เมียทดลองของเจ้าของโรงแรม

ตอนที่ 22 / 41

ตอนที่ 22 — น้ำตาที่หลั่งรินกับความจริง

มินตราทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาเก่าแก่ เธอเอามือกุมหน้าผาก สัมผัสได้ถึงความเหนื่อยล้าทั้งทางร่างกายและจิตใจ เรื่องราวที่ธามเล่ามานั้นหนักหนาเกินกว่าที่เธอจะรับไหว เธอรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังพังทลายลงตรงหน้า “คุณพ่อของฉัน... ท่านเสียชีวิตไปแล้วจริงๆ เหรอคะ” มินตราถามอีกครั้ง เสียงของเธอแผ่วเบาราวกับกระซิบ แทบจะไม่มีเรี่ยวแรงจะเปล่งเสียงออกมา ธามมองใบหน้าซีดเผือดของหญิงสาวด้วยความเจ็บปวด เขาเดินเข้าไปใกล้ นั่งลงข้างๆ แล้วค่อยๆ ดึงเธอเข้ามากอดปลอบ “ครับ มินตรา ผมเสียใจด้วยจริงๆ ผมรู้ว่ามันยากที่จะรับ แต่คุณต้องเข้มแข็งนะครับ” เขาตบหลังเธอเบาๆ พยายามส่งกำลังใจผ่านสัมผัส “คุณพ่อของคุณเป็นคนดีมากนะครับ เขาจากไปอย่างสงบ” มินตราปล่อยน้ำตาที่อัดอั้นมานานให้ไหลรินอาบแก้ม ความเสียใจ ความสับสน และความรู้สึกสูญเสียถาโถมเข้ามาจนเธอแทบจะทนไม่ไหว ภาพใบหน้าของคุณพ่อที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม ความอบอุ่น ค่อยๆ ผุดขึ้นมาในห้วงความคิด เธอจำได้ถึงวันที่ท่านสอนให้เธอขี่จักรยานครั้งแรก วันที่ท่านปลอบโยนเธอเมื่อเธอสอบตก วันที่ท่านภูมิใจในตัวเธอเมื่อเธอเรียนจบ ทุกความทรงจำอันมีค่ากลับกลายเป็นน้ำตาที่ไหลทะลักออกมาไม่หยุด “ทำไม... ทำไมต้องเป็นแบบนี้คะ” เธอพึมพำเสียงเครือ พราวรุ้งยืนมองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกหลากหลายในใจ เธอเห็นความเจ็บปวดของมินตรา และรับรู้ได้ถึงความพยายามของธามที่จะปลอบโยน แม้ว่าสถานการณ์ระหว่างเธอกับธามจะยังไม่ชัดเจนนัก แต่ในฐานะเพื่อน เธออดไม่ได้ที่จะรู้สึกสงสารมินตรา “มินตราคะ” พราวรุ้งเอ่ยเสียงแผ่วเบา เธอเดินเข้าไปใกล้ ย่อตัวลงนั่งคุกเข่าข้างโซฟา “ฉันเสียใจด้วยจริงๆ นะคะ ฉันเข้าใจว่ามันต้องเจ็บปวดมากแค่ไหน” มินตราผละออกจากอ้อมกอดของธาม หันมามองพราวรุ้ง ดวงตาแดงก่ำ “ขอบคุณค่ะ คุณพราวรุ้ง” เธอเอ่ยเสียงแหบพร่า “ฉัน... ฉันไม่รู้จะทำยังไงดี” ธามดึงมือมินตรามากุมไว้แน่น “ไม่ต้องคิดมากนะครับ ตอนนี้ให้เวลากับตัวเองก่อน เรื่องราวที่เกิดขึ้นมันหนักหนาเกินไป ผมจะอยู่ตรงนี้กับคุณเสมอ” เขาหันไปมองพราวรุ้ง “ขอบคุณมากนะพราวรุ้งที่อยู่เป็นเพื่อนเขา” พราวรุ้งพยักหน้า “แน่นอนค่ะ ฉันยินดีเสมอ” เธอหันกลับมามองมินตรา “ถ้ามีอะไรให้ฉันช่วย บอกได้เลยนะ” “ตอนนี้... ตอนนี้ฉันแค่อยากอยู่เงียบๆ ค่ะ” มินตรากล่าว พยายามควบคุมเสียงสะอื้น “ฉันอยากจะ... ทบทวนทุกอย่าง” ธามพยักหน้าเข้าใจ “ได้ครับ ถ้าอย่างนั้นผมจะให้เวลาคุณกับพราวรุ้งอยู่ด้วยกันก่อน ผมจะไปเตรียมเครื่องดื่มให้” เขาค่อยๆ ลุกขึ้น ยื่นมือไปแตะไหล่มินตราเบาๆ ก่อนจะเดินออกไป ทิ้งให้สองสาวอยู่ตามลำพังในบรรยากาศที่ยังคงเต็มไปด้วยความเศร้า เมื่อธามออกไป มินตราก็ปล่อยโฮออกมาอีกครั้ง เธอซุกหน้าเข้ากับฝ่ามือของตัวเอง ปล่อยให้เสียงสะอื้นดังออกมาอย่างไม่อาย “ฉัน... ฉันไม่เคยคิดเลยว่าเรื่องจะเป็นแบบนี้” พราวรุ้งค่อยๆ ลูบหลังมินตราอย่างปลอบโยน “มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดคิดจริงๆ นั่นแหละค่ะ แต่มินตราต้องรู้ว่ามินตราไม่ได้อยู่คนเดียว” “แต่... แต่ฉันไม่เข้าใจ” มินตราเงยหน้าขึ้นมา ดวงตาเต็มไปด้วยคำถาม “ทำไมพ่อต้องหลอกฉันมาตลอด? ทำไมท่านถึงทำแบบนี้? แล้ว... แล้วเรื่องที่ธามเล่า เกี่ยวกับแม่ของเขา... ฉันก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน” “ฉันรู้ว่ามันยากที่จะเข้าใจ” พราวรุ้งกล่าว “แต่บางที... สิ่งที่พ่อแม่ทำ อาจจะมีเหตุผลของพวกเขาเสมอ แม้ว่าเราจะไม่เข้าใจก็ตาม” “เหตุผลคืออะไรคะ?” มินตราถามอย่างตัดพ้อ “ท่านกำลังจะปล่อยให้ฉันแต่งงานกับคนที่ไม่รู้จัก? ปล่อยให้ฉันใช้ชีวิตโดยไม่รู้ความจริงเกี่ยวกับครอบครัวตัวเอง?” “ฉันไม่สามารถตอบคำถามนี้แทนพ่อของคุณได้ค่ะ” พราวรุ้งกล่าวอย่างนุ่มนวล “แต่ฉันเชื่อว่าท่านคงมีเหตุผลบางอย่างที่ทำให้ท่านตัดสินใจแบบนั้น อาจจะเป็นเพราะท่านรักคุณ และต้องการปกป้องคุณในแบบที่ท่านคิดว่าดีที่สุด” “ปกป้อง? หรือว่า... กำลังทำร้ายกันแน่คะ” มินตราพึมพำ น้ำตาไหลอาบแก้มอีกครั้ง “ฉันรู้สึกเหมือนถูกหักหลัง ทั้งจากพ่อ... และจากคนที่ฉันเคยคิดว่ารัก” “มินตราคะ” พราวรุ้งจับมือมินตราไว้แน่น “ฉันเข้าใจว่าคุณกำลังรู้สึกสับสนและเจ็บปวดมาก แต่โปรดเชื่อเถอะว่าธามเขาไม่ได้หลอกคุณ ธามเขาก็เจ็บปวดกับเรื่องนี้เหมือนกัน” “แต่เขา... เขาคือลูกชายของคนที่... คนที่...” มินตราพูดตะกุกตะกัก พยายามเรียบเรียงคำพูด “คนที่ทำให้แม่ของเขาต้องเจ็บปวด” “นั่นคือเรื่องราวในอดีตค่ะ” พราวรุ้งกล่าว “และมันไม่ใช่ความผิดของธาม ธามเองก็เป็นเหยื่อของเรื่องราวเหล่านั้นเหมือนกัน” มินตราหลับตาลง สูดลมหายใจลึกๆ พยายามรวบรวมสติ “ฉัน... ฉันไม่แน่ใจว่าฉันจะจัดการกับเรื่องนี้ได้ยังไง” “ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไปนะคะ” พราวรุ้งบอก “ให้เวลากับตัวเอง หายใจลึกๆ แล้วลองคิดถึงสิ่งที่คุณต้องการจริงๆ” ธามกลับมาพร้อมถาดที่มีน้ำผลไม้สองแก้ว “ผมเตรียมน้ำส้มมาให้ เอาไปดื่มหน่อยนะครับ” เขาเห็นสภาพของมินตราแล้วก็ยิ่งเป็นห่วง “เป็นไงบ้าง?” มินตราส่ายหน้าเบาๆ “ยัง... ยังไม่ดีขึ้นค่ะ” “ไม่เป็นไรนะครับ” ธามยื่นแก้วน้ำส้มให้เธอ “ค่อยๆ ดื่มนะ” มินตรารับแก้วมาถือไว้ มือยังคงสั่นเทา เธอจ้องมองน้ำสีส้มในแก้วอย่างเหม่อลอย “ฉัน... ฉันอยากจะเข้าใจทุกอย่างให้ชัดเจนกว่านี้” “ผมจะเล่าให้คุณฟังอีกครั้งนะครับ” ธามกล่าว “เท่าที่ผมรู้ ผมจะเล่าให้คุณฟังทั้งหมด” “แล้ว... แล้วคุณแม่ของคุณล่ะคะ?” มินตราถาม “คุณแม่ของคุณ... ท่านทราบเรื่องนี้ไหม?” ธามเงียบไปครู่หนึ่ง ใบหน้าของเขาฉายแววครุ่นคิด “แม่... แม่ของผม ท่านไม่ทราบเรื่องราวทั้งหมดนะครับ ผมพยายามจะเก็บเรื่องนี้เป็นความลับจากท่าน เพราะไม่อยากให้ท่านต้องกลับไปเจ็บปวดกับอดีตอีก” “แต่... ถ้าเกิดว่าเรื่องนี้ถูกเปิดเผยออกไป...” มินตราเริ่มพูด “ผมรู้ครับ” ธามขัดขึ้น “ผมรู้ว่ามันอาจจะส่งผลกระทบต่อท่าน แต่ผมก็คิดว่า... บางที การที่ความจริงถูกเปิดเผย อาจจะเป็นสิ่งที่ดีกว่าในระยะยาว” “คุณกลัวว่าท่านจะเสียใจ?” พราวรุ้งถาม “ครับ” ธามตอบ “ผมกลัวว่าท่านจะเสียใจ และผมก็กลัวว่า... พ่อของคุณกับแม่ของผม จะถูกสังคมมองไม่ดี” มินตราวางแก้วน้ำส้มลงบนโต๊ะ “ฉัน... ฉันไม่คิดว่าฉันจะให้อภัยพ่อของฉันได้ง่ายๆ” เธอพูดเสียงเครือ “มันเป็นเรื่องที่ใหญ่เกินไป” “ผมเข้าใจครับ” ธามกล่าว “แต่บางที... การให้อภัย อาจจะไม่ใช่เพื่อคนอื่น แต่อาจจะเป็นเพื่อตัวคุณเองก็ได้” “เพื่อตัวฉันเอง?” มินตราทวนคำ “ใช่ครับ” ธามพยักหน้า “การที่คุณแบกความโกรธ ความผิดหวังไว้ มันจะบั่นทอนตัวคุณเอง การที่คุณปล่อยวาง และยอมรับความจริง อาจจะทำให้คุณรู้สึกเบาขึ้น” มินตราหลับตาลงอีกครั้ง ภาพใบหน้าของคุณพ่อยังคงติดตา เธอพยายามนึกถึงความดีที่ท่านเคยทำให้นึกถึงความรักที่ท่านมีให้ แต่ความเจ็บปวดจากความจริงที่เพิ่งได้รับรู้มันก็ยากเกินกว่าจะกลบเกลื่อน “ฉัน... ฉันต้องการเวลาค่ะ” เธอพูดเบาๆ “ฉันต้องการเวลาที่จะคิดทบทวนทุกอย่าง” “ได้เลยครับ” ธามตอบ “เราจะให้เวลาคุณเต็มที่” เขามองไปที่พราวรุ้ง “คุณพราวรุ้งจะอยู่กับมินตราใช่ไหมครับ?” พราวรุ้งพยักหน้า “ค่ะ ฉันจะอยู่กับมินตรา” ธามพยักหน้าให้ทั้งสองสาวอีกครั้ง ก่อนจะขอตัวออกไปข้างนอก ปล่อยให้มินตรากับพราวรุ้งได้มีเวลาพูดคุยกันตามลำพังอีกครั้ง บรรยากาศรอบตัวยังคงอบอวลไปด้วยความเศร้า แต่ก็มีความหวังเล็กๆ เกิดขึ้นในใจของมินตรา เมื่อเธอรู้ว่าเธอไม่ได้อยู่คนเดียว

5,750 ตัวอักษร