ตอนที่ 22 — แผนลวงกลางสายหมอก
เอกวิ่งอย่างไม่คิดชีวิตไปตามเส้นทางในป่าลึก ท่ามกลางสายฝนที่ยังคงตกปรอยๆ เขาต้องใช้พละกำลังทั้งหมดที่มีในการประคองเปลของชลที่นอนหมดสติอยู่ เขากลัวเหลือเกิน กลัวว่าชลจะทนไม่ไหว หรือกลัวว่าเขาจะพา ‘อุปกรณ์’ นี้ไปไม่ถึงที่หมาย “อดทนหน่อยนะชล!” เอกพึมพำกับตัวเอง “เราใกล้จะถึงที่ปลอดภัยแล้ว!” เขาแวะพักใต้เงาไม้ใหญ่เพื่อปรับลมหายใจ เหงื่อและน้ำฝนไหลปะปนกันลงมาตามใบหน้า ร่างกายที่อ่อนล้าจากการอดนอนและการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องเริ่มส่งสัญญาณประท้วง แต่สติของเขากลับคมกริบกว่าเดิม เขาต้องทำภารกิจนี้ให้สำเร็จ ชลคือความหวังเดียวที่จะทำให้พวกเขากลับบ้านได้อย่างปลอดภัย
“ได้ยินเสียงอะไรไหม?” เอกเงี่ยหูฟัง เสียงฝีเท้าที่ดังมาจากทางด้านหลังเริ่มใกล้เข้ามาเรื่อยๆ เขาเหลียวมองไปรอบๆ พุ่มไม้หนาทึบและต้นไม้สูงใหญ่กลายเป็นเกราะกำบังชั้นดีสำหรับเขา แต่ในขณะเดียวกันก็บดบังทัศนวิสัย ทำให้ยากต่อการประเมินสถานการณ์ “ใครน่ะ!” เขาตะโกนถามเสียงดัง ก้องสะท้อนไปในความเงียบของป่า “ออกมาเดี๋ยวนี้!”
เงียบ... ไม่มีเสียงตอบรับ มีเพียงเสียงสายฝนที่ยังคงโปรยปราย และเสียงลมที่พัดหวีดหวิวผ่านยอดไม้ เอกกัดฟันแน่น เขาไม่สามารถเสี่ยงได้อีกต่อไป การอยู่เฉยๆ อาจหมายถึงความพ่ายแพ้ เขาค่อยๆ วางเปลของชลลงอย่างนุ่มนวล พยายามไม่ให้เกิดเสียงดังเกินไป จากนั้นก็ชักปืนพกออกมา เตรียมพร้อมรับมือกับภัยคุกคามที่มองไม่เห็น
“ถ้าพวกแกคิดจะทำอะไรเพื่อนของเราอีก ฉันไม่ปล่อยพวกแกไปแน่!” เอกประกาศกร้าว พยายามใช้เสียงให้ดูมั่นใจที่สุดเท่าที่จะทำได้ “ฉันรู้ว่าพวกแกอยู่ที่ไหน ออกมาเดี๋ยวนี้!”
ทันใดนั้นเอง ชายร่างท้วมในชุดเครื่องแบบที่ดูคุ้นตา ก็ค่อยๆ เดินออกมาจากพุ่มไม้เบื้องหน้า ใบหน้าของเขาแสดงออกถึงความเหนื่อยล้า แต่แววตายังคงฉายประกายความมุ่งมั่น “ใจเย็นๆ ก่อนสิหนุ่ม” ชายคนนั้นพูดด้วยน้ำเสียงที่พยายามจะสงบ “เราไม่ใช่ศัตรูของพวกแก”
“แล้วพวกแกเป็นใคร?” เอกถาม สายตายังคงจ้องเขม็งไปที่ชายคนนั้น พร้อมกับปืนที่ยกขึ้นเล็ง “พวกเดียวกับพวกที่จับตัวเพื่อนเรามาหรือเปล่า?”
“ไม่ เราเป็นคนจากหน่วยเดียวกัน” ชายคนนั้นตอบ “ฉันชื่อผู้กองชาญ เป็นหน่วยแพทย์สนามที่ประจำการอยู่บริเวณนี้ เมื่อคืนเราได้รับสัญญาณขอความช่วยเหลือจากพวกแก”
เอกขมวดคิ้วแน่น “หน่วยแพทย์? สัญญาณ? ฉันไม่เห็นได้รับสัญญาณอะไรเลย”
“สัญญาณมันอ่อนมาก” ผู้กองชาญอธิบาย “และเราก็ได้รับรายงานเรื่องการเคลื่อนไหวของศัตรูในบริเวณนี้ เราเลยต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ จนกระทั่งเห็นแสงไฟจากที่พักของพวกแกเมื่อครู่”
เอกมองไปที่ผู้กองชาญอย่างพิจารณา ใบหน้าของเขาไม่มีแววของความประสงค์ร้าย มีเพียงความเหนื่อยล้าและกังวล “แล้วทำไมถึงปล่อยให้พวกนั้นเข้ามา?”
“มันเกิดความผิดพลาดบางอย่าง” ผู้กองชาญถอนหายใจ “เราถูกซุ่มโจมตีในระหว่างการเดินทางมารับตัว การสื่อสารติดขัด และเราก็สูญเสียการติดต่อกันไปบางส่วน ตอนนี้เรากำลังพยายามรวบรวมกำลังพลที่กระจัดกระจาย”
เอกยังคงไม่ไว้วางใจนัก “แล้วนายรู้ได้ไงว่าฉันมี ‘อุปกรณ์’ ที่พวกนั้นต้องการ?”
“เมื่อคืนเราได้ยินเสียงวิทยุสื่อสารของพวกนั้น” ผู้กองชาญเล่าต่อ “พวกเขาพูดถึง ‘ตัวประกัน’ ที่เป็น ‘กุญแจ’ สู่แผนการของพวกเขา และหลังจากที่พวกเราเสียการติดต่อ พวกมันก็เริ่มตามล่าหา ‘กุญแจ’ นั้นอย่างหนัก เราเลยสันนิษฐานว่า ‘กุญแจ’ ที่ว่าก็คือผู้พันนั่นเอง”
หัวใจของเอกเต้นแรง “ผู้พัน! งั้นพวกมันก็ยังตามหาผู้พันอยู่?”
“น่าจะเป็นอย่างนั้น” ผู้กองชาญพยักหน้า “พวกมันคงคิดว่าพวกแกพาผู้พันหนีไปได้ แต่จริงๆ แล้ว ผู้พันอยู่ในสภาพที่ไม่พร้อมเดินทางระยะไกล”
เอกมองไปที่ชลที่นอนหมดสติอยู่บนเปล “เขาบาดเจ็บสาหัส”
“เราเข้าใจ” ผู้กองชาญกล่าว “เรามีหน่วยแพทย์สนามอยู่ไม่ไกลจากที่นี่ ถ้าพวกแกพาผู้พันไปที่นั่นได้ เราจะสามารถรักษาเขา และวางแผนการต่อไปได้”
ความหวังเริ่มก่อตัวขึ้นในใจของเอก แต่เขาก็ยังมีความกังวล “แล้วเราจะไปถึงที่นั่นได้อย่างไร? เส้นทางมันอันตรายมาก”
“เราจะนำทางพวกแก” ผู้กองชาญยืนยัน “เรามีเส้นทางลับที่ค่อนข้างปลอดภัย ถึงแม้จะต้องใช้เวลาหน่อยก็ตาม แต่เราต้องรีบทำก่อนที่พวกมันจะตามมาทัน”
เอกตัดสินใจ “ตกลงครับ” เขาหันไปมองเปลของชล “ช่วยกันหน่อยนะครับ”
ผู้กองชาญพยักหน้า เขาเรียกคนอีกสองคนที่ซ่อนตัวอยู่ในพุ่มไม้ใกล้ๆ ออกมาช่วย ทั้งสามคนช่วยกันยกเปลของชลขึ้น เอกยังคงถือปืนไว้ในมือ แต่ความรู้สึกกดดันเริ่มผ่อนคลายลงบ้าง
“นายรู้ไหมว่าใครเป็นหัวหน้าของพวกชุดดำพวกนั้น?” เอกถามขณะที่พวกเขาเริ่มเคลื่อนตัวไปตามเส้นทางที่ผู้กองชาญนำ “ฉันรู้สึกว่าเขาไม่ใช่คนธรรมดา”
ผู้กองชาญหยุดชะงักเล็กน้อย “เป็นคำถามที่ดี” เขากล่าว “เท่าที่เราสืบทราบมา หัวหน้าของพวกนั้นคือ ‘เงา’ เขาเป็นอดีตทหารที่ถูกปลดประจำการไปพร้อมกับข้อกังขามากมาย แต่เขามีฝีมือในการต่อสู้และวางแผนสูงมาก ข่าวลือบอกว่าเขาทำงานให้กับองค์กรลับ ที่ต้องการจะสร้างความวุ่นวายในภูมิภาคนี้”
“องค์กรลับ? พวกเขาต้องการอะไรกันแน่?”
“ยังไม่มีใครรู้แน่ชัด” ผู้กองชาญส่ายหน้า “แต่การที่พวกเขาจับตัวผู้พันไป แสดงว่าผู้พันต้องมีข้อมูลบางอย่างที่สำคัญมากสำหรับพวกเขา”
พวกเขาเดินลุยสายฝนไปเรื่อยๆ เส้นทางเริ่มลาดชันและเต็มไปด้วยโคลน การเคลื่อนที่ทำได้ลำบากขึ้น แต่ทุกคนยังคงพยายามอย่างเต็มที่ เสียงพูดคุยเริ่มเบาลง เหลือเพียงเสียงฝีเท้าที่ย่ำไปบนพื้นดินที่เปียกชื้น และเสียงลมหายใจที่หอบเหนื่อย
“เราใกล้จะถึงแล้ว” ผู้กองชาญบอก “ประมาณอีกหนึ่งกิโลเมตร”
เอกมองไปข้างหน้าด้วยความหวัง เขาไม่รู้ว่าเส้นทางนี้จะปลอดภัยจริงหรือไม่ แต่การได้ร่วมเดินทางกับคนที่มีเป้าหมายเดียวกัน ย่อมดีกว่าการเผชิญหน้ากับทุกสิ่งเพียงลำพัง “หวังว่าจะเป็นอย่างนั้นนะครับ” เขาตอบ
ขณะที่พวกเขาเดินต่อไป เสียงฝีเท้าและเสียงพูดคุยก็ดังขึ้นจากด้านหลังอีกครั้ง คราวนี้ดูเหมือนจะมีจำนวนมากกว่าเดิม เอกชะงักทันที “พวกมันตามมาแล้ว!” เขากระซิบ
ผู้กองชาญหันกลับไปมอง “เร็ว! เข้าที่กำบัง!”
พวกเขาเร่งฝีเท้า หลบเข้าใต้เงาไม้ที่หนาทึบที่สุด เอกหันไปมองเปลของชล “ชล! ทนหน่อยนะ!” เขากระซิบ
“นั่นมันพวกมันจริงๆ!” เสียงของผู้กองชาญดังขึ้น “ระวังตัวไว้!”
เสียงปืนเริ่มดังขึ้นจากการสกัดกั้นของกลุ่มผู้กองชาญ เอกรีบพาชลไปหลบซ่อนหลังก้อนหินขนาดใหญ่ เขาไม่แน่ใจว่าควรจะเข้าไปช่วยหรือไม่ แต่ผู้กองชาญก็ตะโกนกลับมา “อยู่ที่นั่นแหละ! อย่าให้พวกมันจับตัวได้!”
เอกได้ยินเสียงต่อสู้ดังขึ้นเรื่อยๆ เขาภาวนาขอให้ผู้กองชาญและลูกน้องของเขาต้านทานไว้ได้นานพอที่เขาจะพาชลไปถึงที่หมาย “ขอพระเจ้าคุ้มครองพวกคุณด้วย” เขาพึมพำ
5,228 ตัวอักษร