ปริศนาบนยอดเขาหมอก

ตอนที่ 7 / 50

ตอนที่ 7 — ความจริงที่ถูกปกปิดในผืนป่า

แสงแดดยามเช้าสาดส่องลงมายังยอดเขาหมอกมากขึ้นเรื่อยๆ หมอกที่เคยปกคลุมหนาทึบเริ่มจางลง เผยให้เห็นทิวทัศน์อันงดงามของภูเขารอบข้าง ดนัยยืนมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกที่ผสมปนเป ทั้งความสบายใจที่ได้เห็นแสงสว่าง และความหนักอึ้งในใจกับปริศนาที่ยังคงรอการคลี่คลาย “ท่านสารวัตรครับ ลูกน้องคนหนึ่งเดินเข้ามาพร้อมรายงานในมือ” เสียงเรียกของร้อยตำรวจเอกสมชาย ทำให้ดนัยหันกลับมาสู่ความเป็นจริง “มีอะไรบ้างสมชาย” ดนัยถามพลางรับเอกสารมาดู “จากการตรวจที่เกิดเหตุเพิ่มเติม และการสอบปากคำผู้รอดชีวิตทั้งหมด เราพบข้อมูลที่น่าสนใจบางอย่างครับ” สมชายรายงาน ดนัยกวาดสายตาอ่านรายงานคร่าวๆ สีหน้าเคร่งเครียดขึ้น “เกี่ยวกับอุปกรณ์ของท่านประธาน… มันหายไปจริงๆ ใช่ไหม” “ครับท่าน โดยเฉพาะวิทยุสื่อสารที่ควรจะอยู่ในกระเป๋าเป้ของท่านประธาน ปรากฏว่าไม่พบร่องรอยเลยครับ” สมชายตอบ “แล้วคนอื่นๆ ล่ะ มีใครเห็นอะไรผิดปกติบ้างไหมเมื่อคืนนี้” ดนัยถามต่อ “เท่าที่สอบถาม คนส่วนใหญ่บอกว่าได้ยินเสียงคล้ายอะไรบางอย่างหล่นจากหน้าผา แต่ก็ไม่แน่ใจว่าเป็นเสียงอะไร เพราะมันเป็นช่วงที่หมอกลงจัดมากครับ” “เสียงอะไรหล่นจากหน้าผา… แล้วทำไมไม่มีใครออกไปดู” ดนัยพึมพำกับตัวเอง “พวกเขาบอกว่าได้ยินเสียงนั้นสักพักแล้วก็เงียบไปครับ ประกอบกับสภาพอากาศที่เลวร้าย ทุกคนจึงเลือกที่จะอยู่ในเต็นท์ของตัวเอง” ดนัยถอนหายใจเฮือกใหญ่ “นี่มันแปลกเกินไป สมชาย ไปตามคุณอาทิรุจ และคุณกิตติ มาพบผมที่นี่หน่อย” ไม่นานนัก ชายชราในชุดปีนเขาที่ยังคงดูแข็งแรงเกินวัย และชายหนุ่มร่างสูงโปร่งก็เดินเข้ามาหาดนัย “คุณสารวัตรมีอะไรจะถามพวกเราอีกหรือครับ” อาทิรุจถามด้วยน้ำเสียงที่ยังคงสุขุม “ผมต้องการทราบรายละเอียดเกี่ยวกับอุปกรณ์ของท่านประธาน โดยเฉพาะวิทยุสื่อสารของคุณกิตติครับ คุณกิตติ คุณจำได้ไหมว่าคุณนำวิทยุสื่อสารไปไว้ที่ไหนเมื่อคืนนี้” ดนัยถามตรงประเด็น กิตติขมวดคิ้วเล็กน้อย “วิทยุสื่อสาร… ผมจำได้ว่าผมเก็บไว้ในกระเป๋าเป้ด้านในสุดของผมครับ หลังจากที่เราตั้งแคมป์กันเสร็จ ผมก็ไม่ได้หยิบออกมาใช้อีกเลย” “แล้วคุณแน่ใจได้อย่างไรว่ามันอยู่ในกระเป๋าเป้ของคุณตลอดเวลา” ดนัยเร่งถาม “ผม… ผมคิดว่าแน่ใจนะครับ คือปกติผมจะจัดของให้เป็นระเบียบเสมอ” กิตติตอบอย่างไม่มั่นใจนัก “คุณอาครับ คุณได้ยินเสียงอะไรที่ผิดปกติเมื่อคืนนี้บ้างไหมครับ นอกเหนือจากเสียงลมหรือเสียงที่บอกว่ามีบางอย่างหล่นจากหน้าผา” ดนัยหันไปถามอาทิรุจ อาทิรุจครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “เสียง… มีเสียงบ้างครับ แต่ในสภาพอากาศแบบนั้น มันยากที่จะบอกได้ว่าเป็นเสียงอะไรกันแน่ มันมีเสียงเหมือนอะไรบางอย่างถูกลากไปมา แต่ผมก็คิดว่าเป็นเพียงเสียงลมที่พัดกระทบกับก้อนหินเท่านั้นเอง” “เสียงถูกลากไปมา… เป็นไปได้ไหมว่าจะเป็นเสียงของกระเป๋าเป้ที่ถูกลากไป” ดนัยตั้งสมมติฐาน “อาจจะเป็นไปได้ครับคุณสารวัตร” อาทิรุจตอบ “แต่ก็เป็นเพียงการคาดเดาเท่านั้น” “ถ้าวิทยุสื่อสารหายไปจริงๆ มันหมายความว่า… ” ดนัยพูดไม่จบประโยค “หมายความว่า… คนที่ทำให้คุณกิตติเสียชีวิต อาจจะจงใจเอาวิทยุสื่อสารไปด้วย เพื่อไม่ให้คุณกิตติสามารถขอความช่วยเหลือได้ใช่ไหมครับ” กิตติพูดขึ้นมาอย่างตกใจ “นั่นเป็นหนึ่งในความเป็นไปได้ครับ” ดนัยยอมรับ “คุณอา และคุณกิตติ ได้โปรดร่วมมือกับผมในการค้นหาเบาะแสเพิ่มเติมนะครับ ผมเชื่อว่าความจริงกำลังจะถูกเปิดเผย” ขณะที่ทั้งสามกำลังพูดคุยกันอยู่นั้นเอง หญิงสาวคนหนึ่งในชุดปีนเขาที่ดูท่าทางตื่นตระหนก ก็วิ่งตรงเข้ามาหาดนัย “ท่านสารวัตรคะ! ดิฉัน… ดิฉันเจออะไรบางอย่างค่ะ” “เจออะไรครับคุณ…” ดนัยจำชื่อเธอไม่ได้ “ดิฉันชื่อ พราวค่ะ เมื่อเช้านี้ดิฉันออกมาเดินยืดเส้นยืดสายใกล้ๆ กับบริเวณที่ท่านประธาน… ท่านประธานเสียชีวิตน่ะค่ะ แล้วดิฉันก็ไปเจอสิ่งนี้เข้าค่ะ” พราวพูดพลางยื่นถุงพลาสติกใสในมือให้ดนัย ภายในถุงมีวัตถุบางอย่างที่เปื้อนดินและโคลน ดนัยรับถุงนั้นมาพิจารณาอย่างละเอียด มันคือเศษผ้าสีแดงสด ที่มีรอยขาดเป็นทางยาว “เศษผ้า… สีแดง” ดนัยพึมพำ “ใช่ค่ะท่านสารวัตร ดิฉันคิดว่ามันอาจจะเป็นส่วนหนึ่งของเสื้อผ้าของท่านประธานค่ะ เพราะตอนที่เราพบศพ ดิฉันสังเกตเห็นว่าชุดของท่านประธานมีรอยฉีกขาดตรงช่วงแขนด้านขวา แต่จำไม่ได้ว่าเป็นสีอะไรแน่ชัด” พราวให้ข้อมูล “คุณแน่ใจนะว่ามันคือเศษผ้าจากชุดของท่านประธาน” ดนัยถามย้ำ “ดิฉันค่อนข้างแน่ใจค่ะ” พราวตอบอย่างหนักแน่น “สมชาย รบกวนคุณนำเศษผ้านี้ไปตรวจสอบกับชุดของท่านประธานที่เก็บไว้ด้วย” ดนัยออกคำสั่ง “ครับท่าน” สมชายรับถุงผ้าไป “คุณพราว คุณเห็นสิ่งนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ” ดนัยถามต่อ “ก็… เพิ่งจะเห็นเมื่อเช้านี้เองค่ะ ตอนที่หมอกเริ่มจางลง ดิฉันเดินไปตรงนั้นพอดี ก็เลยเห็นมันติดอยู่กับพุ่มไม้ค่ะ” พราวอธิบาย “แล้วก่อนหน้านั้น คุณไม่ได้สังเกตเห็นเลยใช่ไหมครับ” “ไม่ค่ะท่านสารวัตร คือเมื่อคืนนี้หมอกมันลงจัดมากจริงๆ มองอะไรไม่เห็นเลยค่ะ” ดนัยพยักหน้าช้าๆ “ขอบคุณมากครับคุณพราว ข้อมูลของคุณอาจจะเป็นประโยชน์อย่างมาก” หลังจากพราวจากไป ดนัยก็หันกลับมาหาอาทิรุจและกิตติ “เราต้องค้นหาให้ละเอียดกว่านี้ครับ โดยเฉพาะบริเวณใกล้เคียงจุดที่พบศพ มีความเป็นไปได้ว่าจะมีเบาะแสอื่นๆ ซ่อนอยู่” “แต่คุณสารวัตร สภาพอากาศตอนนี้ก็ยังไม่ค่อยดีนักนะครับ” อาทิรุจทักท้วง “ผมเข้าใจครับ แต่เราไม่มีเวลามากนัก เราต้องรีบไขปริศนานี้ให้ได้ก่อนที่จะมีอะไรเลวร้ายไปกว่านี้เกิดขึ้น” ดนัยยืนยัน “ถ้าอย่างนั้น เราจะช่วยเต็มที่ครับคุณสารวัตร” กิตติกล่าว ทั้งสามคนเดินไปยังจุดที่พบศพของกิตติ ภาพร่างของชายวัยกลางคนที่นอนแน่นิ่งอยู่ท่ามกลางหมอกที่เคยปกคลุมหนาทึบ ยังคงติดตาของทุกคน ดนัยกวาดสายตามองไปรอบๆ สังเกตทุกรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่อาจจะเป็นเบาะแส “ลองมองหาอะไรที่ผิดปกติรอบๆ นี้ดูนะครับ ทุกอย่างที่เป็นไปได้” ดนัยสั่ง ทั้งสามคนเริ่มกระจายกำลังกันค้นหา พวกเขาไล่สายตาไปตามก้อนหิน โคนต้นไม้ และพุ่มไม้ที่ขึ้นปกคลุมอยู่รอบบริเวณนั้น เวลาผ่านไปกว่าครึ่งชั่วโมง แต่ก็ยังไม่พบสิ่งใดที่น่าสงสัยเป็นพิเศษ ทันใดนั้นเอง อาทิรุจก็ร้องขึ้นมา “เจอแล้วครับคุณสารวัตร! ตรงนี้ครับ!” ดนัยและกิตติรีบเดินเข้าไปหาอาทิรุจที่กำลังก้มลงมองบางสิ่งบางอย่างอยู่บนพื้นดิน “เจออะไรครับคุณอา” “ดูนี่สิคุณสารวัตร” อาทิรุจชี้ไปยังรอยบางอย่างบนพื้นดินที่เปียกชื้น “มันเหมือนรอย… รอยกระแทกบางอย่าง” ดนัยก้มลงมองตาม เขาเห็นรอยยุบตัวลงไปบนพื้นดิน ลักษณะคล้ายกับมีวัตถุหนักตกลงมากระแทก “รอยนี้… มันค่อนข้างใหญ่” “และดูนี่ครับ” กิตติชี้ไปยังอีกจุดหนึ่งที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกล “เหมือนมีรอยไถลด้วยนะครับ” ดนัยสังเกตเห็นรอยไถลยาวเหยียดไปตามพื้นดิน แสดงให้เห็นว่ามีบางสิ่งถูกลากไปอย่างแรง “รอยลาก… และรอยกระแทก… มันเชื่อมโยงกัน” ดนัยวิเคราะห์ “ถ้าวิทยุสื่อสารหายไปจริงๆ และมีเสียงอะไรบางอย่างหล่นจากหน้าผา… บางที… ” “บางที… สิ่งที่ตกลงมาจากหน้าผา อาจจะไม่ใช่วิทยุสื่อสาร แต่อาจจะเป็น… ร่างของคุณกิตติเอง” อาทิรุจพูดเสียงแผ่วเบา “แต่… ถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆ ทำไมศพถึงมาอยู่ที่นี่ล่ะครับ” กิตติถามอย่างงุนงง “นั่นแหละครับคือประเด็น” ดนัยกล่าว “มันอาจจะเป็นไปได้ว่า… มีคนพยายามจะจัดฉากให้ดูเหมือนว่าคุณกิตติประสบอุบัติเหตุตกหน้าผา” “จัดฉาก…” อาทิรุจทวนคำ “หมายความว่า… มีคนอื่นอยู่ในเหตุการณ์” “มีความเป็นไปได้สูงครับ” ดนัยตอบ “แล้วรอยลากนี่… มันอาจจะเป็นรอยที่คนร้ายลากศพคุณกิตติมาไว้ที่นี่ หลังจากที่เขาเสียชีวิตไปแล้ว” “แต่มันเป็นไปไม่ได้เลยที่ผมจะไม่เห็นใครเลย” กิตติแย้ง “หมอกหนาทึบเมื่อคืนนี้ อาจจะเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกให้คนร้ายได้มากทีเดียวครับ” ดนัยอธิบาย “ถ้าเขาเคลื่อนไหวอย่างระมัดระวัง และอาศัยจังหวะที่ทุกคนกำลังหลับใหล หรืออยู่ในเต็นท์ของตัวเอง มันก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะก่อเหตุแล้วหลบหนีไปโดยไม่มีใครสังเกตเห็น” “แล้วเศษผ้าสีแดงนั่นล่ะครับ” พราวที่เดินกลับมาถามเมื่อเห็นว่าพวกเขากำลังค้นหาอะไรบางอย่าง “มันเกี่ยวข้องกันไหมคะ” “ผมเชื่อว่าเกี่ยวข้องกันครับคุณพราว” ดนัยตอบ “รอยกระแทก รอยลาก และเศษผ้านั่น… ทั้งหมดนี้กำลังบอกเราว่าเกิดอะไรขึ้นที่นี่” “แต่ใครจะทำแบบนั้น…” กิตติถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “นั่นคือสิ่งที่เราต้องค้นหาต่อไปครับ” ดนัยกล่าว “รอยกระแทกนี้… มันอยู่ใกล้กับหน้าผามากแค่ไหนครับ” “ประมาณสิบเมตรได้ครับ” อาทิรุจบอก “สิบเมตร… แล้วรอยลากก็ไปสิ้นสุดที่นี่” ดนัยพิจารณารอบๆ “ถ้าอย่างนั้น… ต้องมีการเคลื่อนย้ายศพอย่างแน่นอน” “แต่ใครจะมีความแข็งแรงพอที่จะลากศพคุณกิตติมาได้ในสภาพอากาศแบบนั้น” กิตติถามอีกครั้ง “อาจจะไม่ใช่คนเดียวครับ หรืออาจจะมีอุปกรณ์บางอย่างช่วย” ดนัยคาดเดา “เราต้องกลับไปดูที่เกิดเหตุอีกครั้ง สมชาย! ตรวจสอบให้ละเอียดว่ามีร่องรอยของอุปกรณ์บางอย่างที่ถูกใช้ในการลากศพหรือไม่” “รับทราบครับท่าน” สมชายตอบรับ “คุณอาครับ คุณพอจะจำได้ไหมว่าตอนที่คุณได้ยินเสียงอะไรบางอย่างหล่นจากหน้าผา มันดังมาจากทิศทางไหน” ดนัยถามอาทิรุจ อาทิรุจหลับตาลง พยายามนึกย้อนกลับไป “น่าจะ… มาจากทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือครับ” “ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ…” ดนัยมองไปยังทิศที่อาทิรุจชี้ “นั่นคือทิศทางของหน้าผาที่สูงที่สุด” “แล้วเสียงที่ถูกลากไปมาล่ะครับ มันดังมาจากทิศทางเดียวกันหรือไม่” “ผม… ผมไม่แน่ใจครับคุณสารวัตร มันปะปนกับเสียงลมมากเกินไป” อาทิรุจยอมรับ “ไม่เป็นไรครับคุณอา อย่างน้อยเราก็มีจุดเริ่มต้นแล้ว” ดนัยกล่าว “สมชาย! ให้ทีมงานสำรวจบริเวณหน้าผาด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนืออย่างละเอียดด้วยนะครับ อาจจะมีร่องรอยของสิ่งของที่ถูกโยนลงไป หรือแม้กระทั่งรอยเท้าของคนร้าย” “ครับท่าน” สมชายตอบรับ ดนัยมองไปยังกลุ่มนักปีนเขาที่กำลังยืนรวมตัวกันอยู่ด้วยความหวาดระแวง “ทุกคนครับ ผมขอให้ทุกท่านให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่อย่างเต็มที่นะครับ เรากำลังพยายามคลี่คลายปมปริศนาที่เกิดขึ้น และนำความจริงมาสู่แสงสว่าง” “แต่คุณสารวัตร… ถ้าเป็นฝีมือของคนในกลุ่มเราจริงๆ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าใครคือคนร้าย” กิตติถามด้วยความกังวล “เราจะรู้ครับ” ดนัยตอบด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น “ทุกคนต่างมีเบาะแส และคำให้การที่เชื่อมโยงกัน ผมเชื่อว่าเร็วๆ นี้ เราจะได้คำตอบที่ชัดเจน”

8,063 ตัวอักษร