ตอนที่ 2 — พินัยกรรมที่ถูกเปิดอ่าน
เช้าวันรุ่งขึ้น แสงแดดยามเช้าสาดส่องเข้ามายังห้องโถงใหญ่ของบ้านวรานนท์ ทำให้บรรยากาศที่เคยหดหู่เมื่อคืนดูสว่างไสวขึ้น แต่ความหนักอึ้งในใจของทุกคนยังคงอยู่ คุณปู่ประจักษ์จากไปอย่างสงบเมื่อคืนที่ผ่านมา ท่ามกลางความเสียใจของลูกหลาน (ที่แสดงออกต่างกันไป)
สุรชัยยืนกอดอกอยู่ริมหน้าต่าง มองออกไปยังผืนดินอันกว้างใหญ่ของตระกูล ใบหน้าของเขาฉายแววเคร่งขรึม แต่ในแววตานั้นกลับมีความมุ่งมั่นแฝงอยู่ เขาพร้อมแล้วที่จะก้าวขึ้นมารับช่วงต่อ และเขาเชื่อว่าตนเองจะสามารถรักษาและขยายอาณาจักรแห่งนี้ให้ยิ่งใหญ่กว่าเดิม
สุพจน์นั่งอยู่บนโซฟาตัวยาว มือข้างหนึ่งยังคงถือหนังสือเล่มโปรดของเขาไว้ ใบหน้าของเขาเศร้าหมอง แต่ก็ยังคงมีความหวังอยู่เล็กน้อย เขาเสียใจกับการจากไปของคุณปู่ และยังคงนึกถึงคำพูดของคุณปู่เกี่ยวกับความฝันและการแบ่งปัน
สุรีย์ พี่สาวคนโตของสุรชัยและสุพจน์ เดินทางกลับมาจากต่างจังหวัดทันทีที่ทราบข่าว เธอเป็นผู้หญิงวัยกลางคน ที่มีรูปร่างผอมบาง และแววตาที่อ่อนโยน เธอเดินเข้ามาในห้องโถงด้วยท่าทางที่ดูโศกเศร้า
“ท่านพ่อ…” สุรีย์เอ่ยเสียงสั่น พลางเดินเข้าไปกอดสุรชัย “พี่ไม่คิดเลยว่าท่านพ่อจะจากไปเร็วขนาดนี้”
“พี่สุรีย์” สุรชัยตอบรับคำ “มันเป็นไปตามวัยนะ” เขาพูดอย่างเรียบง่าย แต่ก็แฝงความรู้สึกบางอย่างที่ยากจะอธิบาย
“แล้วเรื่อง… เรื่องการแบ่งมรดก?” สุรีย์ถามอย่างลังเล เธอรู้ดีว่านี่คือประเด็นสำคัญที่จะเกิดขึ้น
“ก็คงต้องรอทนายความมาเปิดพินัยกรรมตามที่ท่านพ่อได้เตรียมไว้” สุรชัยตอบ “แต่ผมคิดว่าเราทุกคนน่าจะพอเดาได้นะว่าท่านพ่อต้องการอะไร”
“พี่หวังว่ามันจะเป็นไปอย่างที่ท่านพ่อต้องการจริงๆ” สุรีย์พูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความกังวล
ในที่สุด ทนายความประจำตระกูล คุณมานพ ก็เดินทางมาถึง เขาเป็นชายวัยหกสิบปีที่มีใบหน้าใจดี และท่าทีสุขุม เขาถือเอกสารสำคัญชุดหนึ่งเข้ามาในห้องโถง
“สวัสดีครับทุกท่าน” คุณมานพกล่าวทักทาย “ผมเสียใจกับการสูญเสียคุณประจักษ์ด้วยครับ”
“ขอบคุณครับคุณมานพ” สุรชัยตอบรับ “เราพร้อมแล้วครับ”
คุณมานพพยักหน้า เขาเปิดเอกสารออก และเริ่มอ่านพินัยกรรมของ คุณปู่ประจักษ์ วรานนท์
“ข้าพเจ้า ประจักษ์ วรานนท์… ขอตั้งจิตอธิษฐานให้ดวงวิญญาณของข้าพเจ้าสงบสุข… และขอให้ลูกหลานของข้าพเจ้าจงรักษาความสามัคคีไว้ให้จงดี…” คุณมานพอ่านไปเรื่อยๆ
สุรชัยยืนฟังอย่างตั้งใจ เขามั่นใจว่าตนเองจะเป็นผู้ได้รับส่วนแบ่งมากที่สุด สุรีย์นั่งฟังด้วยสีหน้าสงบนิ่ง ส่วนสุพจน์ก็ก้มหน้าก้มตาฟังอย่างเงียบๆ
“สำหรับทรัพย์สินทั้งหมดของข้าพเจ้า ซึ่งประกอบด้วยที่ดินจำนวน… โฉนด… และทรัพย์สินอื่นๆ… ข้าพเจ้าขอแบ่งปันดังนี้…” คุณมานพหยุดเล็กน้อย ราวกับจะเตรียมตัวอ่านข้อความที่สำคัญที่สุด
“ข้าพเจ้าขอมอบที่ดินแปลงหลัก อันเป็นที่ตั้งของบ้าน และพื้นที่โดยรอบอีกกว่าพันไร่ ให้แก่ สุรชัย วรานนท์ บุตรชายคนโตของข้าพเจ้า เพื่อให้เขานำไปบริหารจัดการต่อยอดกิจการของตระกูลต่อไป”
สุรชัยยิ้มมุมปาก เขาพยักหน้าอย่างพอใจ นี่เป็นไปตามที่เขาคาดหวังทุกอย่าง
“ข้าพเจ้าขอมอบที่ดินอีกแปลงหนึ่ง ที่มีขนาดประมาณ ห้าสิบไร่ ทางทิศตะวันออกของผืนดินหลัก ให้แก่ สุรีย์ วรานนท์ บุตรสาวคนโตของข้าพเจ้า เพื่อเป็นทุนการศึกษา และเป็นหลักประกันในชีวิตของเธอ”
สุรีย์พยักหน้าด้วยความพอใจเช่นกัน แม้จะไม่ใช่ส่วนหลัก แต่ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ยุติธรรมสำหรับเธอ
“และสุดท้าย…” คุณมานพหยุดอีกครั้ง บรรยากาศในห้องเริ่มตึงเครียด สุรชัยหันมามองสุพจน์ด้วยสายตาที่คาดเดาไม่ได้
“ข้าพเจ้าขอมอบที่ดินอีกแปลงหนึ่ง ที่มีขนาดประมาณ สามสิบไร่ พร้อมกับเงินสดจำนวนหนึ่ง ให้แก่ สุพจน์ วรานนท์ บุตรชายคนเล็กของข้าพเจ้า โดยมีเงื่อนไขว่า สุพจน์จะต้องนำที่ดินแปลงนี้ไปใช้ในการก่อตั้ง ‘มูลนิธิส่งเสริมการอ่านวรานนท์’ และเปิดร้านหนังสือสาธารณะ ให้แก่ชุมชน”
สิ้นเสียงคุณมานพ สุรชัยเบิกตากว้างด้วยความไม่เชื่อสายตา เขาก้าวเข้าหาคุณมานพทันที
“คุณมานพครับ คุณอ่านผิดหรือเปล่า?” สุรชัยถามเสียงดัง “ที่ดินสามสิบไร่? แค่นั้นเองหรือ? แล้วยังมีเงื่อนไขอะไรพรรค์นั้นอีก?”
“ผมอ่านถูกต้องตามที่ท่านประจักษ์เขียนไว้ครับคุณสุรชัย” คุณมานพตอบอย่างสุขุม “ท่านประจักษ์ระบุชัดเจนว่า หากสุพจน์ไม่สามารถดำเนินการตามเงื่อนไขที่ตั้งไว้ได้ภายในระยะเวลาห้าปี มูลนิธิและร้านหนังสือจะถูกยุบ และที่ดินแปลงนั้นจะตกเป็นของสุรชัย”
“อะไรกัน!” สุรชัยแทบจะตะโกนออกมา “นี่มันไม่ยุติธรรมเลย! ท่านพ่อจะมอบที่ดินส่วนน้อยนิดให้กับสุพจน์ แล้วยังต้องมามีเงื่อนไขอีก มันหมายความว่าท่านพ่อไม่เชื่อมั่นในตัวผมเลยใช่ไหม?”
“พี่สุรชัยครับ” สุพจน์พูดขึ้นบ้าง เสียงของเขาดูสงบ แต่ก็แฝงความไม่พอใจ “นี่คือความประสงค์ของท่านพ่อ ผมจะทำตามที่ท่านพ่อต้องการ”
“แกจะทำตามที่พ่อต้องการอย่างนั้นหรือ? แกจะเอาที่ดินสามสิบไร่นั่นไปเปิดร้านหนังสือบ้าบออะไรของแก? มันจะไปสร้างอะไรได้?” สุรชัยหันไปต่อว่าสุพจน์
“ผมจะทำครับพี่สุรชัย” สุพจน์ตอบเสียงหนักแน่น “ผมจะพิสูจน์ให้เห็นว่าความฝันของผมก็มีความหมาย”
“ความฝันของแกมันไร้สาระ! การทำธุรกิจต้องใช้สมอง ไม่ใช่ใช้แต่ความฝัน!” สุรชัยขึ้นเสียง “ท่านพ่อไม่น่าจะทำแบบนี้ เขาปล่อยให้แกทำลายสมบัติของตระกูล!”
“คุณสุรชัยครับ” คุณมานพเข้ามาขวาง “ผมเข้าใจว่าคุณอาจจะไม่พอใจ แต่พินัยกรรมนี้ถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ และเป็นเจตจำนงสุดท้ายของคุณประจักษ์”
“เจตจำนงสุดท้ายของท่านพ่อคือการสร้างความแตกแยก!” สุรชัยตะคอก “เขาไม่เคยเข้าใจผมเลย! เขาไม่เคยเห็นคุณค่าสิ่งที่ผมทำมาตลอด!”
“พี่สุรชัยครับ” สุรีย์เข้ามาพยายามห้าม “ใจเย็นๆ นะคะ นี่เป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากสำหรับเราทุกคน”
“ยากลำบากสำหรับแกน่ะสิพี่สุรีย์! ได้ไปตั้งห้าสิบไร่! แล้วยังจะมาพูดอีก!” สุรชัยหันไปมองพี่สาวด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความขุ่นเคือง
“พี่ได้ในสิ่งที่พี่ควรจะได้นะสุรชัย” สุรีย์ตอบอย่างไม่ยอมแพ้ “และส่วนของสุพจน์… อย่างน้อยท่านพ่อก็ยังให้นั่นคือโอกาส”
“โอกาสที่เต็มไปด้วยเงื่อนไข! โอกาสที่จะล้มเหลว!” สุรชัยสวนกลับ “ผมจะไม่ยอมให้เรื่องนี้จบลงง่ายๆ หรอก”
“พี่จะทำอะไร?” สุพจน์ถามอย่างกังวล
“ผมจะทบทวนเรื่องนี้อีกครั้ง” สุรชัยพูดเสียงเย็น “บางที… พินัยกรรมฉบับนี้อาจจะมีข้อผิดพลาดบางอย่าง”
“คุณสุรชัยครับ” คุณมานพเตือน “การโต้แย้งพินัยกรรมนั้นเป็นเรื่องที่ซับซ้อน และอาจนำมาซึ่งปัญหาที่ใหญ่กว่าเดิม”
“ผมรู้” สุรชัยตอบ “แต่ผมจะไม่ยอมให้ใครมาดูถูกผม หรือดูถูกสิ่งที่พ่อสร้างมาเด็ดขาด”
สุรชัยหันหลังเดินออกจากห้องโถงไปทันที ทิ้งให้สุรีย์และสุพจน์มองตามด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย สุรีย์ถอนหายใจยาว ส่วนสุพจน์ก็กุมมือของตนเองแน่น ราวกับกำลังรวบรวมความกล้าหาญเพื่อเผชิญหน้ากับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น
5,334 ตัวอักษร