จันทร์เพ็ญเอ่ยขึ้นหลังจากที่ความเงียบเข้าปกคลุม “เรื่องบริษัทพราวฟ้า… ฉันอยากจะทราบจริงๆ ว่ามันมีความสำคัญกับคุณมากขนาดไหน”
กวินท์ถอนหายใจเบาๆ “มันเป็นเรื่องที่ผูกพันกับครอบครัวของผม… โดยเฉพาะกับพ่อของผม” เขาตอบ “สมัยก่อน พ่อของผมเคยมีปัญหาเกี่ยวกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์บางอย่าง เรื่องนี้มันเป็นเหมือนเงาที่ตามหลอกหลอนเขามาตลอด”
“คุณพ่อของคุณ…” จันทร์เพ็ญพยายามนึกถึงภาพของสุทธิวงศ์ พ่อของกวินท์ เขาเป็นคนใจดีและอบอุ่นเสมอ
“ใช่ครับ” กวินท์ตอบ “ผมอยากจะสะสางเรื่องนี้ให้จบ เพื่อให้พ่อของผมสบายใจ และเพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย”
“ดิฉันเข้าใจแล้วค่ะ” จันทร์เพ็ญกล่าว “ถ้ามีอะไรที่ดิฉันช่วยได้ บอกได้เลยนะคะ”
กวินท์ยิ้มบางๆ รอยยิ้มที่แทบไม่เคยปรากฏบนใบหน้าของเขา “ขอบคุณนะจันทร์เพ็ญ”
บทสนทนาของทั้งคู่ดำเนินต่อไปอย่างราบรื่น กวินท์เล่าเรื่องราวในวัยเด็กของเขาให้ฟังบ้าง เช่น ความผูกพันกับพ่อที่เข้มงวดแต่ก็รักเขามาก และความกดดันที่ต้องแบกรับในการสืบทอดธุรกิจของครอบครัว จันทร์เพ็ญเองก็เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับครอบครัวของเธอ ชีวิตในวัยเด็กที่เรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยความรักและความอบอุ่น
“บ้านผม… อาจจะไม่ได้หรูหราเหมือนบ้านของคุณ” จันทร์เพ็ญเล่า “แต่พ่อแม่ของผมรักผมมาก ท่านสอนให้ผมรู้จักคุณค่าของความซื่อสัตย์และความพากเพียร”
“นั่นเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดแล้ว” กวินท์กล่าว “ผมเอง… อาจจะขาดสิ่งนั้นไป”
“ไม่หรอกค่ะ” จันทร์เพ็ญรีบแย้ง “คุณกวินท์ก็มีคุณค่าในแบบของคุณ คุณเป็นคนเก่ง ฉลาด และมีความรับผิดชอบสูง”
กวินท์มองเธอด้วยสายตาที่อ่อนโยนลง “คุณช่างเป็นคนมองโลกในแง่ดีจริงๆ”
“ดิฉันเชื่อว่า… ทุกคนมีข้อดีในตัวเองค่ะ” จันทร์เพ็ญตอบ “เพียงแต่มันอาจจะถูกซ่อนไว้ หรือยังไม่ถูกค้นพบเท่านั้นเอง”
อาหารมื้อนั้นจบลงด้วยบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นกันเองอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน จันทร์เพ็ญรู้สึกเหมือนได้รู้จักกวินท์ในมุมที่ลึกซึ้งกว่าที่เคย เธอไม่เพียงแต่เห็นภาพของนักธุรกิจหนุ่มผู้เย็นชาและประสบความสำเร็จอีกต่อไป แต่เธอยังเห็นภาพของชายหนุ่มคนหนึ่งที่แบกรับภาระหนักอึ้ง มีความเจ็บปวดในอดีต และกำลังพยายามอย่างหนักที่จะก้าวข้ามมันไป
เมื่อกลับถึงบ้าน จันทร์เพ็ญยังคงครุ่นคิดถึงบทสนทนาในค่ำคืนนั้น เธอเปิดไดอารี่เล่มเล็กที่พกติดตัวเสมอ และเขียนบันทึกเรื่องราวที่เกิดขึ้น
“ค่ำคืนนี้… เป็นค่ำคืนที่พิเศษที่สุด” เธอเขียน “ฉันได้เห็นอีกด้านหนึ่งของ ‘คุณกวินท์’ ชายผู้เย็นชาที่ซ่อนความอ่อนโยนและความเจ็บปวดไว้ภายใน ความจริงเกี่ยวกับบริษัทพราวฟ้า ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่สำคัญต่อเขามากกว่าที่ฉันคิด มันเชื่อมโยงกับอดีตของครอบครัว และเป็นภาระที่เขาต้องแบกรับ”
เธอหยุดเขียนครู่หนึ่ง ก่อนจะเขียนต่อไป
“ฉันไม่รู้ว่าความรู้สึกที่ฉันมีต่อเขาคืออะไรกันแน่ มันไม่ใช่แค่ความรู้สึกของลูกจ้างที่มีต่อเจ้านายอีกแล้ว มันมีความห่วงใย ความเห็นใจ และ… ความรู้สึกบางอย่างที่ฉันไม่อาจนิยามได้”
เธอหลับตาลง นึกถึงรอยยิ้มบางๆ ของกวินท์ที่เธอเห็นในคืนนี้ เสียงหัวเราะเบาๆ ของเขาเมื่อเธอพูดอะไรบางอย่างที่ทำให้เขาขบขัน หัวใจของเธอเต้นแรงขึ้นอีกครั้ง
“บางที… ฉันอาจจะกำลังตกหลุมรัก ‘คนใจร้าย’ คนนี้เข้าเสียแล้ว” เธอกลบด้วยความรู้สึกที่ปนเปไปด้วยความหวังและความกังวล
3,573 ตัวอักษร