ตอนที่ 1 — วันที่ความจริงเริ่มเปิดเผย
แสงแดดยามบ่ายแก่ๆ สาดส่องผ่านม่านลูกไม้โปร่งบางเข้ามาในห้องนั่งเล่น ทำให้ฝุ่นละอองเล็กๆ ลอยฟ่องอยู่ในลำแสงราวกับมีมนต์ขลัง กลิ่นอายของความอบอุ่นและความเงียบสงัดที่คุ้นเคยกลับแฝงไว้ด้วยความตึงเครียดบางอย่างที่ยากจะอธิบาย พ่อของฉัน วิศรุต ชายวัยห้าสิบต้นๆ ผู้มีใบหน้าคมเข้มแต่แฝงไว้ด้วยริ้วรอยแห่งกาลเวลา กำลังนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้เท้าแขนตัวโปรด สายตาเหม่อลอยออกไปนอกหน้าต่างราวกับกำลังดำดิ่งสู่ห้วงความคิดที่ลึกล้ำ มือข้างหนึ่งของเขากำแก้วกาแฟที่เย็นชืดจนแทบไม่เหลือไออุ่น มืออีกข้างวางทอดนิ่งอยู่บนที่วางแขน ทุกอย่างดูเหมือนเป็นปกติ แต่สำหรับฉัน นารา ลูกสาวคนเดียวของเขา ความปกติที่พ่อแสดงออกมานั้นเหมือนเปลือกนอกที่กำลังจะแตกสลาย
"พ่อคะ" ฉันเรียกเสียงแผ่วเบา พยายามจะดึงท่านออกจากภวังค์ "วันนี้มีนัดกับคุณหมอตอนบ่ายสามนะคะ"
พ่อสะดุ้งเล็กน้อย หันหน้ามามองฉัน ดวงตาคู่ที่เคยฉายแววอบอุ่น บัดนี้กลับมีความเหนื่อยล้าและความรู้สึกผิดบางอย่างที่ปิดไม่มิด "อืม พ่อจำได้" เสียงแหบพร่าเล็กน้อยของท่านไม่ต่างจากปกติ แต่กลับมีความรู้สึกไม่สบายใจบางอย่างที่ส่งผ่านมา
ฉันถอนหายใจเบาๆ เข้าใจดีว่าช่วงนี้พ่อกำลังมีเรื่องเครียดสะสมหลายอย่าง หลังจากคุณแม่จากไปเมื่อสามปีก่อน พ่อก็กลายเป็นคนเงียบขรึมและเก็บตัวมากขึ้นกว่าเดิมมาก ท่านทุ่มเททุกอย่างให้กับการทำงาน และแทบไม่เคยพูดถึงเรื่องในอดีตเลย โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับคุณแม่ ฉันเองก็พยายามทำความเข้าใจ พยายามจะเป็นทั้งลูกสาวและเพื่อนให้พ่อ แต่กำแพงที่ท่านสร้างขึ้นนั้นสูงเกินกว่าที่ฉันจะปีนข้ามไปถึง
"พ่อไม่เป็นไรนะคะ" ฉันเดินเข้าไปใกล้ นั่งลงบนโซฟาตรงข้าม พยายามปั้นยิ้มให้กำลังใจ "ถ้ามีอะไรไม่สบายใจ เล่าให้นาราฟังได้นะคะ"
พ่อเงียบไปครู่หนึ่ง ทอดสายตามองมาที่ฉันราวกับกำลังประเมินอะไรบางอย่าง ในที่สุด ท่านก็ส่ายหน้าช้าๆ "ไม่มีอะไร พ่อแค่คิดถึงแม่ของเธอ"
คำพูดนั้นเหมือนเข็มเล็กๆ ที่ทิ่มแทงหัวใจฉัน คุณแม่... ฉันเองก็คิดถึงท่านมาก แต่ความทรงจำที่มีต่อท่านนั้นพร่าเลือนเกินไป ส่วนใหญ่เป็นเพียงภาพถ่ายเก่าๆ หรือเรื่องเล่าจากญาติๆ ฉันไม่เคยมีโอกาสได้รู้จักท่านอย่างแท้จริงด้วยซ้ำ เพราะท่านป่วยหนักตั้งแต่ฉันยังเด็ก และจากไปก่อนที่ฉันจะทันเติบโตพอที่จะเข้าใจโลก
"หนูเองก็คิดถึงแม่ค่ะ" ฉันตอบเสียงเบา "แต่หนูอยากให้พ่อเข้มแข็งนะคะ หนูยังต้องการพ่ออยู่"
พ่อเพียงพยักหน้าเบาๆ ไม่ได้พูดอะไรต่อ เรานั่งเงียบกันไปอีกพักใหญ่ จนกระทั่งเสียงนาฬิกาแขวนผนังตีบอกเวลาบ่ายสองโมง พ่อจึงลุกขึ้นยืน "ไปกันเถอะ เดี๋ยวจะสาย"
การเดินทางไปยังโรงพยาบาลเป็นไปอย่างเงียบเชียบเหมือนเช่นเคย ฉันคอยสังเกตสีหน้าของพ่ออยู่ตลอดเวลา ท่านดูซีดเซียวและเหนื่อยอ่อนกว่าปกติ ฉันอดสงสัยไม่ได้ว่านอกจากเรื่องสุขภาพที่ต้องมาตรวจตามนัดแล้ว มีเรื่องอื่นที่ทำให้ท่านกังวลใจอยู่หรือเปล่า
เมื่อไปถึงโรงพยาบาล เรานั่งรอคิวตรวจกันในห้องรอที่เต็มไปด้วยผู้คนหลากหลายวัย ฉันพยายามชวนพ่อคุยเรื่องทั่วไป แต่ท่านก็ตอบคำถามสั้นๆ และดูเหมือนจะเหม่อลอยอยู่ตลอดเวลา จนกระทั่งพยาบาลเรียกชื่อ "คุณวิศรุต รัตนโชติ"
พ่อลุกขึ้นยืน ฉันรีบคว้าแขนท่านไว้ "พ่อคะ อย่าเพิ่งเครียดนะคะ"
พ่อหันมามองฉัน เขามองลึกเข้าไปในดวงตาของฉัน ราวกับจะหาความมั่นใจ หรืออาจจะกำลังส่งสารบางอย่างที่ฉันอ่านไม่ออก "พ่อจะพยายาม" ท่านกล่าวสั้นๆ แล้วเดินนำเข้าไปในห้องตรวจ
ฉันนั่งรออยู่ข้างนอก รู้สึกกระสับกระส่ายอย่างบอกไม่ถูก ฉันได้แต่ภาวนาขอให้พ่อมีสุขภาพแข็งแรง และขอให้ทุกอย่างผ่านพ้นไปด้วยดี เวลาผ่านไปราวกับเนิ่นนาน จนกระทั่งประตูห้องตรวจเปิดออก พยาบาลเดินออกมาพร้อมรอยยิ้ม "เชิญค่ะ คุณนารา"
ฉันลุกขึ้นเดินตามพยาบาลเข้าไปในห้องตรวจ ภาพที่เห็นทำให้ฉันชะงักไปชั่วขณะ พ่อของฉันนั่งอยู่บนเตียงตรวจ ใบหน้าซีดเผือดยิ่งกว่าเดิม และที่ทำให้ฉันตกใจยิ่งกว่าคือ ร่างของคุณหมอที่ยืนอยู่ข้างๆ พ่อ ไม่ใช่คุณหมอประจำของท่าน แต่เป็นผู้หญิงวัยกลางคนที่มีท่าทีเคร่งขรึม
"สวัสดีค่ะ คุณนารา" คุณหมอเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แต่แฝงไว้ด้วยความเป็นมืออาชีพ "ฉันหมออรทัย เป็นจิตแพทย์ค่ะ"
จิตแพทย์? ฉันมองหน้าพ่อด้วยความประหลาดใจ "คุณพ่อเป็นอะไรคะ"
พ่อมองฉันด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา "นารา... หมออรทัยจะช่วยอธิบายให้ฟัง"
ฉันหันไปมองคุณหมออรทัยอย่างรอคอย คุณหมอยิ้มให้กำลังใจเล็กน้อย ก่อนจะเริ่มอธิบาย "คุณวิศรุตมาปรึกษาฉันเกี่ยวกับการนอนไม่หลับและอาการซึมเศร้าค่ะ แต่จากการพูดคุยกันหลายครั้ง ฉันพบว่าปัญหาหลักของคุณวิศรุตนั้นมีรากฐานมาจากความรู้สึกผิดและความกดดันที่เก็บซ่อนมานานหลายปี"
ความรู้สึกผิด? เก็บซ่อน? ฉันยิ่งสับสน "หมายความว่ายังไงคะ"
คุณหมอมองไปที่พ่อเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับมาหาฉัน "คุณวิศรุตมีบางอย่างที่อยากจะบอกคุณนาราค่ะ เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับคุณแม่ของเธอ"
หัวใจฉันเต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ เรื่องของคุณแม่? สิ่งที่พ่อเก็บงำมาตลอด? ฉันมองหน้าพ่ออย่างคาดหวัง พ่อสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ดวงตาของท่านสั่นระริกเล็กน้อย ก่อนจะเริ่มเอ่ยปาก ด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือกว่าที่เคย
"นารา... พ่อมีเรื่องต้องขอโทษลูก"
4,083 ตัวอักษร