ตอนที่ 20 — เสียงกระซิบของความลับโบราณ
ทางเดินภายในวิหารแห่งสายลมทอดลึกเข้าไปในความมืด บรรยากาศภายในนั้นแตกต่างจากภายนอกอย่างสิ้นเชิง อากาศที่เคยเย็นสบายกลับอบอ้าวเล็กน้อย และมีความเงียบสงัดจนน่าขนลุก เสียงฝีเท้าของเอริคและลูเซียที่ย่ำไปบนพื้นหินสะท้อนก้องไปมา สร้างความรู้สึกโดดเดี่ยวอย่างประหลาด ไซเฟอร์เดินนำหน้าอยู่ห่างๆ ร่างกายอันใหญ่โตของมันทำให้ดูเหมือนเงาตะคุ่มที่กำลังเคลื่อนไหวไปในความมืด
"ที่นี่คือส่วนศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของวิหาร" เสียงของไซเฟอร์ดังขึ้นในความคิดของเอริค "เป็นที่เก็บรักษาความรู้และประวัติศาสตร์ของเหล่าผู้สร้าง"
เมื่อพวกเขาเดินลึกเข้าไปเรื่อยๆ ผนังหินรอบด้านก็เริ่มปรากฏลวดลายแกะสลักที่แตกต่างจากด้านนอกอย่างชัดเจน ลวดลายเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงภาพวาด แต่ดูเหมือนจะเป็นภาพเคลื่อนไหวที่ค่อยๆ ปรากฏขึ้นมาอย่างเชื่องช้า ราวกับกำลังเล่าเรื่องราวในอดีตกาล
"นี่คือเหตุการณ์ในอดีต" ไซเฟอร์อธิบาย "เรื่องราวของมังกรโบราณ การกำเนิดของโลก และการต่อสู้ระหว่างความดีและความชั่ว"
เอริคมองภาพเหล่านั้นด้วยความตะลึง เขาเห็นภาพของมังกรที่มีเกล็ดสีรุ้งกำลังพ่นสายลมอันบริสุทธิ์ออกมา หล่อเลี้ยงโลกที่กำลังก่อตัวขึ้น เขาเห็นภาพของมนุษย์ที่กำลังเรียนรู้วิธีใช้พลังแห่งธรรมชาติ และเขาก็เห็นภาพของความมืดที่คืบคลานเข้ามา พลังแห่งความโกรธแค้นและความเกลียดชังที่กำลังกัดกินจิตใจของสิ่งมีชีวิต
"ข้าสัมผัสได้ถึงพลังบางอย่างที่นี่" ลูเซียเอ่ยขึ้น เธอเอามือแตะที่ผนังหิน "มันไม่ใช่พลังแห่งสายลมอย่างเดียว มันมีความรู้สึกอื่นปะปนอยู่ด้วย"
"นั่นคือพลังแห่งอารมณ์" ไซเฟอร์กล่าว "บรรพบุรุษของข้า เชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้ล้วนมีจิตวิญญาณ และทุกจิตวิญญาณล้วนมีอารมณ์ความรู้สึก วิหารแห่งนี้จึงถูกสร้างขึ้นเพื่อเก็บรักษาและทำความเข้าใจในทุกแง่มุมของจิตใจ"
เอริคมองภาพที่ปรากฏบนผนัง เขาเห็นภาพของมังกรโบราณที่กำลังคำรามด้วยความเจ็บปวด เกล็ดสีแดงฉานของมันส่องประกายราวกับไฟที่กำลังลุกโชน "มังกรตนนั้น... มันคือใคร?" เขาถาม
"นั่นคือ อัคนีราชา" ไซเฟอร์ตอบด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความเศร้า "มังกรโบราณผู้เป็นต้นกำเนิดของเพลิงพิรุณ"
เอริครู้สึกถึงความเย็นยะเยือกที่แล่นไปทั่วร่างเมื่อได้ยินชื่อนั้น เขาจำได้ว่าปานรูปมังกรบนแผ่นหลังของเขานั้น มีลักษณะคล้ายคลึงกับเกล็ดของมังกรในภาพ "ท่านหมายความว่า... อัคนีราชามีสายเลือดเดียวกับข้า?"
"ใช่" ไซเฟอร์ยืนยัน "เจ้าคือผู้สืบทอดสายเลือดของอัคนีราชา เป็นผู้ที่ถูกเลือกให้แบกรับภาระอันยิ่งใหญ่"
เอริคยืนนิ่งอึ้ง เขาไม่เคยรู้เรื่องราวเกี่ยวกับต้นกำเนิดของตนเองมาก่อนเลยตลอดชีวิตที่ผ่านมา เขามักถูกมองว่าเป็นเพียงเด็กกำพร้าที่เติบโตมาในหมู่บ้านเล็กๆ แต่บัดนี้ เขากลับได้รับรู้ว่าตนเองมีสายเลือดอันสูงส่ง และมีความเกี่ยวข้องกับมังกรโบราณผู้ทรงอำนาจ
"แต่เหตุใดอัคนีราชาจึงโกรธแค้นและก่อให้เกิดภัยพิบัติ?" ลูเซียถามด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสงสัย
"เพราะความปรารถนาอันบ้าคลั่ง" ไซเฟอร์ตอบ "อัคนีราชามีความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะครอบครองทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ เขาเชื่อว่าความร้อนแรงของไฟคือพลังสูงสุด และต้องการให้ทุกสิ่งทุกอย่างหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวภายใต้การปกครองของเขา"
ภาพบนผนังพลันเปลี่ยนไป เผยให้เห็นภาพของมังกรอัคนีราชาที่กำลังยืนอยู่บนยอดเขาอันสูงตระหง่าน ท่ามกลางเปลวเพลิงที่ลุกโชน มันกำลังแผดเสียงร้องกึกก้องไปทั่วแผ่นดิน
"ความปรารถนาของเขานั้นรุนแรงเกินกว่าที่ใครจะต้านทานได้" ไซเฟอร์กล่าวต่อ "บรรพบุรุษของข้าพยายามที่จะห้ามปรามเขา แต่ก็ไม่สำเร็จ พวกเขาจึงต้องร่วมมือกันเพื่อผนึกพลังแห่งเพลิงของเขาไว้"
เอริคมองภาพนั้นอย่างตั้งใจ เขาสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดและความเสียใจในแววตาของไซเฟอร์ "แล้ว... บทสวดที่ข้าตามหา มันเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อย่างไร?"
"บทสวดนั้น คือกุญแจสำคัญที่จะปลดปล่อยหรือผนึกพลังแห่งอัคนีราชา" ไซเฟอร์ตอบ "มันถูกสร้างขึ้นโดยบรรพบุรุษของข้า เพื่อใช้ในการควบคุมพลังแห่งเพลิง แต่ก็สามารถใช้เพื่อปลดปล่อยมันออกมาได้เช่นกัน หากผู้ใช้มีจิตใจที่เต็มไปด้วยความปรารถนาอันบ้าคลั่ง"
เอริครู้สึกถึงความหนักอึ้งในหัวใจ เขาเข้าใจแล้วว่าทำไมบทสวดนี้จึงมีความสำคัญ และทำไมเขาถึงต้องตามหามัน "แล้ว... มีใครเคยใช้บทสวดนี้เพื่อปลดปล่อยพลังของอัคนีราชาบ้างไหม?"
"มี" ไซเฟอร์ตอบด้วยน้ำเสียงที่ทุ้มต่ำลง "ในอดีตกาล มีผู้ที่หลงผิดไปใช้บทสวดเพื่อปลุกพลังแห่งเพลิงขึ้นมาอีกครั้ง นำพาหายนะมาสู่โลก"
ภาพบนผนังพลันเปลี่ยนไปอีกครั้ง คราวนี้เป็นภาพของกลุ่มคนในชุดคลุมสีดำกำลังสวดภาวนาต่อหน้าแท่นบูชาที่มีเปลวเพลิงสีแดงฉานลุกโชนอยู่เบื้องบน
"พวกเขาคือผู้บูชาเพลิง" ไซเฟอร์อธิบาย "ผู้ที่หลงใหลในพลังทำลายล้างของไฟ และต้องการให้โลกถูกเผาผลาญเพื่อเริ่มต้นใหม่"
เอริคจ้องมองภาพเหล่านั้นด้วยความรู้สึกขยะแขยง "พวกเขา... คือคนที่จุดชนวนภัยพิบัติในครั้งนี้?"
"ใช่" ไซเฟอร์ยืนยัน "พวกเขาคือผู้ที่ปลุกอัคนีราชาให้ตื่นขึ้น และกำลังพยายามใช้บทสวดเพื่อปลดปล่อยพลังทั้งหมดของมันออกมา"
"แล้ว... ปานรูปมังกรของข้าล่ะ?" เอริคถาม "มันมีความหมายอย่างไร?"
"นั่นคือตราประทับแห่งสายเลือด" ไซเฟอร์อธิบาย "มันคือสัญลักษณ์ที่บ่งบอกว่าเจ้าคือผู้สืบทอดสายเลือดของอัคนีราชา และเจ้าคือผู้ที่มีศักยภาพที่จะควบคุมพลังแห่งเพลิงได้"
เอริครู้สึกถึงความร้อนผ่าวที่แผ่ซ่านมาจากรอยปานรูปมังกรบนแผ่นหลังของเขา มันไม่ได้เป็นความเจ็บปวด แต่เป็นความรู้สึกถึงพลังงานที่กำลังตื่นตัว
"แต่เจ้าต้องระวัง" ไซเฟอร์กล่าวเตือน "พลังแห่งเพลิงนั้นสามารถกลืนกินผู้ที่อ่อนแอได้ หากเจ้าไม่สามารถควบคุมมันได้ เจ้าก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของความปรารถนาอันบ้าคลั่งของอัคนีราชา"
"ข้าเข้าใจแล้ว" เอริคตอบ "ข้าจะพยายามอย่างดีที่สุด"
"ข้าเชื่อในตัวเจ้า" ไซเฟอร์กล่าว "เจ้ามีความกล้าหาญ ความมุ่งมั่น และหัวใจที่บริสุทธิ์"
พวกเขาเดินต่อไปในทางเดินอันยาวเหยียด ภาพบนผนังยังคงเล่าเรื่องราวต่างๆ มากมาย ทั้งเรื่องราวของความรัก ความสูญเสีย ความหวัง และความสิ้นหวัง เอริครู้สึกเหมือนกำลังเดินทางผ่านประวัติศาสตร์ของโลกใบนี้ เขาได้เรียนรู้เกี่ยวกับพลังที่ซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลังภัยพิบัติ และได้เข้าใจถึงความรับผิดชอบที่เขากำลังแบกรับ
เมื่อพวกเขาเดินมาถึงสุดทางเดิน เอริคก็พบกับห้องโถงขนาดใหญ่ ที่กลางห้องมีแท่นหินตั้งอยู่ บนแท่นหินนั้น มีหนังสือเล่มหนึ่งวางอยู่ หนังสือเล่มนั้นถูกปิดผนึกด้วยโซ่สีเงินที่เปล่งประกายเรืองรอง
"นั่นคือบทสวดศักดิ์สิทธิ์" ไซเฟอร์กล่าว "มันถูกผนึกไว้ที่นี่ เพื่อป้องกันไม่ให้ตกไปอยู่ในมือของผู้ที่ไม่ประสงค์ดี"
เอริคมองไปยังหนังสือเล่มนั้น หัวใจของเขาเต้นแรงด้วยความคาดหวัง เขาเดินเข้าไปหาแท่นหิน และเมื่อเขายื่นมือออกไปสัมผัสโซ่สีเงิน มันพลันสั่นสะเทือนและเปล่งแสงสีขาวสว่างวาบขึ้น
5,459 ตัวอักษร