เสียงกระซิบจากหอสมุด

ตอนที่ 13 / 46

ตอนที่ 13 — เสียงจากมุมมืดในห้องทำงาน

“ใช่ค่ะ ท่านรองศาสตราจารย์มีนัดพบกับนักศึกษาที่ห้องทำงานค่ะ” เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์สาวตอบอย่างสุภาพ ดวงตาของเธอวูบไหวเมื่อมองเห็นเครื่องแบบของดนัย “เดี๋ยวฉันจะโทรแจ้งท่านนะคะ” หลังจากรอไม่นานนัก รองศาสตราจารย์นพพรก็ปรากฏตัวที่หน้าห้องทำงานของเขา ชายวัยกลางคน รูปร่างผอมบาง ใบหน้าซีดเซียว ดวงตาคล้ำดูอ่อนเพลีย เขาพยักหน้าให้เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ก่อนจะหันมาทางดนัยและจ่าสิบตำรวจมานพ “เชิญครับคุณตำรวจ” น้ำเสียงของรองศาสตราจารย์นพพรแฝงความเหนื่อยหน่าย “ผมรองศาสตราจารย์นพพร ยินดีครับ” “ผมร้อยตำรวจเอก ดนัย ครับ และนี่จ่าสิบตำรวจมานพ” ดนัยแนะนำตัวพร้อมกับยื่นนามบัตรให้ “เรามาเพื่อสอบถามเกี่ยวกับกรณีการเสียชีวิตของรองศาสตราจารย์สมเกียรติครับ” รองศาสตราจารย์นพพรพยักหน้ารับ “ผมทราบเรื่องแล้วครับ เป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจมากจริงๆ ท่านเป็นนักวิชาการที่ยอดเยี่ยม” เขากล่าวขณะผายมือเชิญให้ทั้งสองนายเข้าไปในห้องทำงานที่ตกแต่งอย่างเรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยชั้นหนังสือสูงจรดเพดาน “ผมขออนุญาตสอบถามเรื่องแผนผังอาคารที่ปรากฏชื่อท่านนะครับ” ดนัยเอ่ยขึ้นพลางสำรวจห้องทำงานไปด้วย “ท่านทราบไหมครับว่าทำไมชื่อท่านถึงถูกระบุว่าเป็นผู้ที่เข้าถึงห้องทำงานของรองศาสตราจารย์สมเกียรติได้” รองศาสตราจารย์นพพรทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตัวหนึ่งหลังโต๊ะทำงาน เขาถอนหายใจยาว “เรื่องนั้น… ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันครับ” เขาว่าพลางกวาดสายตาไปรอบๆ ห้องทำงานของตนเอง ราวกับกำลังค้นหาคำตอบที่ซ่อนอยู่ “ผมกับท่านรองศาสตราจารย์สมเกียรติ… ความสัมพันธ์ของเราไม่ได้ใกล้ชิดกันมากนัก เราทำงานในภาควิชาเดียวกันก็จริง แต่เราก็มีแนวทางการทำงานที่แตกต่างกันพอสมควร” “แล้วท่านเคยมีปากเสียงหรือความขัดแย้งกับท่านรองศาสตราจารย์สมเกียรติมาก่อนหรือไม่ครับ” ดนัยถามตรงๆ “ไม่เลยครับ” รองศาสตราจารย์นพพรส่ายหน้าช้าๆ “ผมออกจะหลีกเลี่ยงการปะทะสังสรรค์กับใครอยู่แล้ว ผมมักจะใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับงานวิจัยของผมมากกว่า” “แต่จากบันทึกของรองศาสตราจารย์สมเกียรติ มีการกล่าวถึงแผนการบางอย่างของท่าน” ดนัยพยายามดึงข้อมูลจากรองศาสตราจารย์นพพร “แผนการที่ท่านระบุว่า ‘นพพรจะต้องไม่ยอมให้มันเกิดขึ้น’” สีหน้าของรองศาสตราจารย์นพพรเปลี่ยนไปเล็กน้อย เขาหลับตาลงครู่หนึ่งก่อนจะค่อยๆ ลืมตาขึ้น “ผม… ผมอาจจะเคยพูดอะไรประมาณนั้นไปครับ” เขากล่าวเสียงเบา “แต่ผมไม่ได้หมายถึงเรื่องร้ายแรงอะไรนะครับ” “หมายถึงเรื่องอะไรครับ” จ่าสิบตำรวจมานพถามเสริม “ท่านรองศาสตราจารย์สมเกียรติ… ในช่วงหลังๆ ท่านหมกมุ่นอยู่กับการค้นคว้าเรื่องตำราโบราณเล่มหนึ่งมากครับ เป็นตำราที่เชื่อกันว่ามีเนื้อหาเกี่ยวกับ… ความลับบางอย่างของสถาบันเรา” รองศาสตราจารย์นพพรเล่า “ผมเห็นว่าท่านทุ่มเทเวลาและพลังงานไปกับมันมากเกินไป ทั้งๆ ที่มันอาจจะเป็นเพียงตำนาน หรือเรื่องเล่าที่ไม่มีมูลความจริง ผมเลยเป็นห่วงว่าท่านจะเสียเวลาไปเปล่าๆ” “แล้วท่านเคยเข้าไปในห้องทำงานของท่านรองศาสตราจารย์สมเกียรติบ้างไหมครับ” ดนัยถามต่อ “เพื่อจะ… เตือนสติท่าน” “ไม่เคยครับ” รองศาสตราจารย์นพพรตอบทันที “ผมบอกแล้วไงครับว่าผมไม่ค่อยได้สุงสิงกับท่านนัก” “แต่ทำไมชื่อท่านถึงปรากฏในบันทึกของท่านรองศาสตราจารย์สมเกียรติ ในฐานะผู้ที่เข้าถึงห้องทำงานได้” ดนัยย้ำคำถามเดิม “ถ้าท่านไม่เคยเข้าไป แล้วท่านรองศาสตราจารย์สมเกียรติจะบันทึกชื่อท่านไว้ทำไม” รองศาสตราจารย์นพพรเงียบไปครู่หนึ่ง เขาเริ่มแสดงอาการประหม่าให้เห็นอย่างชัดเจน “ผม… ผมนึกไม่ออกจริงๆ ครับ” เขาว่าเสียงสั่น “บางที… บางทีท่านอาจจะแค่บันทึกชื่อคนที่ท่านรู้จักไว้เฉยๆ ก็ได้นะครับ” “แต่ที่น่าสนใจคือ ท่านรองศาสตราจารย์สมเกียรติบันทึกชื่อท่านด้วยว่า ‘ผู้เข้าถึงได้’ ไม่ใช่แค่ ‘รู้จัก’” ดนัยเน้นย้ำ “และในแผนผังอาคารที่พบในห้องทำงานของท่าน ก็มีชื่อท่านปรากฏอยู่ โดยมีลูกศรชี้ไปยังห้องทำงานของท่านรองศาสตราจารย์สมเกียรติ” “ผม… ผมไม่ทราบจริงๆ ครับ” รองศาสตราจารย์นพพรเริ่มเหงื่อแตก “อาจจะเป็นความผิดพลาดอะไรสักอย่าง ผมไม่เคยได้รับอนุญาตให้เข้าห้องทำงานของท่านเลย” “ท่านแน่ใจนะครับ” ดนัยจ้องเข้าไปในดวงตาของรองศาสตราจารย์นพพร “เพราะจากรหัสลับที่เราพบในตำราที่ถูกลืม เป็นไปได้ว่ารหัสนี้จะเกี่ยวข้องกับผู้ที่สามารถเข้าถึงข้อมูลสำคัญภายในหอสมุดได้ และชื่อของท่านก็ปรากฏอยู่ในกลุ่มนั้น” รองศาสตราจารย์นพพรหน้าซีดเผือด เขาอ้าปากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็ชะงักไป “ผม… ผมขอเวลาหน่อยนะครับ” เขาว่าพลางยกมือขึ้นนวดขมับ “ผมรู้สึกไม่ค่อยสบาย” “แน่นอนครับ” ดนัยกล่าว “เราจะรอคำตอบจากท่าน”

3,662 ตัวอักษร