ตอนที่ 6 — สู่ที่มั่นสุดท้ายภายใต้การนำของพระ
หลังจากได้พบกับพระชราที่วัดร้างแห่งนั้น ความหวังก็กลับมาเปล่งประกายอีกครั้ง ร้อยเอก กวินทร์และลูกทีมที่รอดชีวิตได้พบกับแสงสว่างท่ามกลางความมืดมิดของสงคราม พระคุณเจ้าผู้มีเมตตาได้เสนอตัวช่วยเหลือ โดยจะนำทางพวกเขาออกไปจากพื้นที่อันตรายผ่านเส้นทางลับที่ท่านรู้จัก
"ท่านพระคุณเจ้า" กวินทร์กล่าวด้วยความเคารพ "กระผมขอขอบพระคุณท่านเป็นอย่างสูงที่ให้ความช่วยเหลือ พวกเราไม่รู้จะตอบแทนท่านอย่างไร"
พระชราแย้มสรวล "การช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์เป็นหน้าที่ของอาตมาอยู่แล้ว โยมทั้งหลาย จงตามอาตมามาอย่างเงียบๆ"
กวินทร์หันไปสั่งลูกทีม "ทุกคน เงียบเสียงให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ อย่าส่งเสียงดังรบกวนพระคุณเจ้า และเตรียมพร้อมสำหรับการเดินทาง"
พวกเขาออกจากวัดร้างไปพร้อมกับพระชรา ท่ามกลางความมืดที่เริ่มโรยตัวลงมา การเดินทางในคราวนี้แตกต่างจากการเดินทางครั้งก่อนๆ อย่างสิ้นเชิง เพราะครั้งนี้มีผู้รู้เส้นทางนำทาง แต่ความระมัดระวังก็ยังคงเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก
"เส้นทางนี้จะพาเราลัดเลาะผ่านหุบเขาและลำธารเล็กๆ" พระชราอธิบาย "เป็นเส้นทางที่ทหารของศัตรูไม่ค่อยเข้ามา เพราะค่อนข้างทุรกันดาร"
"ดีเลยครับท่าน" ประจักษ์กล่าว "แบบนี้เราก็ปลอดภัยมากขึ้น"
พวกเขาเดินเท้ากันไปเรื่อยๆ บางช่วงต้องปีนป่ายโขดหิน บางช่วงต้องลุยน้ำลำธารเย็นเฉียบ แต่ทุกคนก็ยังคงมีกำลังใจที่ดีขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะเมื่อทราบว่าพระชราผู้นี้มีความรู้เกี่ยวกับพื้นที่เป็นอย่างดี
"ท่านพระคุณเจ้า" กวินทร์เอ่ยถามขณะเดิน "ท่านทราบข่าวคราวจากภายนอกบ้างหรือไม่"
"อาตมาพอจะทราบอยู่บ้าง" พระชราตอบ "ได้ยินว่ากองทัพของเรากำลังตั้งรับอย่างเหนียวแน่นที่แนวรบหลัก แต่ก็เสียกำลังไปมาก"
คำตอบของพระชราทำให้กวินทร์ใจหายวาบ "แล้ว...แล้วแนวรบที่สองล่ะครับ"
"แนวรบที่สองถูกศัตรูตีทะลวงเข้ามาได้ระยะหนึ่งแล้ว" พระชรากล่าวด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย "แต่ก็ยังมีทหารของเราพยายามต้านทานอยู่"
ข่าวร้ายนี้ทำให้บรรยากาศรอบตัวกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง กวินทร์เริ่มกังวลถึงชะตากรรมของเพื่อนทหารและประชาชนที่อาจตกอยู่ในอันตราย
"เราต้องรีบไปถึงที่มั่นให้เร็วที่สุด" กวินทร์กล่าวเสียงหนักแน่น "เราต้องไปรวมกำลังกับส่วนอื่นให้ได้"
พวกเขาเดินทางต่อไปจนกระทั่งฟ้าเริ่มสาง กวินทร์เริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม จากป่าทึบเริ่มกลายเป็นพื้นที่ที่มีร่องรอยการตั้งค่ายของทหาร
"นั่นไงครับท่าน" ทหารนายหนึ่งชี้ไปข้างหน้า "น่าจะเป็นที่มั่นของเรา"
เมื่อเข้าใกล้เข้าไปอีก พวกเขาก็เห็นธงชาติปลิวไสวอยู่บนยอดเนินเขา เป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าพวกเขามาถึงที่หมายแล้ว
"เราทำสำเร็จแล้ว!" ประจักษ์ตะโกนด้วยความดีใจ
เมื่อทหารยามเห็นพวกเขา ก็รีบเข้ามาสอบถาม "พวกคุณเป็นใคร มาจากไหน"
"เรามาจากหน่วยอินทรีผยอง" กวินทร์ตอบ "เฮลิคอปเตอร์ของเราประสบอุบัติเหตุตก เราได้รับการช่วยเหลือจากท่านพระคุณเจ้า"
ทหารยามเมื่อได้ยินดังนั้น ก็รีบพาพวกเขาเข้าไปยังบังเกอร์บัญชาการ
ภายในบังเกอร์ บรรยากาศเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า แต่ก็ยังคงมีความมุ่งมั่นที่จะต่อสู้ พลเอก ชาติชัย มองดูกวินทร์และลูกทีมที่รอดชีวิตด้วยสายตาที่อ่อนโยน
"กวินทร์! ในที่สุดพวกแกก็มาถึง" พลเอก ชาติชัยกล่าว "ข้าเป็นห่วงพวกแกมาก"
"ท่านผู้การครับ" กวินทร์กล่าวรายงาน "เฮลิคอปเตอร์ของเราถูกยิงตก เราสูญเสียกำลังพลไปบางส่วน แต่เราก็สามารถเอาชีวิตรอดมาได้"
"ดีมาก กวินทร์" พลเอก ชาติชัยตบไหล่กวินทร์ "พวกแกทำได้ดีมากแล้ว"
"ท่านผู้การครับ สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง" กวินทร์ถาม
"ไม่ค่อยดีนัก" พลเอก ชาติชัยถอนหายใจ "ศัตรูกำลังรุกคืบเข้ามาอย่างหนักในแนวรบที่สอง เรากำลังพยายามต้านทานอย่างสุดกำลัง"
"พวกเราพร้อมที่จะรับคำสั่งครับท่าน" กวินทร์กล่าวอย่างเด็ดเดี่ยว
"ดีมาก" พลเอก ชาติชัยพยักหน้า "ตอนนี้ กวินทร์ เจ้ากับหน่วยของเจ้า จงไปพักผ่อนและเติมเสบียงให้พร้อม ข้าจะมอบหมายภารกิจสำคัญให้พวกแกอีกครั้ง"
กวินทร์รับคำสั่ง และพาหน่วยอินทรีผยองที่เหลืออยู่ไปยังที่พัก เขารู้ดีว่าการต่อสู้อันดุเดือดยังคงรอพวกเขาอยู่ข้างหน้า แต่ด้วยกำลังใจที่กลับมาอีกครั้ง และการนำของพลเอก ชาติชัย พวกเขาก็พร้อมที่จะสู้เพื่อแผ่นดินอันเป็นที่รัก
ขณะที่พวกเขากำลังเตรียมพร้อมสำหรับการรบครั้งต่อไป พระชราที่ช่วยเหลือนำทางมา ก็ได้กล่าวกับกวินทร์ว่า "ขอให้พวกเจ้าจงมีชัยในการรบ"
กวินทร์น้อมรับคำอวยพรด้วยความสำนึกในบุญคุณ "กระผมจะพยายามอย่างสุดความสามารถครับท่าน"
การต่อสู้ยังคงดำเนินต่อไป และหน่วยอินทรีผยองภายใต้การนำของร้อยเอก กวินทร์ ก็พร้อมที่จะกลับเข้าสู่สมรภูมิอีกครั้ง เพื่อขับไล่ศัตรูออกไปจากผืนแผ่นดินนี้ให้ได้
3,694 ตัวอักษร