พ่อจ๋า แม่จ๋า อย่าทะเลาะกัน

ตอนที่ 31 / 46

ตอนที่ 31 — คำสัญญาในวันฟ้าใส

อรุณีมองออกไปนอกหน้าต่าง กระจกใสสะท้อนภาพท้องฟ้าสีครามสดใส ปราศจากเมฆหมอกแม้แต่น้อย วันนี้อากาศดีเป็นพิเศษ ราวกับธรรมชาติกำลังส่งสัญญาณแห่งการเยียวยาและเริ่มต้นใหม่ให้กับทุกคนในบ้าน เด็กหญิงตัวน้อยยังคงนอนหลับอุตุอยู่ในห้องนอนของเธอ เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้นแผ่วเบา แต่ก็พอที่จะดึงให้เธอหลุดออกจากภวังค์แห่งความคิดที่หมุนวนอยู่ในหัวมาตลอดทั้งคืน เมื่อคืนที่ผ่านมานั้นยาวนานเหลือเกิน ความทรงจำเกี่ยวกับสถานที่แห่งความทรงจำที่เธอและภาคย์ไปเยือนเมื่อวันอาทิตย์ยังคงแจ่มชัดอยู่ในหัว ภาพของสวนสาธารณะริมทะเลสาบที่เคยเป็นจุดเริ่มต้นของความรัก ภาพของรอยยิ้มที่เคยมีให้กันโดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ เสียงหัวเราะของเธอและภาคย์ที่เคยดังสะท้อนก้องไปทั่วบริเวณ บัดนี้กลายเป็นเพียงภาพลวงตาที่เจือปนไปด้วยความเจ็บปวดที่ยังคงหลงเหลืออยู่ แต่ถึงกระนั้น ในขณะเดียวกัน ภาพเหล่านั้นก็จุดประกายความหวังบางๆ ให้กับเธอ การกลับไปที่นั่นอีกครั้ง ไม่ใช่แค่การรื้อฟื้นความทรงจำเก่าๆ เท่านั้น แต่มันคือการเดินทางย้อนกลับไปสู่จุดที่ทุกอย่างเคยสวยงาม เพื่อค้นหาว่ามีสิ่งใดหลงเหลืออยู่บ้างหรือไม่ เธอจำได้ถึงสายตาของภาคย์ที่มองมาที่เธอในวันนั้น มันไม่ใช่สายตาที่ว่างเปล่า หรือสายตาที่เต็มไปด้วยความผิดหวังอย่างที่เคยเป็นเสมอมา แต่มันเป็นสายตาที่อ่อนโยนลง มีความลังเลระคนกับความหวังเล็กๆ ที่เธอไม่เคยเห็นมานาน “แม่คะ” เสียงเล็กๆ ดังขึ้นข้างหู อรุณีหันไปมอง “หนูหิวแล้วค่ะ” เป็นเสียงของน้ำหวาน ลูกสาวตัวน้อยของเธอที่เพิ่งตื่นนอน ดวงตาแป๋วของเด็กหญิงมองมาที่เธอด้วยความคาดหวัง ใบหน้ากลมๆ ที่ยังเปื้อนน้ำลายจากการนอนหลับ ทำให้อรุณีใจอ่อนยวบลงทันที เธอคลี่ยิ้มบางๆ และลุกขึ้นจากเก้าอี้ “โอ๋ๆ จ้ะคนเก่ง แม่ไปทำอาหารเช้าให้แล้วกันนะ วันนี้เราจะกินอะไรดี” อรุณีเอ่ยถามขณะที่อุ้มลูกสาวขึ้นมาประคอง “อยากกินแพนเค้กค่ะแม่ เหมือนวันอาทิตย์ที่ไปสวนสนุก” น้ำหวานตอบเสียงอ้อน อรุณีชะงักเล็กน้อย วันอาทิตย์ที่แล้ว… คือวันที่เธอและภาคย์พาเด็กๆ ไปสวนสนุก และเป็นวันที่เธอได้เห็นรอยยิ้มของลูกๆ อย่างแท้จริง ซึ่งเป็นสิ่งที่เธอปรารถนามาตลอด “ได้เลยจ้ะ วันนี้แม่จะทำแพนเค้กให้เยอะๆ เลยนะ” ในขณะที่อรุณีกำลังเตรียมอาหารเช้าอยู่ในครัว ภาคย์ก็เดินออกมาจากห้องนอน เขาดูดีขึ้นกว่าเมื่อวานเล็กน้อย ดวงตาที่เคยขุ่นมัว บัดนี้ดูใสขึ้น แต่ยังคงมีความเหนื่อยล้าฉายชัดอยู่ “อรุณี” ภาคย์เอ่ยเรียกชื่อเธอ ขณะที่เดินเข้ามาใกล้ “เมื่อคืน… เธอไม่ค่อยได้นอนเลยนะ” อรุณีหันไปมองเขา “ก็คิดอะไรเพลินๆ น่ะค่ะ” เธอตอบ พยายามซ่อนความรู้สึกที่ปั่นป่วนในใจ “ฉันก็เหมือนกัน” ภาคย์ถอนหายใจเบาๆ “หลังจากที่เรากลับมาจากที่นั่น… ฉันรู้สึก… รู้สึกอะไรบางอย่างที่อธิบายไม่ถูก” อรุณีวางตะหลิวลง และหันมาเผชิญหน้ากับภาคย์เต็มๆ “หมายถึง… ที่ทะเลสาบใช่ไหมคะ” ภาคย์พยักหน้า “ใช่ ที่นั่น… มันทำให้ฉันนึกถึงวันเก่าๆ วันที่เรายังเด็ก วันที่เรามีความสุขกันจริงๆ ก่อนที่ทุกอย่างจะ… แย่ลงไป” เขาหยุดพูดไปครู่หนึ่ง ราวกับกำลังหาคำพูดที่เหมาะสม “ฉันคิดถึงช่วงเวลาที่เราหัวเราะด้วยกันที่นั่น อรุณี… ฉันไม่รู้ว่ามันหมายถึงอะไร แต่ฉันรู้สึกว่า… ฉันยังจำความรู้สึกเหล่านั้นได้” หัวใจของอรุณีเต้นแรงขึ้น เธอกลอบมือของตัวเองไว้แน่น “ฉันก็เหมือนกันค่ะภาคย์ ฉันจำได้ทุกอย่าง… ฉันจำได้ว่าเรารักกันมากแค่ไหน” “แล้วทำไม… ทำไมเราถึงมาเป็นแบบนี้ได้นะ” ภาคย์ถาม เสียงของเขาแผ่วเบาลง แสดงถึงความสับสนและความเจ็บปวดที่ยังคงค้างคา “บางที… บางทีเราอาจจะหลงลืมบางสิ่งไป” อรุณีตอบ เสียงสั่นเครือเล็กน้อย “หลงลืมว่าอะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุดจริงๆ” “สิ่งที่สำคัญที่สุด…” ภาคย์ทวนคำ “สำหรับฉัน… ตอนนี้… มันคือการทำให้ทุกคนในครอบครัวมีความสุขอีกครั้ง” อรุณีมองเข้าไปในดวงตาของภาคย์ เธอเห็นความจริงใจในแววตาคู่นั้น มันไม่ใช่คำพูดที่พูดไปส่งๆ เพื่อให้เธอสบายใจ แต่มันมาจากส่วนลึกของหัวใจจริงๆ “ฉัน… ฉันก็อยากให้เป็นอย่างนั้นค่ะ” อรุณีพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหวัง “หนูอยากให้พ่อกับแม่กลับมารักกันเหมือนเดิม” เสียงของน้ำหวานดังขึ้นจากมุมห้อง ทั้งอรุณีและภาคย์หันไปมองลูกสาวที่กำลังนั่งเล่นตุ๊กตาอยู่บนพื้นอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราว ดวงตาไร้เดียงสาของเธอเป็นเหมือนกระจกที่สะท้อนภาพความผิดพลาดทั้งหมดที่เกิดขึ้น “เห็นไหมอรุณี” ภาคย์พูด เสียงของเขาหนักแน่นขึ้น “นี่คือสิ่งที่เราต้องทำให้สำเร็จ” “ค่ะ” อรุณีตอบรับ “ฉันพร้อมที่จะทำทุกอย่าง” หลังจากอาหารเช้า ทั้งสองคนได้พูดคุยกันถึงเรื่องราวต่างๆ อย่างจริงจังมากขึ้น พวกเขายังไม่ได้ตัดสินใจขั้นเด็ดขาดว่าจะกลับมาคืนดีกันหรือไม่ แต่การพูดคุยครั้งนี้ได้เปิดช่องทางแห่งความเข้าใจซึ่งกันและกันมากขึ้นกว่าเดิม อรุณีรู้สึกว่ากำแพงที่เคยขวางกั้นระหว่างเธอกับภาคย์เริ่มสั่นคลอนลงไปทีละน้อย “ภาคย์คะ” อรุณีเอ่ยขึ้นหลังจากที่พวกเขานั่งเงียบกันไปครู่หนึ่ง “เมื่อวานนี้… ฉันรู้สึกดีมากเลยที่ได้กลับไปที่นั่น” ภาคย์หันมามอง “ฉันก็เหมือนกัน” เขาตอบ “มันเหมือนได้ย้อนเวลาจริงๆ” “แล้ว… แล้วเราจะทำยังไงต่อไปคะ” อรุณีถามอย่างมีความหวัง ภาคย์มองออกไปนอกหน้าต่างอีกครั้ง “ฉันคิดว่า… เราต้องให้เวลากันและกันนะอรุณี” เขาหันกลับมาสบตาเธอ “ให้เราได้ลองทบทวนความรู้สึกของตัวเองจริงๆ ก่อน… และที่สำคัญที่สุด… เราต้องทำเพื่อลูกๆ ของเรา” “เพื่อลูกๆ ของเรา…” อรุณีทวนคำ “ฉันจะไม่ยอมให้เขาต้องเสียใจอีกต่อไปแล้ว” “ฉันก็เหมือนกัน” ภาคย์ย้ำ “ฉันจะพยายาม… เพื่อให้ทุกอย่างกลับมาดีเหมือนเดิม” คำว่า ‘พยายาม’ นั้นมีความหมายลึกซึ้งสำหรับอรุณี มันไม่ได้หมายถึงการกลับไปเป็นเหมือนเดิมในทันที แต่มันคือการเริ่มต้นใหม่ การให้โอกาสซึ่งกันและกันในการแก้ไขข้อผิดพลาดที่ผ่านมา “ขอบคุณนะคะภาคย์” อรุณีพูด น้ำตาคลอหน่วย “ขอบคุณที่ยัง… ยังพยายาม” ภาคย์ยิ้มบางๆ “เราคือครอบครัวเดียวกันนะอรุณี ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม” คำพูดนั้นทำให้อรุณีรู้สึกอบอุ่นหัวใจขึ้นมาอย่างประหลาด แม้ว่าอนาคตจะยังคงไม่แน่นอน แต่เธอก็สัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่กำลังเกิดขึ้น การเดินทางของพวกเขาอาจจะยังไม่ถึงบทสรุป แต่การเริ่มต้นของการเยียวยากำลังดำเนินไปอย่างช้าๆ ท่ามกลางแสงแดดที่สาดส่องเข้ามาในบ้าน ราวกับเป็นพยานให้กับคำสัญญาที่กำลังจะถูกเติมเต็ม.

5,012 ตัวอักษร