ตอนที่ 28 — เงาสะท้อนความจริงที่บิดเบี้ยว
ดนัยและจ่ามานพยืนอยู่หน้ากระจกเงาบานใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่มุมหนึ่งของโถงทางเดินชั้นบนของหอสมุด แสงแดดอ่อนๆ ยามบ่ายสาดผ่านเข้ามาตกกระทบผิวกระจก เกิดเป็นประกายระยิบระยับ ภาพสะท้อนของพวกเขาปรากฏขึ้นอย่างชัดเจน จ่ามานพเลิกคิ้วมองดนัยอย่างสงสัย “กระจกบานนี้มีอะไรเป็นพิเศษหรือครับคุณดนัย”
ดนัยพยักหน้าช้าๆ ดวงตาจับจ้องไปยังเงาสะท้อนของตัวเอง “อาจารย์สมเกียรติเคยบอกผมว่า เขาเชื่อว่ากระจกบานนี้มีความพิเศษบางอย่างที่คนส่วนใหญ่มองข้าม เขาบอกว่ามันไม่ใช่แค่กระจกธรรมดา แต่เป็นเหมือนสิ่งบันทึกความทรงจำ เป็นพยานแห่งกาลเวลา”
“บันทึกความทรงจำ?” จ่ามานพทวนคำ สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ “ผมนึกว่าเราจะมาหากล่องเครื่องประดับที่อาจารย์สมเกียรติซ่อนไว้เสียอีก”
“ผมก็คิดอย่างนั้นตอนแรกครับ” ดนัยตอบ “แต่เมื่อผมคิดทบทวนถึงคำพูดของอาจารย์สมเกียรติ และลักษณะของข้อความปริศนาบนกระดาษคั่นหน้า ผมเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวได้บางส่วน อาจารย์สมเกียรติเป็นนักประวัติศาสตร์ เขาหมกมุ่นอยู่กับอดีต การบันทึก และการตีความความรู้ที่ตกทอดมา เขาอาจจะทิ้งเบาะแสไว้ในที่ที่เขาคิดว่าคนอื่นจะมองไม่เห็น หรือไม่เข้าใจ”
ดนัยเดินเข้าไปใกล้กระจกมากขึ้น เอามือลูบไปตามกรอบไม้แกะสลักที่ดูเก่าแก่ “อาจารย์สมเกียรติบอกผมว่า เคยมีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้นในหอสมุดนี้เมื่อนานมาแล้ว เป็นเหตุการณ์ที่สำคัญมากในประวัติศาสตร์ของหอสมุด แต่กลับถูกปกปิด หรือถูกลืมเลือนไป เขาเชื่อว่ากระจกบานนี้ได้บันทึกภาพเหตุการณ์นั้นไว้”
“บันทึกภาพไว้?” จ่ามานพอุทาน “ผมนึกว่ากระจกเงาจะสะท้อนภาพปัจจุบันเท่านั้น”
“ตามปกติก็ใช่ครับ” ดนัยยอมรับ “แต่ลองคิดดูนะครับ หากกระจกบานนี้มีส่วนผสมพิเศษบางอย่างในเนื้อกระจก หรืออาจจะเป็นเทคนิคการผลิตโบราณที่ทำให้มันมีความสามารถในการสะท้อนภาพในอดีตได้บ้างในบางสภาวะ บางทีอาจจะเป็นความทรงจำที่ฝังแน่นอยู่ในเนื้อกระจก”
“ฟังดูเหมือนในหนังวิทยาศาสตร์เลยครับคุณดนัย” จ่ามานพพูดติดตลก แต่แววตาของเขาก็ฉายแววสนใจ
“ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันครับ” ดนัยถอนหายใจ “แต่ตอนนี้เราไม่มีเบาะแสอื่นแล้ว เราต้องลองทุกอย่าง อาจารย์สมเกียรติเคยกล่าวถึง 'ภาพสะท้อนที่บิดเบี้ยว' และ 'ความจริงที่ถูกซ่อนไว้ในเงา' ผมเชื่อว่ามันเกี่ยวข้องกับกระจกบานนี้”
ดนัยค่อยๆ หมุนตัวไปรอบๆ กระจก เงยหน้ามองด้านบน และก้มมองด้านล่าง เขาพยายามสังเกตทุกรายละเอียดของพื้นผิว ความหนาของกระจก และเงาสะท้อนที่ปรากฏ “อาจารย์สมเกียรติเป็นคนละเอียดรอบคอบมาก เขาไม่น่าจะพูดอะไรลอยๆ โดยไม่มีเหตุผล”
“แล้วเราจะดูภาพในอดีตได้อย่างไรครับ” จ่ามานพถาม “เราต้องทำพิธีอะไรบางอย่าง หรือว่าเราต้องรอให้ถึงช่วงเวลาพิเศษของวันหรือเปล่า”
“ผมก็กำลังคิดอยู่เหมือนกันครับ” ดนัยครุ่นคิด “อาจจะเป็นช่วงเวลาที่แสงตกกระทบเป็นมุมพิเศษ หรืออาจจะต้องใช้อะไรบางอย่างเพื่อกระตุ้นให้ภาพปรากฏขึ้น”
ดนัยสังเกตเห็นบางอย่างที่ผิดปกติที่ขอบด้านล่างของกระจก มีรอยขีดข่วนเล็กๆ ที่ดูเหมือนจะจงใจทำขึ้น “ตรงนี้ครับ” เขาชี้ให้จ่ามานพดู “ดูเหมือนจะมีสัญลักษณ์บางอย่างซ่อนอยู่ตรงนี้”
ทั้งสองคนก้มลงมองใกล้ๆ รอยขีดข่วนนั้นเมื่อมองผ่านเงาสะท้อนจะเห็นเป็นรูปร่างคล้ายกับลูกศรชี้ไปยังจุดใดจุดหนึ่งบนพื้นห้อง แต่เมื่อมองที่ตัวกระจกโดยตรง รอยขีดข่วนนั้นกลับดูเหมือนเป็นเพียงรอยบุบเล็กๆ ที่แทบจะสังเกตไม่เห็น
“มันเหมือนสัญลักษณ์นำทาง” จ่ามานพพึมพำ “แต่มันชี้ไปที่พื้น”
ดนัยย่อตัวลงใช้ปลายนิ้วลยายามสัมผัสรอยขีดข่วนนั้น “มันลึกพอสมควรเลยครับ ไม่ใช่แค่การขีดเล่นๆ” เขาลุกขึ้นยืน หมุนตัวมองไปรอบๆ ห้องอีกครั้ง “มันต้องมีอะไรบางอย่างอยู่ตรงนั้นแน่ๆ”
ดนัยเริ่มเดินสำรวจพื้นที่บริเวณที่ลูกศรชี้ไป เขาเดินไปตามแนวพื้นไม้ที่ทอดเป็นเส้นตรง พยายามสังเกตความผิดปกติใดๆ ที่อาจเกิดขึ้น จ่ามานพก็เดินตามเขาไปอย่างเงียบๆ คอยสังเกตการณ์รอบข้าง
“อาจารย์สมเกียรติเคยเล่าให้ผมฟังถึงเรื่องราวของห้องสมุดนี้ในยุคแรกๆ” ดนัยพูดขึ้นขณะที่มือยังคงลูบไล้ไปตามพื้นไม้ “เขาบอกว่าหอสมุดแห่งนี้เคยมีสถาปนิกคนสำคัญเป็นผู้ออกแบบ และสถาปนิกผู้นี้มีชื่อเสียงในเรื่องของการซ่อนความลับ หรือปริศนาไว้ในงานสถาปัตยกรรมของเขา”
“ซ่อนความลับ?” จ่ามานพทวนคำ “คุณหมายถึงพวกห้องลับ หรือทางลับอะไรทำนองนั้นหรือครับ”
“อาจจะเป็นไปได้ครับ” ดนัยตอบ “หรืออาจจะเป็นกลไกบางอย่างที่ซ่อนอยู่ใต้พื้น หรือในผนัง”
ดนัยหยุดเดิน เขาพบว่ามีแผ่นไม้กระดานแผ่นหนึ่งที่ดูแตกต่างจากแผ่นอื่นเล็กน้อย สีของมันเข้มกว่าเล็กน้อย และดูเหมือนจะมีการต่อรอยที่ดูไม่กลมกลืนกับลายไม้โดยรอบ “ตรงนี้ครับ” เขาชี้ให้จ่ามานพดู
จ่ามานพก้มลงสำรวจ “มันดูเหมือนจะถูกเปลี่ยนใหม่นะครับ”
“หรืออาจจะไม่ได้เปลี่ยนใหม่ แต่อาจจะถูกสร้างขึ้นมาให้ปิดทับอะไรบางอย่าง” ดนัยบอก “อาจารย์สมเกียรติเคยพูดถึง 'การเปิดเผยความจริงที่ถูกปิดทับ' บางทีมันอาจจะหมายถึงสิ่งนี้ก็ได้”
ดนัยพยายามใช้ปลายนิ้วเขี่ยแผ่นไม้กระดานนั้น แต่ก็ไม่สามารถขยับมันได้ “มันแน่นหนามากครับ”
“ให้ผมลองครับ” จ่ามานพอาสา เขาก้มลงใช้เล็บของเขาค่อยๆ แซะไปตามรอยต่อของแผ่นไม้ แต่ก็ยังไม่สามารถเปิดมันออกได้ “ต้องมีเครื่องมืออะไรบางอย่างมางัดครับ”
ดนัยกวาดสายตาไปรอบๆ บริเวณนั้นอย่างรวดเร็ว เขาเห็นชั้นหนังสือเก่าแก่ที่ตั้งอยู่ไม่ไกล “อาจจะมีอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ในชั้นหนังสือพวกนี้ก็ได้ครับ”
ทั้งสองคนเดินไปยังชั้นหนังสือเก่าแก่ ดนัยเริ่มไล่มองไปตามสันหนังสือที่วางเรียงรายอยู่ สายตาของเขาไปสะดุดเข้ากับหนังสือเล่มหนึ่งที่มีปกสีเข้มเหมือนกับแผ่นไม้กระดานที่เขาพบ
“เล่มนี้ครับ” ดนัยหยิบหนังสือเล่มนั้นออกมา ชื่อหนังสือเป็นภาษาละตินเก่าแก่ที่เขาพอจะอ่านออก “'De Umbris et Speculis' หรือ 'ว่าด้วยเงาและกระจก'”
“ชื่อหนังสือเหมือนกับที่คุณอาจารย์สมเกียรติพูดถึงเลยนะครับ” จ่ามานพกล่าว
ดนัยเปิดหนังสือออกอย่างระมัดระวัง หน้ากระดาษมีสีเหลืองกรอบ และมีกลิ่นอายของความเก่าแก่ ภาพประกอบในหนังสือเป็นภาพวาดลายเส้นที่ดูซับซ้อน เขาเริ่มอ่านข้อความในหนังสืออย่างรวดเร็ว “นี่มัน... นี่มันเป็นบันทึกของสถาปนิกผู้ออกแบบหอสมุดแห่งนี้ครับ”
“แล้วเขาพูดถึงอะไรครับ” จ่ามานพถามอย่างกระตือรือร้น
“เขากล่าวถึงเทคนิคการสร้างสรรค์สิ่งก่อสร้างที่ซับซ้อน และการซ่อน 'ความจริง' ไว้ในองค์ประกอบต่างๆ ของอาคาร” ดนัยตาเป็นประกาย “และมีภาพวาดที่เหมือนกับรอยขีดข่วนที่เราเจอตรงกระจกเงา พร้อมคำอธิบายว่ามันคือ 'ตัวบ่งชี้'”
ดนัยพลิกหน้าต่อไป และแล้วเขาก็พบสิ่งที่กำลังมองหา “เจอแล้วครับ!” เขาร้องออกมา “นี่ไงครับ กลไกการเปิดแผ่นไม้ปริศนา สถาปนิกผู้นี้ได้ออกแบบให้มีช่องลับซ่อนอยู่หลังบัวเชิงผนังบางจุด ซึ่งต้องใช้ 'เครื่องมือพิเศษ' ในการเปิด”
“แล้วเครื่องมือพิเศษนั่นคืออะไรครับ” จ่ามานพถาม
ดนัยอ่านต่อไป “เครื่องมือพิเศษนั้นคือ 'แท่งโลหะที่มีสัญลักษณ์บางอย่างสลักอยู่' และต้องสอดเข้าไปในรอยที่กำหนดไว้”
“สัญลักษณ์บางอย่าง... ผมว่าผมเคยเห็นอะไรแบบนั้นที่ห้องทำงานอาจารย์สมเกียรติครับ” จ่ามานพพูดขึ้น “มีแท่งโลหะเล็กๆ อันหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะทำงานท่าน ดูเหมือนจะเป็นที่คั่นหนังสือโบราณ”
“เป็นไปได้มากครับ!” ดนัยรีบพูด “เราต้องกลับไปที่ห้องทำงานของอาจารย์สมเกียรติทันที”
ทั้งสองคนรีบออกจากโถงทางเดิน และมุ่งหน้าไปยังห้องทำงานของศาสตราจารย์สมเกียรติด้วยความเร่งรีบ หัวใจของดนัยเต้นแรงด้วยความคาดหวัง ความลับที่ซ่อนอยู่ภายใต้พื้นห้องสมุดกำลังจะถูกเปิดเผย เขาเชื่อมั่นว่านี่คือเบาะแสชิ้นสำคัญที่จะนำไปสู่การไขคดีนี้ได้อย่างแน่นอน
6,016 ตัวอักษร