ปู่สอนรวย: สูตรลับจากรุ่นสู่รุ่น

ตอนที่ 1 / 41

ตอนที่ 1 — เงินเดือนสุดท้ายกับความสิ้นหวัง

เสียงนาฬิกาปลุกดิจิทัลสีแดงสว่างจ้าบนหัวเตียงปลุก “อาร์ม” ให้ตื่นขึ้นจากห้วงนิทราอันแสนเหน็ดเหนื่อย แต่เช้านี้มันกลับให้ความรู้สึกที่หนักอึ้งกว่าทุกวัน แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าสาดส่องผ่านม่านบางๆ เข้ามา สร้างภาพเงาของฝุ่นละอองที่ลอยเคว้งคว้างอยู่ในอากาศ มันเป็นภาพที่คุ้นเคย แต่กลับให้ความรู้สึกที่แปลกแยกในวันนี้ มือหนาควานหาโทรศัพท์ที่ตกอยู่ข้างหมอน หน้าจอสว่างวาบขึ้น แสดงเวลา 07:00 น. และที่สำคัญกว่านั้นคือ ข้อความจากธนาคารที่เด้งขึ้นมาอย่างไม่เป็นมิตร "ยอดคงเหลือในบัญชีของคุณคือ 563 บาท" อาร์มถอนหายใจยาว รู้สึกเหมือนมีก้อนหินถ่วงอยู่ที่อก “นี่มันจะใช้ยังไงไหววะ” เขาพึมพำกับตัวเอง ลุกขึ้นนั่งบนเตียง นวดขมับเบาๆ ห้องเช่าขนาดเล็กอัดแน่นไปด้วยข้าวของที่บ่งบอกถึงชีวิตของนักศึกษาปีสุดท้ายที่กำลังดิ้นรน หนังสือเรียนวางซ้อนกันเป็นตั้ง เก่าคร่ำคร่าตามการใช้งาน บางเล่มมีรอยปากกาขีดเขียนจนแทบอ่านไม่ออก โน้ตบุ๊กเก่าคู่ใจวางพับอยู่บนโต๊ะทำงานเล็กๆ ข้างหน้าต่าง พร้อมกองกระดาษที่เต็มไปด้วยสมการและแผนภาพธุรกิจที่เขาพยายามปั้นขึ้นมาในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา แต่ดูเหมือนว่าทุกอย่างกำลังจะพังทลายลง เมื่อวานนี้คือวันจ่ายเงินเดือนพาร์ทไทม์ที่ร้านกาแฟที่เขาทำมาตลอดสามปี และมันก็เป็นเงินเดือนก้อนสุดท้ายก่อนจะเรียนจบ เดือนนี้เขารับผิดชอบค่าเทอมที่ค้างอยู่ส่วนหนึ่ง ค่าเช่าห้องที่ต้องจ่ายล่วงหน้า และยังมีค่าใช้จ่ายส่วนตัวอื่นๆ อีกมากมาย แค่คิดก็ปวดหัวแล้ว เขาสำรวจในกระเป๋าสตางค์ที่วางอยู่บนโต๊ะ มีแบงก์ร้อยใบเดียวและเหรียญอีกไม่กี่บาท “แล้วค่าเดินทางไปสัมภาษณ์งานล่ะ” เขาถามตัวเองเสียงเบา พรุ่งนี้มีนัดสัมภาษณ์งานกับบริษัทใหญ่แห่งหนึ่งที่เขาหวังมาตลอด แต่วันนี้เขายังไม่มีเงินแม้แต่จะซื้อตั๋วรถเมล์เลยด้วยซ้ำ ความรู้สึกสิ้นหวังค่อยๆ คืบคลานเข้ามาเกาะกุมหัวใจ เขาเดินไปเปิดตู้เย็น ใบหน้าบึ้งตึงขึ้นเมื่อเห็นว่ามีเพียงไข่ไก่สองฟองกับน้ำเปล่าขวดสุดท้าย เขาหยิบไข่มาตอกใส่จานอย่างเชื่องช้า ตั้งกระทะใส่น้ำมันเล็กน้อยเพื่อเจียวไข่ฟองแรก บรรยากาศในห้องเงียบสงัด มีเพียงเสียงน้ำมันเดือดปุดๆ และเสียงท้องที่ร้องประท้วง “ปู่คงกำลังหัวเราะอยู่แน่ๆ” เขาคิดถึงคำพูดของคุณปู่เสมอ “คนเราจะรวยหรือไม่รวย มันไม่ได้วัดกันที่เงินในกระเป๋า แต่วัดกันที่ความคิดและโอกาสที่ไขว่คว้า” คุณปู่ของเขา ชายชราวัยเกือบแปดสิบปี ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง ก่อนจะวางมือและใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายในต่างจังหวัด แต่คำสอนของท่านยังคงก้องอยู่ในหัวของอาร์มเสมอ อาร์มเป็นหลานชายคนเดียวของคุณปู่ เขาผูกพันกับท่านมากเป็นพิเศษตั้งแต่เด็ก คุณปู่มักจะเล่าเรื่องราวการผจญภัยในโลกธุรกิจให้เขาฟังเสมอ สมัยก่อนตอนที่เขายังเด็ก คุณปู่จะพานั่งรถไฟไปเยี่ยมที่บ้านในวันหยุดสุดสัปดาห์ ท่านจะพาเดินตลาด ดูการซื้อขาย เล่าถึงที่มาที่ไปของสินค้าแต่ละอย่าง บอกเทคนิคการต่อรองราคาที่ชาญฉลาด ซึ่งเด็กชายอาร์มในตอนนั้นก็ฟังไปงั้นๆ ด้วยความเพลิดเพลิน แต่เมื่อโตขึ้น เขาเริ่มเข้าใจความหมายอันลึกซึ้งในคำพูดของคุณปู่ “ถ้าปู่ยังอยู่ ปู่คงมีวิธีช่วยเรา” เขาพึมพำพลางกินไข่เจียวที่เริ่มเย็นชืด ยิ่งคิดถึงปู่ ความรู้สึกผิดก็ยิ่งถาโถมเข้ามา เขาควรจะปรึกษาปู่ตั้งแต่แรก แทนที่จะแบกรับปัญหาไว้คนเดียว แต่ปู่ก็จากไปเมื่อสองปีก่อนด้วยโรคชรา ทิ้งไว้เพียงความทรงจำอันแสนอบอุ่นและคำสอนที่อาร์มยังคงยึดถือ หลังจากกินไข่เจียวเสร็จ อาร์มก็ล้างจานในอ่างที่เต็มไปด้วยคราบอาหาร ล้างหน้าด้วยน้ำเย็นเพื่อปลุกตัวเองให้ตื่นตัวเต็มที่ เขาเดินไปที่โต๊ะทำงาน มองดูแผนผังธุรกิจที่เขากับเพื่อนสนิทเคยร่วมกันวางไว้ “โครงการร้านกาแฟรักษ์โลก” ที่มีแนวคิดการใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนเกษตรกรท้องถิ่น มันเป็นความฝันของเขาที่อยากจะสร้างธุรกิจที่นอกจากจะทำกำไรแล้ว ยังสามารถสร้างประโยชน์ให้กับสังคมได้ด้วย แต่ตอนนี้ ทุกอย่างดูเหมือนจะล่มสลายไปกับตา เขาเปิดโน้ตบุ๊กขึ้นมาอีกครั้ง พยายามจะหาข้อมูลเกี่ยวกับงานพาร์ทไทม์เสริม หรือช่องทางหาเงินด่วน แต่หน้าจอคอมพิวเตอร์กลับปรากฏข้อความเตือน "แบตเตอรี่ใกล้หมด" เขาลืมไปเสียสนิทว่าไม่ได้เสียบสายชาร์จไว้ “โธ่เว้ย!” เขาถอนหายใจอย่างหงุดหงิดอีกครั้ง เหมือนทุกอย่างมันกำลังประจวบเหมาะที่จะทำให้เขายิ่งจมดิ่งลงไปในความสิ้นหวัง เขาเดินไปนั่งที่เก้าอี้โยกเก่าๆ ตัวโปรดของคุณปู่ ที่คุณปู่เคยยกให้ตอนที่เขาเข้ามหาวิทยาลัย เก้าอี้ตัวนี้เป็นไม้สักเนื้อดี บัดนี้สีไม้ซีดจางลงไปตามกาลเวลา แต่ยังคงความแข็งแรงและงดงาม เขานั่งลง โยกเก้าอี้เบาๆ พยายามสูดลมหายใจลึกๆ “เอาไงดีวะอาร์ม” เขาพูดกับตัวเองอีกครั้ง “เงินก็ไม่มี จะไปสัมภาษณ์งานก็ลำบาก จะบอกพ่อแม่ก็กลัวท่านเป็นห่วง” พ่อกับแม่ของเขาก็มีภาระที่ต้องดูแลเหมือนกัน การขอความช่วยเหลือจากท่านคงไม่ใช่ทางออกที่ดีนัก ทันใดนั้น สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นกล่องไม้เก่าๆ ใบหนึ่งที่วางซ้อนอยู่ใต้โต๊ะทำงาน มันเป็นกล่องที่คุณปู่เคยให้เขาเก็บของสำคัญตั้งแต่เด็กๆ เขาลืมมันไปเลยว่ามีกล่องนี้อยู่ เขาค่อยๆ ก้มลงไปหยิบมันออกมา ฝุ่นหนาเตาะแตะเกาะอยู่เต็มไปหมด เขาเช็ดฝุ่นออกอย่างเบามือ “จะมีอะไรอยู่ในนี้บ้างนะ” เขาพึมพำอย่างคาดหวัง มือที่สั่นเทาค่อยๆ แง้มฝากล่องไม้เก่าบานนั้นออก

4,246 ตัวอักษร