ตอนที่ 4 — ความผิดปกติเริ่มทวีคูณ
นัทยังคงก้มหน้าก้มตาขัดพื้นห้องน้ำอย่างแรง น้ำยาทำความสะอาดกลิ่นฉุนฟุ้งกระจายไปทั่ว ผสมผสานกับความอับชื้นของผนังเก่าๆ ที่ดูเหมือนจะเก็บงำเรื่องราวมากมายไว้ภายใน เขาพยายามผลักไสความรู้สึกเย็นยะเยือกที่แล่นไปตามสันหลังออกไป การขัดถูห้องเป็นเหมือนยาถอนพิษชั้นดีที่ช่วยเบี่ยงเบนความสนใจจากสิ่งที่เขาไม่อยากเผชิญหน้า เขาไม่แน่ใจว่าควรจะรู้สึกขอบคุณหรือรำคาญตัวเองที่ยังมีความคิดเรื่องผีสางติดอยู่ในหัวมากขนาดนี้
"บ้าจริง แค่ห้องเช่าธรรมดาๆ จะมีอะไรน่ากลัวนักหนา" เขาพึมพำกับตัวเอง พลางออกแรงขัดพื้นให้แรงขึ้นอีก คราบสกปรกฝังแน่นเหมือนจะล้อเลียนความพยายามของเขา "ต้องเป็นเพราะคิดมากไปเองแน่ๆ"
หลังจากจัดการกับห้องน้ำจนพอใจแล้ว เขาก็เดินกลับมาที่ห้องนอน แสงแดดยามบ่ายส่องลอดผ่านหน้าต่างบานเกล็ดเข้ามาเป็นลำลำ ทำให้มองเห็นฝุ่นละอองที่ฟุ้งกระจายในอากาศ เขาถอนหายใจยาว เดินไปเปิดพัดลมตั้งโต๊ะตัวเก่าที่ส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดแทบจะดังกว่าเสียงพัดลมเสียอีก
"อย่างน้อยก็พอได้ลมเย็นหน่อย" เขาคิดอย่างปลอบใจตัวเอง ขณะที่มองไปรอบๆ ห้องอีกครั้ง พยายามมองหาจุดที่ผิดปกติ อาจจะมีอะไรที่เขาพลาดไปจากการสำรวจครั้งแรก
สายตาของเขาไปหยุดอยู่ที่มุมห้องด้านใน ใกล้กับตู้เสื้อผ้าเก่าๆ ที่มีรอยขีดข่วนเต็มไปหมด มันมีลักษณะคล้ายกับรอยเล็บลากยาวลงมาหลายครั้ง ดูเหมือนว่าจะมีบางอย่างกำลังพยายามจะเปิดมันออก หรือไม่ก็พยายามจะข่วนอะไรบางอย่างที่อยู่ด้านใน
"นี่มันอะไรกัน?" นัทเดินเข้าไปใกล้ ตรวจดูรอยขีดข่วนนั้นอย่างละเอียด มันดูใหม่เกินกว่าที่จะเป็นรอยเก่าที่ทิ้งไว้โดยเจ้าของห้องคนก่อน เขาจำได้แม่นว่าตอนที่เข้ามาดูห้องครั้งแรก ตู้เสื้อผ้านี้ดูไม่น่าจะมีรอยอะไรมากไปกว่ารอยใช้งานปกติ
"หรือว่าตอนที่ฉันขนของเข้ามา มีอะไรไปโดน?" เขาครุ่นคิด เขาพยายามนึกย้อนไปถึงตอนที่ขนเฟอร์นิเจอร์และกล่องต่างๆ เข้ามาในห้อง แต่ก็ไม่เห็นว่าจะมีอะไรที่ใหญ่หรือแหลมคมพอที่จะทำให้เกิดรอยแบบนี้ได้
ทันใดนั้น เขาก็รู้สึกถึงลมเย็นๆ พัดผ่านต้นคออีกครั้ง คราวนี้มันแรงกว่าเดิม จนผมของเขาปลิวไสวไปด้านหน้า ความรู้สึกหนาวสั่นแผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย เขาหันขวับไปรอบๆ ห้อง แต่ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ นอกจากเสียงพัดลมที่ยังคงดังหึ่งๆ และเสียงลมที่พัดผ่านช่องหน้าต่าง
"คงจะคิดไปเองอีกแล้ว" เขาพยายามปลอบใจตัวเองอีกครั้ง แต่ความกังวลในใจกลับเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
เขาตัดสินใจที่จะลองดูว่ามีอะไรอยู่ในตู้เสื้อผ้าใบนั้นหรือไม่ เขาเอื้อมมือไปจับลูกบิดประตูตู้เสื้อผ้าที่ขึ้นสนิม แต่เมื่อเขากระตุกมันเบาๆ ประตูตู้กลับไม่เปิดออก มันเหมือนถูกขัดไว้จากข้างใน
"อะไรกันเนี่ย?" เขาออกแรงดึงอีกครั้ง คราวนี้แรงขึ้นกว่าเดิม แต่ประตูก็ยังคงแน่นิ่ง
"ให้ตายสิ มันล็อคหรือไง?" เขาขมวดคิ้วอย่างหงุดหงิด เขาลองโยกประตูไปมา แต่มันก็ไม่ขยับแม้แต่น้อย
ทันใดนั้น เขาก็ได้ยินเสียงบางอย่างดังมาจากข้างในตู้ เป็นเสียงเหมือนมีอะไรบางอย่างกำลังขูดกับไม้เบาๆ
กุก... กุก... กุก...
เสียงนั้นแผ่วเบา แต่ก็ดังพอที่จะทำให้ขนลุกได้ นัทรีบผงะถอยหลัง มองไปยังตู้เสื้อผ้าด้วยความหวาดระแวง
"ใครอยู่ข้างในนั้น?" เขาตะโกนถามเสียงสั่น
ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ มีเพียงเสียงขูดที่ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้แรงและดังกว่าเดิม ราวกับมีใครกำลังพยายามจะพังประตูออกมา
"นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน!" เขากล่าวอย่างหัวเสีย เขาไม่เคยเชื่อเรื่องผีสางมาก่อน แต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้านี้มันเกินกว่าจะอธิบายด้วยเหตุผลธรรมดา
เขาก้าวถอยหลังไปเรื่อยๆ จนกระทั่งหลังชนกับผนังห้อง จิตใจของเขาเต้นระรัวราวกับจะทะลุออกมานอกอก เขาพยายามรวบรวมสติ หันไปมองหาอะไรสักอย่างที่จะใช้ป้องกันตัว
สายตาของเขาไปหยุดอยู่ที่ขาตั้งโคมไฟตั้งพื้นอันเก่าๆ ที่วางอยู่ข้างเตียง เขารีบตรงเข้าไปคว้ามันมา ถือไว้ในท่าเตรียมพร้อม
"ออกไปนะ! ฉันบอกให้ออกไป!" เขากล่าวเสียงดัง พยายามจะแสดงความกล้าหาญออกมา แม้ว่าภายในใจจะสั่นกลัวไปหมดแล้วก็ตาม
เสียงขูดหยุดลงทันที ความเงียบเข้าปกคลุมห้อง แต่เป็นความเงียบที่น่าอึดอัดและกดดันกว่าเสียงใดๆ นัทมองไปยังตู้เสื้อผ้าด้วยสายตาไม่วางตา สูดหายใจเข้าลึกๆ
"คงจะคิดไปเองจริงๆ นั่นแหละ" เขาพยายามบอกตัวเองอีกครั้ง "อาจจะเป็นหนู หรือไม่ก็แมลงสาบตัวใหญ่"
แต่ลึกๆ แล้ว เขารู้ว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้น
เขาค่อยๆ วางขาตั้งโคมไฟลงที่พื้นอย่างระมัดระวัง แล้วตัดสินใจว่าเขาไม่สามารถอยู่ที่นี่คนเดียวได้อีกต่อไป เขาต้องออกไปหาอะไรทำข้างนอก หรือไม่ก็โทรหาใครสักคน
"ฉันจะไปซื้อขนมกินหน่อย" เขาพูดกับตัวเองเสียงดัง พลางเดินไปที่ประตูห้องอย่างรวดเร็ว เขาไม่กล้าแม้แต่จะหันกลับไปมองตู้เสื้อผ้าอีก
ขณะที่เขากำลังจะเอื้อมมือไปจับลูกบิดประตู เขาก็ได้ยินเสียงกระซิบแผ่วเบา ดังมาจากทิศทางของตู้เสื้อผ้า
"อย่าไป..."
เสียงนั้นแห้งผากและแผ่วเบา แต่ก็ดังพอที่จะทำให้หัวใจของนัทหยุดเต้นไปชั่วขณะ
เขาแข็งทื่ออยู่ตรงนั้น มือที่กำลังจะเอื้อมไปจับลูกบิดประตูชะงักค้างไว้
"ใคร... ใครพูด?" เขาถามเสียงสั่น
ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ อีก มีเพียงความเงียบที่กลับมาเยือน
นัทตัดสินใจ เขาต้องออกไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้ เขาไม่สนใจว่าจะเป็นกลางวันหรือกลางคืน เขาต้องหาทางออกจากห้องเช่าแห่งนี้ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
เขาไม่รอช้า รีบหมุนลูกบิดประตู แล้วผลักมันออกอย่างแรง เปิดประตูเดินออกไปทันที โดยไม่สนใจว่าจะทิ้งข้าวของไว้ในห้องหรือไม่
เขาเดินเร็วๆ ลงบันไดไปชั้นล่าง ตรงไปยังร้านสะดวกซื้อที่อยู่ใกล้ที่สุด หวังเพียงว่าจะได้พบเจอผู้คนและบรรยากาศที่ทำให้เขารู้สึกปลอดภัยขึ้นบ้าง
"สวัสดีครับ" เขาพูดกับพนักงานร้านสะดวกซื้อด้วยน้ำเสียงเกือบจะเป็นการร้องขอความช่วยเหลือ
"สวัสดีค่ะ" พนักงานสาวตอบกลับด้วยรอยยิ้มที่ดูเหมือนจะไม่เข้าใจความกังวลของเขาเลย
นัทเดินไปหยิบน้ำขวดหนึ่ง และขนมปังกรอบมาหนึ่งซอง เขาหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา เปิดดูรายชื่อเพื่อนสนิท
"ต้องโทรหาใครสักคน" เขาคิด "ต้องเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ใครสักคนฟัง"
แต่เมื่อเขากำลังจะกดโทรออก เขาก็พบว่าไม่มีใครในรายชื่อที่เขาไว้ใจพอที่จะเล่าเรื่องนี้ให้ฟังได้ บางทีพวกเขาอาจจะหาว่าเขาบ้า หรือไม่ก็คิดว่าเขาประดิษฐ์เรื่องขึ้นมา
"ไม่เป็นไร" เขาพึมพำกับตัวเอง "คงจะคิดมากไปเองจริงๆ นั่นแหละ"
เขาจ่ายเงินค่าขนม แล้วเดินออกจากร้านสะดวกซื้อมา ยืนอยู่ริมถนน มองดูรถราที่วิ่งผ่านไปมา
"ฉันควรจะทำยังไงดี?" คำถามนี้ดังก้องอยู่ในหัวของเขา
คืนนี้จะเป็นคืนที่ยาวนานอีกคืนหนึ่งอย่างแน่นอน.
5,173 ตัวอักษร