ตอนที่ 14 — ผู้พิทักษ์แห่งวิหาร
เสียงคำรามกึกก้องดังก้องไปทั่วหุบเขา ส่งผลสะเทือนไปถึงหัวใจของทุกคนที่ได้ยิน มันไม่ใช่เสียงของสัตว์ป่าธรรมดา แต่เป็นเสียงที่เต็มไปด้วยอำนาจและพลังโบราณที่ยากจะหยั่งถึง ร่างมหึมาที่ปรากฏขึ้นบนยอดเนินเขานั้น ยืนสง่าอยู่ท่ามกลางม่านหมอกที่เริ่มจางลง เผยให้เห็นถึงรูปร่างอันน่าเกรงขามของมัน ดวงตาสีทองเรืองรองของมันฉายแววกร้าวราวกับเปลวเพลิง ส่องประกายไปยังกลุ่มนักล่าสมบัติที่ยืนตัวแข็งทื่ออยู่เบื้องล่าง
“นั่นมัน... อะไรกัน?” นักล่าสมบัติคนหนึ่งเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ข้าไม่เคยเห็นสิ่งมีชีวิตแบบนี้มาก่อน”
วายุที่กำลังจะถือเอายาศักดิ์สิทธิ์ไปนั้น ก็ชะงักกึก ใบหน้าของเขาซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด แม้จะเป็นนักล่าสมบัติผู้แข็งแกร่งและเคยเผชิญหน้ากับอันตรายมานับไม่ถ้วน แต่สิ่งที่อยู่ตรงหน้าเขานั้นเกินกว่าที่เขาจะคาดคิด
“เป็น... ผู้พิทักษ์แห่งวิหาร!” เอลล่าอุทาน ดวงตาของเธอเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงและหวาดหวั่น “ตำนานที่เล่ากันมาเป็นเรื่องจริง!”
ไพรที่เพิ่งจะลุกขึ้นยืนได้ มองเห็นภาพนั้นด้วยความรู้สึกที่ผสมปนเปกัน ทั้งความกลัวและความหวัง เขาเคยได้ยินเรื่องเล่าจากชาวบ้านเกี่ยวกับผู้พิทักษ์โบราณที่คอยปกป้องวิหารแห่งนี้ แต่ไม่เคยคิดว่ามันจะมีอยู่จริง
“ปล่อยของนั่นซะ!” เอลล่าตะโกนใส่วายุ “ก่อนที่มันจะทำอะไรพวกเรา!”
วายุรีบโยนก้อนยาศักดิ์สิทธิ์ทิ้งทันที เขาเข้าใจดีว่าพลังของสิ่งมีชีวิตตรงหน้านั้นมหาศาลเกินกว่าที่เขาจะต่อกรได้ “ข้าไม่ต้องการมีปัญหา!” เขารีบประกาศเสียงดัง
ร่างมหึมาค่อยๆ ลดระดับลงมาจากยอดเนินเขา มันกางปีกอันใหญ่โตออกราวกับจะโอบล้อมพื้นที่ทั้งหมดไว้ ปีกนั้นมีสีเข้มคล้ายสีของเมฆทะมึน แสงแดดที่ส่องลอดผ่านม่านหมอกทำให้เห็นประกายเรืองรองที่ขอบปีก
“ท่านผู้พิทักษ์!” ไพรตะโกนร้อง เขาพยายามก้าวไปข้างหน้า แต่เอลล่าดึงแขนเขาไว้ “อย่าเพิ่ง! เราไม่รู้ว่ามันมีเจตนาอย่างไร”
สิ่งมีชีวิตนั้นค่อยๆ ลงมาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้ากลุ่มนักล่าสมบัติ มันใช้สายตาที่คมกริบสแกนไปทั่ว ท่าทางของมันเต็มไปด้วยอำนาจและข่มขู่
“ผู้ใดบังอาจรบกวนความสงบของวิหารแห่งนี้?” เสียงของมันดังขึ้นในหัวของทุกคน ไม่ได้มาทางหู แต่ส่งตรงเข้าสู่จิตใจ เป็นเสียงที่ทุ้มลึกและทรงพลัง ราวกับเสียงของภูผาที่กำลังกล่าว
“ข้า... ข้าเพียงแค่ผ่านมา!” วายุรีบตอบ พยายามเก็บซ่อนความกลัวที่อยู่ข้างใน “ข้าไม่ได้ตั้งใจจะทำอันตรายใดๆ”
“เจ้าละเมิดเขตแดนศักดิ์สิทธิ์ และพยายามช่วงชิงสิ่งที่มีค่าจากที่นี่” เสียงนั้นกล่าวต่อ “เจตนาของเจ้าชั่วร้าย”
นักล่าสมบัติคนอื่นๆ พากันหวาดกลัวจนตัวสั่น พวกเขาไม่มีอาวุธใดที่จะต่อกรกับสิ่งมีชีวิตตนนี้ได้
“ส่วนเจ้า” เสียงนั้นเปลี่ยนทิศทางมายังไพร “ผู้ที่ได้ครอบครอง 'ธาราแห่งชีวิต' มาจากวิหาร”
ไพรสะดุ้งเล็กน้อย เขาไม่เข้าใจว่าทำไมผู้พิทักษ์ถึงรู้ชื่อของยาศักดิ์สิทธิ์ “ท่าน... ทราบได้อย่างไร?”
“ข้าคือผู้เฝ้ามอง” เสียงนั้นตอบ “ข้าเห็นเจตนาของเจ้าตั้งแต่แรก มันบริสุทธิ์ เจ้าต้องการนำพลังนี้ไปช่วยเหลือผู้คน ไม่ใช่เพื่อความโลภส่วนตัว”
วายุหน้าเสีย “ไม่! มันเป็นของข้า! มันคือขุมทรัพย์!”
“ความโลภบังตาเจ้า” ผู้พิทักษ์กล่าว “เจ้ามองไม่เห็นคุณค่าที่แท้จริงของมัน”
ทันใดนั้น ร่างกายของวายุและนักล่าสมบัติคนอื่นๆ ก็เริ่มสั่นเทา พวกเขาพยายามจะหนี แต่เหมือนมีแรงบางอย่างตรึงพวกเขาไว้กับที่
“ผู้พิทักษ์!” ไพรตะโกน “ได้โปรด! อย่าทำร้ายพวกเขาเลย! พวกเขากำลังหลงผิดไปชั่วขณะ”
ผู้พิทักษ์หันมามองไพร ดวงตาสีทองนั้นมองลึกเข้าไปในดวงตาของเขา ราวกับกำลังประเมินจิตใจของเขา
“เจ้ามีความเมตตา แม้ต่อผู้ที่คิดจะทำร้ายเจ้า” เสียงนั้นกล่าว “นั่นคือคุณสมบัติที่แท้จริงของวีรบุรุษ”
แล้วผู้พิทักษ์ก็เงยหน้าขึ้นสู่ท้องฟ้า ปีกของมันกางออกกว้างกว่าเดิม แสงสว่างเจิดจ้าพวยพุ่งออกมาจากร่างของมัน ทำให้นักล่าสมบัติทุกคนต้องหลับตาลงด้วยความเจ็บปวด
เมื่อพวกเขาลืมตาขึ้นอีกครั้ง ร่างของวายุและนักล่าสมบัติคนอื่นๆ ก็หายไปเสียแล้ว ราวกับว่าพวกเขาถูกพรากไปจากมิตินี้
“พวกเขาอยู่ที่ไหน?” เอลล่าถามด้วยความสงสัย
“พวกเขาจะถูกส่งไปยังที่ที่เหมาะสม กับบทเรียนที่พวกเขาต้องเรียนรู้” ผู้พิทักษ์ตอบ “การช่วงชิงความศักดิ์สิทธิ์นั้น ย่อมมีผลที่ตามมาเสมอ”
ไพรเดินเข้าไปเก็บก้อนยาศักดิ์สิทธิ์ที่ตกอยู่บนพื้น เขาหยิบมันขึ้นมาด้วยความรู้สึกสำนึกในบุญคุณ
“ขอบคุณท่านผู้พิทักษ์” ไพรกล่าว “ที่ช่วยชีวิตพวกเราไว้ และที่มอบ 'ธาราแห่งชีวิต' ให้แก่ข้า”
“มันไม่ใช่ของข้าที่จะมอบให้” ผู้พิทักษ์กล่าว “มันคือของศักดิ์สิทธิ์ที่ต้องได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม ข้าเพียงแค่ทดสอบเจตนาของเจ้า”
“แล้วทำไมท่านถึงทดสอบข้า?” ไพรสงสัย
“เพราะข้าต้องแน่ใจว่า 'ธาราแห่งชีวิต' จะไม่ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด” ผู้พิทักษ์ตอบ “โรคระบาดที่กำลังคุกคามเมืองของเจ้า เป็นสัญญาณเตือนถึงความไม่สมดุลที่เกิดขึ้นในธรรมชาติ พลังของ 'ธาราแห่งชีวิต' จะช่วยฟื้นฟูสมดุลนั้น แต่หากผู้ที่ครอบครองมันมีจิตใจที่โลภหรือชั่วร้าย พลังนั้นก็จะกลายเป็นหายนะ”
ไพรเงยหน้ามองผู้พิทักษ์ด้วยความเข้าใจ “ผมเข้าใจแล้วครับ”
“จงนำมันกลับไป แล้วใช้มันด้วยความระมัดระวัง” ผู้พิทักษ์กล่าว “เส้นทางข้างหน้าของเจ้า จะไม่เต็มไปด้วยอันตรายอีกต่อไป ม่านหมอกที่เคยปิดกั้น จะเปิดออกให้เจ้า”
เมื่อพูดจบ ร่างของสิ่งมีชีวิตมหึมาก็ค่อยๆ ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า ปีกอันกว้างใหญ่โบกสะบัดช้าๆ ก่อนที่มันจะค่อยๆ จางหายไปในม่านหมอก เหลือทิ้งไว้เพียงความเงียบสงบ และแสงแดดที่สาดส่องลงมาอย่างอบอุ่น
4,385 ตัวอักษร