ตอนที่ 6 — เงาอำมหิตของมอร์ทิส
หลังจากจดจำรายละเอียดของแผนที่โบราณบนแท่นศิลาได้แล้ว คาลและเอลาร่าก็รีบหาทางออกจากหุบเขาแห่งสายหมอกแห่งนั้นอย่างรวดเร็ว พวกเขาไม่ต้องการที่จะอยู่ท่ามกลางหมอกลวงตานั่นนานเกินไปนัก ด้วยความสามารถของคาลที่ใช้พลังในการควบคุมลม ทำให้พวกเขาสามารถหาทางออกจากหุบเขาได้สำเร็จ โดยไม่หลงเข้าไปในภาพลวงตาอีก
เมื่อเท้าเหยียบย่างออกมาจากเขตแดนของหุบเขา อากาศก็กลับมาสดใสขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แสงแดดส่องสว่าง และหมอกหนาทึบก็กลายเป็นเพียงภาพเลือนรางที่อยู่เบื้องหลัง
“ในที่สุดเราก็ออกมาได้!” เอลาร่าถอนหายใจด้วยความโล่งอก “ข้าไม่คิดว่าข้าจะทนอยู่นั่นได้อีกต่อไปแล้ว”
“ข้าก็เหมือนกัน” คาลกล่าว “แต่เราก็ได้สิ่งที่ต้องการแล้ว” เขาหยิบ ‘ศิลาบันทึก’ ที่อาจารย์เซเรฟมอบให้ขึ้นมา และเริ่มพยายามวาดแผนที่ที่เขาจำได้ลงไป “ดูเหมือนว่าอัญมณีศักดิ์สิทธิ์จะถูกซ่อนอยู่ใน ‘ปราการแห่งเงา’ ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ”
“ปราการแห่งเงา?” เอลาร่าทวนคำด้วยน้ำเสียงกังวล “ข้าเคยได้ยินชื่อนั้น… ว่ากันว่าเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยอันตราย และเป็นที่อยู่ของสิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัว”
“เราคงหลีกเลี่ยงมันไม่ได้” คาลกล่าว “ถ้าเราต้องการจะปกป้องอาณาจักรของเรา”
ขณะที่ทั้งสองกำลังพูดคุยกัน จู่ๆ ท้องฟ้าก็พลันมืดครึ้มลงอย่างรวดเร็ว ราวกับมีเมฆดำขนาดมหึมาลอยมาปกคลุมดวงอาทิตย์ อากาศเย็นเยียบลงอย่างฉับพลัน และเสียงลมที่เคยพัดอย่างอ่อนโยน ก็เปลี่ยนเป็นเสียงคำรามเกรี้ยวกราด
“นี่มันอะไรกัน?” เอลาร่าถามด้วยความตกใจ
“ดูเหมือน… จะมีใครบางคนกำลังมา” คาลรู้สึกถึงพลังงานบางอย่างที่ชั่วร้ายแผ่ซ่านเข้ามา มันไม่ใช่พลังงานตามธรรมชาติ แต่เป็นพลังงานที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังและความมุ่งร้าย
และแล้ว จากเบื้องหลังกลุ่มเมฆดำที่ก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ร่างเงาขนาดมหึมาก็ปรากฏตัวขึ้น มันมีลักษณะคล้ายมังกร แต่มีผิวหนังสีดำสนิท ปีกที่ฉีกขาด และดวงตาที่ลุกโชนไปด้วยเปลวไฟสีแดงเพลิง มันคือ ‘ผู้สลายมังกร’ อย่างไม่ต้องสงสัย
“คาล! นั่นมัน…!” เอลาร่าร้องเสียงหลง
“มอร์ทิส!” คาลเรียกชื่อนั้นออกมาอย่างคุ้นเคย เขาจำได้ว่ามอร์ทิสคือผู้สลายมังกรที่เขาเคยเผชิญหน้ามาแล้วก่อนหน้านี้
มอร์ทิสลอยตัวลงมาอย่างช้าๆ รัศมีแห่งความมืดและความสิ้นหวังแผ่ซ่านออกมาจากร่างของมัน
“ข้าตามหาเจ้ามานานแล้ว เจ้าหนุ่มผู้โง่เขลา” เสียงของมอร์ทิสแหบพร่า และเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน “ข้าได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับพลังที่เจ้าค้นพบ พลังที่เจ้าคิดว่าจะสามารถใช้หยุดยั้งข้าได้งั้นหรือ?”
“เจ้าไม่มีทางทำลายล้างอาณาจักรนี้ได้!” คาลตะโกนสวนกลับ เขาก้าวออกมาขวางหน้าเอลาร่า และพยายามรวบรวมพลังแห่งมังกรในกาย
“ฮ่าๆๆๆ!” มอร์ทิสหัวเราะเสียงดัง ราวกับได้ยินเรื่องตลกที่น่าขบขันที่สุดในโลก “เจ้าคิดว่าพลังแห่งมังกรจะสามารถต่อกรกับข้าได้งั้นหรือ? พลังที่ถูกสาปแช่ง! พลังที่กำลังจะดับสูญ!”
“พลังแห่งมังกรไม่เคยดับสูญ!” คาลตอบเสียงหนักแน่น เขารู้สึกถึงพลังสีเขียวมรกตที่ไหลเวียนอยู่ในกาย มันตอบสนองต่อความโกรธและความมุ่งมั่นของเขา
“งั้นรึ?” มอร์ทิสกล่าว “งั้นข้าจะแสดงให้เจ้าเห็นถึงพลังที่แท้จริงของข้า!”
มันอ้าปากกว้าง และพ่นลำแสงสีดำทะมึนออกมา ลำแสงนั้นไม่ได้พุ่งตรงมายังคาล แต่พุ่งไปยังผืนดินเบื้องหน้า ทำให้พื้นดินรอบๆ ลำแสงนั้นแห้งเหี่ยว และต้นไม้ที่อยู่ใกล้เคียงก็เหี่ยวเฉาลงทันที ราวกับว่าพลังชีวิตถูกดูดกลืนไป
“พลังแห่งความว่างเปล่า… ความพินาศ!” คาลอุทาน
“ถูกต้อง” มอร์ทิสกล่าว “ข้าคือผู้ทำลายล้าง ข้าคือจุดจบของทุกสิ่ง! และเจ้า… จะเป็นคนแรกที่จะได้สัมผัสกับมัน!”
มอร์ทิสพุ่งเข้าใส่คาลด้วยความเร็วที่น่าทึ่ง ปีกสีดำของมันกวาดอากาศจนเกิดเสียงหวีดหวิว คาลพยายามยกแขนขึ้น ปล่อยพลังสีเขียวมรกตออกมาเป็นเกราะป้องกัน แต่ลำแสงสีดำของมอร์ทิสก็ทรงพลังเกินกว่าที่คาลจะต้านทานได้
เปรี้ยง!
เกราะป้องกันของคาลแตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ และลำแสงสีดำก็พุ่งเฉียดร่างของเขาไป ทำให้เสื้อผ้าบางส่วนของเขาขาดวิ่น และเขาก็เซถอยหลังไปหลายก้าว
“คาล!” เอลาร่าร้องด้วยความตกใจ
“ข้าไม่เป็นไร!” คาลกัดฟันตอบ เขาเหลือบมองไปที่พื้นดินที่แห้งเหี่ยว เขาตระหนักได้ว่าพลังของมอร์ทิสนั้นน่าสะพรึงกลัวเพียงใด
“เจ้ายังอ่อนแอเกินไปนัก เจ้าหนุ่ม” มอร์ทิสกล่าวเย้ยหยัน “พลังที่เจ้ามีนั้น ยังห่างไกลจากคำว่า ‘พลังแห่งมังกร’ ที่แท้จริงนัก”
“ข้าจะแข็งแกร่งขึ้น!” คาลประกาศก้อง “ข้าจะแข็งแกร่งพอที่จะหยุดเจ้าให้ได้!”
เขาหลับตาลง พยายามรวบรวมสมาธิอีกครั้ง เขาจำคำพูดของอาจารย์เซเรฟได้ “การต่อสู้กับผู้สลายมังกรนั้น ไม่ใช่แค่การใช้กำลัง แต่เป็นการต่อสู้ทางจิตวิญญาณด้วย”
คาลพยายามขจัดความกลัว และความเจ็บปวดออกไปจากใจ เขานึกถึงใบหน้าของชาวบ้าน นึกถึงอาณาจักรที่เขารัก และนึกถึงภารกิจที่เขาได้รับมอบหมาย
“ข้าจะปกป้องทุกสิ่ง!” คาลตะโกน และครั้งนี้ พลังสีเขียวมรกตที่ไหลเวียนอยู่ในกายของเขาก็เปล่งประกายเจิดจ้ากว่าที่เคยเป็นมา มันไม่ใช่แค่พลังงาน แต่เหมือนกับมีจิตวิญญาณแห่งมังกรโบราณสถิตอยู่ภายใน
“ฮึ่ม! เจ้าคิดว่าแค่นั้นจะหยุดข้าได้งั้นหรือ?” มอร์ทิสไม่แสดงอาการสะทกสะท้าน มันคำรามเสียงดัง และพุ่งเข้าใส่คาลอีกครั้ง
แต่คราวนี้ คาลไม่ได้ตั้งใจจะป้องกันอย่างเดียว เขากระโดดขึ้นไปกลางอากาศ ใช้พลังสีเขียวมรกตเป็นแรงส่ง และรวบรวมพลังทั้งหมดที่มีไว้ที่กำปั้น
“นี่คือพลังที่ข้าได้รับมา!” คาลตะโกน “นี่คือพลังที่จะปกป้องอาณาจักรนี้!”
เขาพุ่งเข้าใส่ มอร์ทิส และชกหมัดของเขาออกไปอย่างเต็มกำลัง ปะทะเข้ากับร่างของมอร์ทิสอย่างจัง
ตู้ม!
เกิดแรงระเบิดขนาดมหึมา แรงปะทะนั้นรุนแรงจนทำให้พื้นดินสั่นสะเทือน และหมอกที่เคยปกคลุมอยู่ก็กระจัดกระจายออกไปทันที
มอร์ทิสถูกแรงปะทะผลักกระเด็นถอยหลังไปหลายสิบเมตร มันคำรามด้วยความเจ็บปวด และดูเหมือนจะเสียหลักไปชั่วขณะ
“เป็นไปไม่ได้!” มอร์ทิสร้องออกมา “พลังของเจ้า… มันแข็งแกร่งเกินไป!”
คาลลอยลงสู่พื้นอย่างนุ่มนวล เขารู้สึกเหนื่อยล้า แต่ก็เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ เขารู้ว่านี่เป็นเพียงการเผชิญหน้าครั้งแรก และมอร์ทิสก็ยังคงเป็นภัยคุกคามที่ร้ายกาจ แต่เขาก็ได้พิสูจน์แล้วว่า เขามีพลังที่จะต่อกรกับมันได้
“ข้าบอกเจ้าแล้วว่า ข้าจะไม่ยอมแพ้!” คาลกล่าว
มอร์ทิสจ้องมองคาลด้วยสายตาอาฆาตแค้น “เจ้าจะเสียใจ! ข้าจะกลับมา! และครั้งนี้ ข้าจะทำให้เจ้าและทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ้าปกป้อง พินาศไปซะ!”
เมื่อกล่าวจบ มอร์ทิสก็กางปีกออก และทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างรวดเร็ว หายลับไปในหมู่เมฆดำที่ยังคงคุกรุ่นอยู่
คาลและเอลาร่ามองตามร่างของมอร์ทิสไปจนลับตา ท่ามกลางความเงียบที่กลับคืนมาอีกครั้ง
“เขาไปแล้ว…” เอลาร่ากล่าวเสียงแผ่วเบา
“ใช่ เขาไปแล้ว” คาลตอบ “แต่เขาจะกลับมาอีกแน่”
“แล้วเราจะทำอย่างไรต่อไป?” เอลาร่าถาม
คาลหันไปมอง ‘ปราการแห่งเงา’ ที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า “เราต้องไปที่นั่น เราต้องหาอัญมณีศักดิ์สิทธิ์ให้เจอ ก่อนที่มอร์ทิสจะกลับมา”
แม้จะเหนื่อยล้าจากการต่อสู้ คาลก็รู้สึกถึงความมุ่งมั่นที่แรงกล้ากว่าเดิม เขารู้ว่าเส้นทางข้างหน้าจะเต็มไปด้วยอันตราย แต่เขาก็พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับมัน เพื่อปกป้องอาณาจักรและผู้คนอันเป็นที่รักของเขา
5,671 ตัวอักษร