ตอนที่ 2 — ปราการมายา ณ ชายแดน
เช้าวันต่อมา ทิวาได้เดินทางมาถึงแนวหน้าของอาณาจักรเอลเดเรีย ที่ซึ่งกองทัพประจำการกำลังตั้งรับอย่างแข็งขัน ปราการที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้าคือ "หอคอยแห่งพิทักษ์" ป้อมปราการขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้นจากหินแกรนิตสีเข้ม แข็งแกร่งทนทาน เป็นด่านหน้าสำคัญในการสกัดกั้นการรุกรานจากอาณาจักรเงาทมิฬ ทิวาขี่ม้าคู่ใจสีขาวบริสุทธิ์นามว่า "ประกายแสง" มาถึงพร้อมกับแม่ทัพอาร์เธอร์ เขาลงจากหลังม้า มองสำรวจสภาพการณ์รอบๆ ตัว
"สภาพการณ์ที่นี่เป็นอย่างไรบ้าง แม่ทัพ?" ทิวาเอ่ยถามพลางกวาดสายตาไปรอบๆ ค่ายทหารที่เต็มไปด้วยความตึงเครียด
"เรายังคงตั้งรับอย่างเข้มแข็ง ทิวา" อาร์เธอร์ตอบ "แต่กำลังใจของทหารเริ่มถดถอยลงเรื่อยๆ ทุกคืน เราต้องสูญเสียกำลังพลไปกับการโจมตีที่มองไม่เห็น แม้จะพยายามป้องกันอย่างสุดความสามารถแล้วก็ตาม"
"มีรายงานการโจมตีในช่วงเช้ามืดที่ผ่านมาหรือไม่?"
"มี" นายกองคนหนึ่งที่ยืนอยู่ใกล้ๆ รายงาน "หน่วยลาดตระเวนของเราที่ประจำการอยู่บริเวณป่าชายแดน รายงานว่าพบเห็นเงาร่างจำนวนมากเคลื่อนไหวอยู่ท่ามกลางต้นไม้ แต่เมื่อส่งกำลังไปตรวจสอบ ก็พบเพียงความว่างเปล่า ไม่มีร่องรอยของศัตรูแม้แต่น้อย"
"พวกเขาพยายามทำให้เรารู้สึกหวาดกลัว" ทิวาพึมพำ "แต่ความหวาดกลัวจะทำให้เราอ่อนแอลง"
"ท่านจะทำอย่างไรต่อไป?" อาร์เธอร์ถามด้วยความคาดหวัง
"ข้าต้องการไปสำรวจบริเวณป่าชายแดนด้วยตนเอง" ทิวาตอบ "ข้าอยากจะสัมผัสกับพลังของศัตรูที่นี่ ข้าอยากจะเห็นภาพลวงตาที่พวกเขาใช้"
"แต่มันอันตรายเกินไป ทิวา" อาร์เธอร์ทักท้วง "หากท่านตกเป็นเป้าหมายของภาพลวงตาเหล่านั้น..."
"ข้าคืออัศวินแห่งภาพลวงตา ข้าเข้าใจมันดีกว่าใคร" ทิวาตอบอย่างมั่นใจ "ข้าจะระมัดระวังที่สุด อีกอย่าง ข้าจะพกพา "กระจกสะท้อนมายา" ของข้าไปด้วย หากเกิดอันตราย ข้าจะสามารถรับรู้ถึงการมีอยู่ของภาพลวงตาได้"
"กระจกสะท้อนมายา?" อาร์เธอร์เลิกคิ้ว "นั่นคือเครื่องรางโบราณที่ว่ากันว่าสามารถสะท้อนภาพลวงตาได้จริงหรือ?"
"เป็นเช่นนั้น" ทิวาตอบพลางยกย่ามที่สะพายอยู่ขึ้นมา "มันอาจจะช่วยข้าได้"
หลังจากการเตรียมตัวเพียงเล็กน้อย ทิวาก็ออกเดินทางไปยังป่าชายแดนพร้อมกับทหารองครักษ์สองนายคือ "โรแลนด์" และ "เกร็ก" ชายหนุ่มสองนายที่ขึ้นชื่อเรื่องความภักดีและความกล้าหาญ
เมื่อเข้าสู่เขตป่า บรรยากาศก็เริ่มเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง แสงแดดที่เคยส่องสว่างถูกบดบังด้วยเรือนยอดไม้อันหนาทึบ ทำให้ป่าทึบแห่งนี้ดูมืดครึ้มและน่าสะพรึงกลัวยิ่งขึ้น เสียงนกที่เคยได้ยินก็เงียบหายไป มีเพียงเสียงลมพัดหวีดหวิวที่ดังลอดผ่านกิ่งไม้ ราวกับเสียงกระซิบจากยมโลก
"ดูเหมือนว่าจะมีบางอย่างผิดปกติที่นี่" ทิวาเอ่ยขึ้นขณะที่ขี่ม้าไปข้างหน้าช้าๆ
"ข้ารู้สึกได้เช่นกัน ท่านอัศวิน" โรแลนด์ตอบพลางชักดาบออกจากฝัก "อากาศเย็นยะเยือกอย่างไม่มีเหตุผล"
"ข้าเองก็ขนลุกไปหมดแล้ว" เกร็กเสริม "เหมือนมีสายตาจ้องมองเราอยู่ตลอดเวลา"
ทิวาหยิบกระจกสะท้อนมายาออกมาจากย่าม มันเป็นกระจกขนาดเท่าฝ่ามือ ทำจากโลหะสีเงินขัดเงา มีลวดลายประหลาดสลักอยู่รอบกรอบ เมื่อเขาส่องมองเข้าไปในกระจก ภาพที่ปรากฏกลับบิดเบี้ยว ไม่ชัดเจน ทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจ
"มีบางอย่างซ่อนตัวอยู่" ทิวากล่าว "ข้ารู้สึกถึงพลังงานบางอย่างที่ผิดปกติ"
ทันใดนั้นเอง เสียงฝีเท้าจำนวนมากก็ดังขึ้นจากทุกทิศทุกทาง ทิวาและทหารองครักษ์ทั้งสองชักดาบออกมาเตรียมพร้อม
"ศัตรูมาแล้ว!" เกร็กตะโกน
แต่เมื่อมองไปยังทิศทางของเสียง ทิวากลับไม่เห็นสิ่งใดเลย มีเพียงต้นไม้และพุ่มไม้ที่ตั้งเรียงรายอยู่ตามปกติ "ข้าไม่เห็นอะไรเลย" เขากล่าว
"ข้าเห็น!" โรแลนด์ตะโกนเสียงหลง "มีทหารเงาทมิฬนับร้อยกำลังวิ่งเข้ามาหาเรา!"
ทิวาเบิกตากว้าง เขามองตามสายตาของโรแลนด์ แต่ก็ยังคงไม่เห็นสิ่งใด เขาจึงรีบนำกระจกสะท้อนมายาขึ้นมาส่อง
"นั่นคือภาพลวงตา!" ทิวาตะโกน "โรแลนด์! เกร็ก! อย่าหลงกล! พวกมันเป็นเพียงภาพลวงตา!"
แต่ดูเหมือนว่าโรแลนด์และเกร็กจะไม่ได้ยินสิ่งที่ทิวาพูด ร่างของพวกเขาสั่นเทิ้มด้วยความหวาดกลัว ก่อนที่โรแลนด์จะหันดาบเข้าใส่เกร็กอย่างบ้าคลั่ง
"โรแลนด์! หยุดเดี๋ยวนี้!" ทิวาพยายามเข้าไปห้ามปราม แต่ก็สายเกินไป เกร็กถูกดาบของโรแลนด์ฟันเข้าที่กลางลำตัวอย่างจัง ล้มลงจมกองเลือด
"เกร็ก!" ทิวาตะโกนด้วยความตกใจ
"ข้า...ข้าไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น..." โรแลนด์พูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ มองไปยังดาบที่เปื้อนเลือดในมือของตนเอง "ข้า...ข้าไม่ได้ตั้งใจ..."
"มันไม่ใช่ความผิดของท่าน โรแลนด์" ทิวากล่าวพลางประคองร่างของเกร็กที่กำลังจะสิ้นใจ "พวกมันใช้ภาพลวงตาบิดเบือนการรับรู้ของท่าน"
"ข้า...ข้าเห็น...อสูรกาย..." โรแลนด์พึมพำ ก่อนที่ลมหายใจจะขาดห้วงไป
ทิวาเหลือบมองไปรอบๆ ตัวอย่างตื่นตระหนก เขาเห็นเงาร่างเหล่านั้นกำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้เรื่อยๆ แต่เมื่อส่องกระจกสะท้อนมายา เขากลับเห็นเพียงความว่างเปล่า
"นี่มันเป็นไปได้อย่างไร?" ทิวาอุทาน "กระจกของข้าไม่สามารถจับภาพลวงตาของพวกมันได้เลย?"
ทันใดนั้นเอง เขาก็รู้สึกถึงความเย็นยะเยือกที่ต้นคอ เขาหันขวับไป ก็เห็นเงาร่างหนึ่งยืนอยู่เบื้องหลังเขา เงาร่างนั้นดูเหมือนนักรบสวมชุดเกราะสีดำสนิท ใบหน้าถูกปกปิดด้วยหมวกเหล็กที่ไร้ซึ่งการตกแต่งใดๆ
"เจ้าคืออัศวินแห่งภาพลวงตาสินะ" เสียงแหบพร่าดังออกมาจากภายในหมวกเหล็ก "เจ้าคิดว่าพลังของเจ้าจะต่อกรกับพลังที่แท้จริงได้งั้นหรือ?"
"เจ้าคือมอร์แกน?" ทิวาถามอย่างไม่เชื่อสายตา
"ข้าคือผู้ที่จะนำพาดินแดนแห่งนี้สู่ความมืดมิด" มอร์แกนตอบ "และเจ้า...เจ้าจะเป็นเหยื่อรายต่อไปของข้า"
มอร์แกนยกดาบขึ้น ทิวาก็รีบยกดาบของตนเองขึ้นป้องรับ แต่เมื่อดาบกระทบกัน ทิวาก็รู้สึกถึงพลังงานบางอย่างที่แผ่ซ่านเข้ามา ทำให้เขาเสียหลัก
"พลังของเจ้ามันอ่อนแอเกินไป" มอร์แกนหัวเราะเยาะ "พลังแห่งภาพลวงตาของเจ้า เป็นเพียงของเล่นเด็ก เมื่อเทียบกับพลังแห่งความจริงที่ข้าครอบครอง"
ทิวารู้สึกได้ทันทีว่านี่ไม่ใช่การต่อสู้ด้วยดาบธรรมดา แต่เป็นการต่อสู้ระหว่างพลัง ภาพลวงตาของมอร์แกนกำลังเข้าครอบงำจิตใจของเขา เขาเห็นภาพของครอบครัวของเขาเองกำลังถูกสังหาร ภาพของอาณาจักรเอลเดเรียที่ล่มสลาย
"ไม่! ข้าจะไม่ยอมแพ้!" ทิวากล่าวเสียงดัง เขาพยายามรวบรวมสมาธิ พลังแห่งภาพลวงตาเริ่มก่อตัวขึ้นรอบตัวเขา
"จงมองดูความจริงของเจ้า!" มอร์แกนตะโกน
ทิวาหลับตาลง เขาพยายามจะสร้างภาพลวงตาของตนเองขึ้นมา เพื่อหลอกล่อมอร์แกน แต่ดูเหมือนว่าภาพลวงตาของมอร์แกนจะแข็งแกร่งเกินไป มันกำลังบดบังภาพลวงตาของเขาจนหมดสิ้น
"เจ้ายอมแพ้แล้วหรือ?" มอร์แกนถาม
"ยังไม่!" ทิวาตอบ เขารู้ว่าเขาต้องหาวิธีอื่น เขาไม่อาจสู้ด้วยภาพลวงตาได้ เขาต้องใช้ปัญญา
"ข้าจะสร้างภาพลวงตาครั้งใหญ่" ทิวาคิดในใจ "ภาพลวงตาที่จะทำให้ทุกสิ่งรอบตัวดูเหมือนจริงที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อดึงความสนใจของมอร์แกน"
เขาค่อยๆ ปลดปล่อยพลังแห่งภาพลวงตาออกมา ร่างกายของเขากลายเป็นภาพลวงตาที่พร่ามัว ก่อนที่ภาพของ "หอคอยแห่งพิทักษ์" จะปรากฏขึ้นเบื้องหน้าเขา ทหารนับพันกำลังยืนเรียงรายอยู่บนกำแพงป้อมปราการ พร้อมที่จะสู้รบ
"อะไรนั่น?" มอร์แกนเอ่ยถามอย่างสงสัย "กองทัพของเอลเดเรียมาถึงแล้วอย่างนั้นหรือ?"
"ใช่แล้ว" ทิวาตะโกนกลับ "เจ้าจะไม่มีวันชนะ!"
มอร์แกนชะงักไป เขาหันไปมองทางหอคอยแห่งพิทักษ์ด้วยความไม่แน่ใจ ภาพที่ทิวาสร้างขึ้นนั้นดูสมจริงจนน่าขนลุก
"บางที...ข้าอาจจะต้องถอยก่อน" มอร์แกนพึมพำ
ทิวารู้ว่านี่เป็นโอกาสของเขา เขาสบโอกาสที่มอร์แกนกำลังลังเล รีบสร้างภาพลวงตาของตนเองขึ้นมาอีกครั้ง และใช้โอกาสนั้นหลบหนีออกจากป่าทึบแห่งนั้นไป
5,977 ตัวอักษร