ตอนที่ 4 — รอยเท้าที่หายไปในประวัติศาสตร์
สายลมยามดึกยังคงพัดกระโชกแรง ทำให้ใบไม้แห้งที่ร่วงหล่นตามโคนต้นไม้ใหญ่ริมทางเดินในสวนของหอสมุดวิชาการหลวงดูจะเต้นระบำตามแรงลมอย่างบ้าคลั่ง แสงไฟจากเสาไฟตามทางเดินที่เปิดไว้ดูจะยิ่งขับเน้นให้เงาของต้นไม้นั้นดูบิดเบี้ยวและน่าสะพรึงกลัวยิ่งขึ้นไปอีก ร้อยตำรวจเอก ดนัย ชายหนุ่มร่างสูงโปร่ง ใบหน้าคมเข้มที่มักจะฉายแววครุ่นคิดอยู่เสมอ กำลังยืนนิ่งอยู่ริมทางเดิน ห่างจากอาคารหอสมุดไปไม่ไกลนัก มือข้างหนึ่งกุมโทรศัพท์มือถือไว้แน่น ขณะที่อีกข้างกำลังลูบคางอย่างใช้ความคิด สายตาของเขากวาดมองไปรอบๆ บริเวณที่เกิดเหตุอีกครั้ง หลังจากที่ทีมพิสูจน์หลักฐานได้เสร็จสิ้นการทำงานในส่วนของห้องโถงกลางไปแล้ว แต่ยังคงมีบางอย่างที่ค้างคาอยู่ในใจของเขา ราวกับมีบางชิ้นส่วนของภาพปริศนายังคงขาดหายไป
"จ่าครับ เรายังหาอะไรเพิ่มเติมไม่ได้อีกเหรอครับ" ดนัยหันไปถามจ่าสิบตำรวจมานพ ซึ่งยืนอยู่ข้างๆ พร้อมกับไฟฉายคู่ใจที่ส่องนำทางไปตามทางเดิน
"ยังเลยครับผู้กอง หลังจากที่เราสำรวจห้องโถงไปแล้ว ก็ไม่มีอะไรผิดปกติอีกเลยครับ รอยเท้าที่เราเจอตรงทางเข้าห้องทำงานของท่านศาสตราจารย์ ก็เป็นรอยเท้าของท่านเองกับของเจ้าหน้าที่ที่เข้าไปตรวจที่เกิดเหตุตอนแรกเท่านั้น ส่วนรอยเท้าอื่นๆ ก็เป็นรอยเท้าของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่เดินตรวจตราตามปกติครับ" จ่ามานพตอบเสียงห้วน สลับกับการยกไฟฉายส่องไปตามพื้นดินที่ชื้นแฉะไปด้วยน้ำฝน
ดนัยถอนหายใจเบาๆ "แปลกจริงๆ นะครับจ่า ทำไมถึงไม่มีร่องรอยการต่อสู้ หรือร่องรอยของคนร้ายหลงเหลืออยู่เลย แม้แต่นิดเดียว ราวกับว่าเขาหายตัวไปในอากาศ หรือไม่ก็...ไม่เคยมีใครเข้ามาในห้องนั้นเลยตั้งแต่แรก"
"ก็อาจจะเป็นไปได้นะครับผู้กอง ว่าท่านศาสตราจารย์อาจจะ...ทำอะไรบางอย่างกับตัวเอง" จ่ามานพเสนอความคิดอย่างระมัดระวัง
"แต่ผมไม่เชื่อครับจ่า" ดนัยส่ายหน้าช้าๆ "ผมรู้สึกได้ว่ามันมีอะไรบางอย่างมากกว่านั้น ข้อความบนกระดาษคั่นหน้านั่นก็เหมือนจะบอกอะไรบางอย่าง แต่ผมยังจับต้นชนปลายไม่ถูกเลย"
เขาเหลือบมองไปยังอาคารหอสมุดที่มืดมิด มีเพียงแสงไฟสลัวๆ ที่ส่องออกมาจากหน้าต่างบางบาน "แผนที่ในหน้าคัมภีร์...นั่นมันหมายถึงอะไรกันแน่? มันเชื่อมโยงกับปริศนาที่เกิดขึ้นที่นี่ได้อย่างไร"
"ผู้กองกำลังคิดถึงเรื่องแผนที่ในคัมภีร์อีกแล้วเหรอครับ" จ่ามานพเลิกคิ้ว "ผมว่าเราน่าจะโฟกัสไปที่ตัวผู้ตายก่อนนะครับ บางทีอาจจะมีใครสักคนที่มีเรื่องขัดแย้งกับท่านศาสตราจารย์ก็ได้"
"นั่นก็เป็นไปได้ครับจ่า แต่ผมไม่อยากมองข้ามอะไรไปเลย โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับหนังสือโบราณพวกนั้น" ดนัยพูดพลางเดินเท้าไปตามทางเดินเล็กๆ ที่ทอดไปสู่สวนด้านหลังของหอสมุด "ท่านศาสตราจารย์ปรีชาเป็นนักวิชาการที่หมกมุ่นกับประวัติศาสตร์และโบราณคดีมากๆ ผมว่าบางทีคำตอบอาจจะซ่อนอยู่ในหนังสือที่ท่านสะสมไว้ก็ได้"
พวกเขาเดินมาถึงบริเวณสวนด้านหลัง ซึ่งมีต้นไม้ใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาอยู่หนาทึบ สภาพอากาศที่เย็นลงและกลิ่นอายของความชื้นที่อบอวลอยู่ ทำให้บรรยากาศดูวังเวงมากขึ้นไปอีก ดนัยหยุดเดินเมื่อสังเกตเห็นบางอย่างที่ผิดปกติบนพื้นดินบริเวณโคนต้นไม้ต้นหนึ่ง
"จ่า มาดูตรงนี้หน่อยครับ" เขาชี้ไปยังรอยเปื้อนบางอย่างบนพื้นดินที่ดูเหมือนจะเพิ่งเกิดขึ้น
จ่ามานพรีบเดินเข้ามาพร้อมกับไฟฉาย "อะไรครับผู้กอง?"
"ดูเหมือนจะเป็นรอยเท้า...แต่ไม่ใช่รอยเท้าปกติ" ดนัยก้มลงไปสำรวจอย่างละเอียด "มันดูเหมือนเป็นรอยประทับของอะไรบางอย่างที่แบนๆ และมีรูปร่างไม่เหมือนรองเท้าทั่วไป"
จ่ามานพก้มลงไปดูด้วย "แปลกจริงด้วยครับผู้กอง มันเหมือนกับ...รอยของอะไรที่ใหญ่ๆ และแบนๆ ครับ"
"ใช่ครับ" ดนัยพูดเสียงเข้มขึ้น "ลองดูนี่สิครับ รอยนี้มันเหมือนกับว่ามีอะไรบางอย่างถูกลากมาบนพื้นดินตรงนี้ด้วย" เขาชี้ไปยังรอยจางๆ ที่ดูเหมือนจะลากยาวออกมาจากรอยประทับนั้น
"แล้วทำไมถึงไม่มีรอยเท้าแบบนี้ในจุดอื่นเลยล่ะครับ" จ่ามานพสงสัย
"นั่นแหละครับคือประเด็น" ดนัยลุกขึ้นยืน มองไปยังสวนโดยรอบ "เหมือนกับว่ามีบางอย่าง...หรือบางคน...ที่เข้ามาในบริเวณนี้โดยไม่ทิ้งร่องรอยการเข้ามา หรือไม่ก็...มีวิธีที่จะอำพรางร่องรอยเหล่านั้น"
เขาหันกลับไปมองอาคารหอสมุดอีกครั้ง "ผมว่าผมต้องกลับไปที่ห้องทำงานของท่านศาสตราจารย์อีกครั้งแล้วครับจ่า อาจจะมีอะไรบางอย่างที่เรามองข้ามไป"
"แต่เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเขาเคลียร์พื้นที่ไปแล้วนะครับผู้กอง"
"ไม่เป็นไรครับ ผมแค่อยากจะไปดูเอกสารเก่าๆ ของท่านสักหน่อย บางทีผมอาจจะได้ไอเดียอะไรเพิ่มเติม" ดนัยพูดพลางเดินนำกลับไปยังอาคารหอสมุด
เมื่อกลับเข้ามาในห้องทำงานส่วนตัวของศาสตราจารย์ปรีชาอีกครั้ง บรรยากาศยังคงเดิม กลิ่นอายของหมึกโบราณและกระดาษเก่าๆ ยังคงคละคลุ้งอยู่ทั่วบริเวณ กองหนังสือที่วางระเกะระกะยังคงตั้งตระหง่านอยู่ราวกับจะท้าทายใครก็ตามที่คิดจะรื้อค้น ดนัยเดินเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานของศาสตราจารย์อีกครั้ง สายตาของเขากวาดมองไปยังหนังสือเล่มที่ถูกเปิดค้างไว้เมื่อคืนนี้ หนังสือปกแข็งสีน้ำตาลเข้ม เล่มหนาที่ถูกเปิดออกที่หน้ากระดาษคั่นหน้า
"เมื่อคืนเราสแกนเอกสารทุกอย่างแล้วนะครับผู้กอง" จ่ามานพเตือน
"ผมรู้ครับจ่า แต่ผมอยากจะลองดูอีกครั้ง" ดนัยพูดพลางค่อยๆ ใช้ปลายนิ้วสัมผัสไปที่กระดาษคั่นหน้าที่มีข้อความปริศนา "คำว่า 'กุญแจแห่งกาลเวลา' มันหมายถึงอะไรกันแน่?"
เขาหยิบแว่นขยายขึ้นมาส่องดูข้อความที่เขียนด้วยลายมือหวัดๆ นั้นอีกครั้ง "ลายมือค่อนข้างอ่านยาก แต่ดูเหมือนจะมีความเร่งรีบแฝงอยู่"
"อาจจะเป็นรหัสลับอะไรสักอย่างก็ได้นะครับผู้กอง"
"ผมก็คิดอย่างนั้นครับจ่า" ดนัยพยักหน้า "แต่จะเอาไปถอดรหัสได้อย่างไร ถ้าเราไม่รู้ว่ามันเกี่ยวข้องกับอะไร"
เขากวาดสายตาไปยังชั้นหนังสือรอบๆ โต๊ะทำงานอีกครั้ง หนังสือโบราณจำนวนมหาศาลที่จัดเรียงอย่างเป็นระเบียบ ราวกับเป็นอาณาจักรส่วนตัวของศาสตราจารย์ปรีชา มีทั้งตำราประวัติศาสตร์ ตำราโบราณคดี ตำราเกี่ยวกับภาษาศาสตร์ และตำราที่ดูเหมือนจะเกี่ยวข้องกับเรื่องลี้ลับบางอย่าง
"ดูเหมือนว่าท่านศาสตราจารย์จะสนใจอะไรที่นอกเหนือจากประวัติศาสตร์ทั่วไปนะครับ" ดนัยพูดเบาๆ "มีหนังสือเกี่ยวกับโหราศาสตร์ เทพนิยายโบราณ แล้วก็...คัมภีร์โบราณอีกหลายเล่มเลย"
"ท่านศาสตราจารย์เป็นนักวิชาการที่รอบรู้จริงๆ ครับ" จ่ามานพเสริม "แต่เรื่องพวกนี้มันอาจจะดูไกลตัวไปหน่อยสำหรับคดีฆาตกรรมนะครับผู้กอง"
"ผมไม่แน่ใจครับจ่า" ดนัยยกหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมาอ่านชื่อ "ตำนานแห่งนครที่สาบสูญ" "บางที...คำตอบอาจจะไม่ได้อยู่ที่นี่ก็ได้ แต่อาจจะอยู่ที่หนังสือเล่มอื่นที่ท่านศาสตราจารย์เคยอ่าน เคยศึกษา หรือเคยอ้างอิงถึง"
เขาเดินไปที่ชั้นหนังสืออีกฝั่ง ซึ่งเป็นที่เก็บตำราเกี่ยวกับภาษาศาสตร์ "นี่ก็เป็นไปได้ว่าข้อความบนกระดาษคั่นหน้า อาจจะเป็นการอ้างอิงถึงตำราเล่มใดเล่มหนึ่งก็ได้"
"แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเล่มไหนล่ะครับ" จ่ามานพถาม
"นั่นคือสิ่งที่ผมต้องหาคำตอบครับ" ดนัยหยิบหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมาดู "อาจจะต้องใช้เวลาหน่อย"
แสงไฟสลัวๆ จากโคมไฟตั้งโต๊ะสาดส่องลงมาบนกองหนังสือที่ดูเหมือนจะไม่มีวันจบสิ้น ดนัยเริ่มเปิดอ่านหนังสือแต่ละเล่มอย่างละเอียด สายตาของเขากวาดผ่านตัวอักษรที่สลับซับซ้อนของภาษาโบราณ พลางพยายามหาความเชื่อมโยงบางอย่างกับข้อความปริศนาที่เขาได้พบ "กุญแจแห่งกาลเวลา"
"ผู้กองครับ" จ่ามานพเดินเข้ามาใกล้ "ผมว่าเราควรจะไปสอบปากคำพยานคนอื่นๆ ต่อดีกว่านะครับ อย่างเช่น อาจารย์สมศักดิ์ หรือคุณมณีรัตน์ อาจจะได้เบาะแสอะไรเพิ่มเติม"
ดนัยชะงักมือที่กำลังเปิดหนังสือ "จริงของคุณครับจ่า แต่ผมขอเวลาอีกสักหน่อยนะ ผมรู้สึกว่าผมกำลังจะมองเห็นอะไรบางอย่างแล้ว"
เขาหยิบหนังสือปกสีดำเล่มหนึ่งขึ้นมา ชื่อเรื่องเป็นภาษาละตินที่เขาพอจะอ่านออก "De Temporibus Antiquis" "เกี่ยวกับยุคโบราณ" ดนัยอ่านชื่อหนังสือเป็นภาษาไทยเบาๆ "เล่มนี้น่าสนใจ"
เขาค่อยๆ เปิดอ่านไปทีละหน้า ภาพวาดโบราณ ตัวอักษรที่สลักเสลาด้วยความประณีต ดนัยใช้แว่นขยายส่องดูภาพประกอบบางภาพที่ดูเหมือนจะเกี่ยวข้องกับนาฬิกา หรืออุปกรณ์ที่ใช้บอกเวลา ดนัยรู้สึกเหมือนมีบางอย่างกำลังจุดประกายขึ้นมาในความคิดของเขา
"จ่าครับ" ดนัยหันไปหาจ่ามานพ "ข้อความ 'กุญแจแห่งกาลเวลา' มันอาจจะไม่ใช่สิ่งของก็ได้นะครับ มันอาจจะเป็น...ความรู้ เป็นข้อมูล หรือเป็นความลับบางอย่างที่ถูกซ่อนไว้"
"หมายถึงอะไรครับผู้กอง"
"ลองคิดดูนะครับจ่า ถ้าศาสตราจารย์ปรีชาค้นพบความลับบางอย่างที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ที่ถูกลืม หรือบางที...อาจจะเป็นความลับที่เกี่ยวกับยุคสมัยโบราณจริงๆ และเขาถูกฆาตกรรมเพราะความลับนั้น"
"แต่ใครจะทำร้ายท่านศาสตราจารย์เพื่อเรื่องแบบนี้ล่ะครับ"
"ผมก็ไม่รู้เหมือนกันครับจ่า แต่ถ้ามีใครสักคนต้องการจะปิดปากเขา เพราะสิ่งที่เขาค้นพบ...มันก็เป็นไปได้" ดนัยพูดพลางกวาดสายตาไปที่หนังสือเล่มอื่นๆ อีกครั้ง "และผมคิดว่า...หนังสือเล่มนี้ อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของการไขปริศนาทั้งหมด"
เขาค่อยๆ ลูบไปที่หน้าปกของหนังสือ "De Temporibus Antiquis" ราวกับจะสัมผัสถึงเรื่องราวที่ซ่อนอยู่ในนั้น "กุญแจแห่งกาลเวลา...บางที มันอาจจะอยู่ที่นี่จริงๆ ก็ได้"
7,249 ตัวอักษร