รอยแผลบนแผ่นดิน

ตอนที่ 22 / 40

ตอนที่ 22 — ความจริงอันน่าตกใจของสุรชัย

สุพจน์ยืนอึ้งไปชั่วขณะ ดวงตาเบิกกว้าง พยายามประมวลผลข้อมูลที่ทนายสมชายเพิ่งจะบอกเขา "คุณสุรชัย... เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทอารยะทรัพย์สินงั้นเหรอครับ? เป็นไปได้อย่างไร? ผมไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อนเลย" สุพจน์ถามเสียงสั่นเครือ ความรู้สึกเหมือนถูกบีบคั้นจากหลายทิศทางถาโถมเข้ามาในใจ ความไม่ไว้วางใจที่เขามีต่อพี่ชายคนโตเริ่มก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ทนายสมชายถอนหายใจแผ่วเบา "ผมก็เพิ่งค้นพบเรื่องนี้เหมือนกันครับคุณสุพจน์ ตอนแรกผมก็ไม่เชื่อเหมือนกัน แต่เอกสารทุกอย่างมันชี้ไปในทิศทางเดียวกันหมด การจัดตั้งบริษัทนี้เกิดขึ้นเมื่อกว่ายี่สิบปีก่อน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่คุณปู่เริ่มมีปัญหาสุขภาพและเริ่มจัดการเรื่องมรดกต่างๆ มันมีความเชื่อมโยงกันบางอย่างที่ซับซ้อนมากครับ" "แล้ว... แล้วทำไมเรื่องนี้ถึงไม่มีใครรู้เลยล่ะครับ? ทำไมท่านปู่ถึงไม่เคยเอ่ยถึง? หรือว่า... หรือว่าพี่สุรชัยปิดบังเรื่องนี้ไว้ตั้งแต่แรก?" สุพจน์พยายามปะติดปะต่อเรื่องราวต่างๆ เข้าด้วยกัน ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล "ผมไม่สามารถตอบคำถามนั้นได้ตรงๆ ครับคุณสุพจน์ แต่จากข้อมูลการทำธุรกรรมย้อนหลังไปหลายปี พบว่าบริษัทอารยะทรัพย์สินเป็นผู้รับผิดชอบการพัฒนาที่ดินริมน้ำผืนนั้นเกือบทั้งหมด มีการลงทุนปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน โอนกรรมสิทธิ์บางส่วนให้กับบุคคลภายนอก และที่สำคัญที่สุด... บริษัทนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการซื้อขายที่ดินส่วนใหญ่ที่เคยเป็นของคุณปู่ของคุณ แต่กลับไม่ได้ถูกรวมอยู่ในรายการทรัพย์สินที่จะแบ่งปันในพินัยกรรม" ทนายสมชายอธิบายอย่างละเอียด ดวงตาของเขามองตรงมาที่สุพจน์ สุพจน์กุมขมับ "หมายความว่า... ที่ดินผืนนั้น ไม่ได้เป็นสมบัติของคุณปู่ทั้งหมดอย่างที่เราเข้าใจมาตลอดอย่างนั้นเหรอครับ? แล้วใครคือเจ้าของที่แท้จริง?" "ในทางเอกสาร สุพจน์ บริษัทอารยะทรัพย์สิน คือผู้ถือสิทธิ์ในที่ดินส่วนใหญ่ที่เคยเป็นของคุณปู่ของคุณครับ" ทนายสมชายตอบเสียงเรียบ "และหุ้นส่วนใหญ่ของบริษัทนี้... ก็คือคุณสุรชัย" คำพูดของทนายสมชายเหมือนสายฟ้าฟาดลงกลางใจสุพจน์ เขาแทบไม่เชื่อหูตัวเอง "พี่สุรชัย... พี่ชายผม... เป็นคนอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้มาตลอดเหรอครับ? แล้วทำไม? ทำไมเขาถึงทำแบบนี้? เขาต้องการอะไรกันแน่?" "ผมเดาว่าเป้าหมายของคุณสุรชัยคือการครอบครองที่ดินผืนนั้นไว้แต่เพียงผู้เดียวครับ" ทนายสมชายกล่าว "การที่บริษัทอารยะทรัพย์สินมีส่วนเกี่ยวข้องกับการซื้อขายที่ดินส่วนใหญ่ และการที่เขาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ มันทำให้เขามีอำนาจควบคุมที่ดินผืนนั้นได้โดยตรง โดยที่ไม่ต้องผ่านกระบวนการแบ่งปันมรดกตามพินัยกรรม" สุพจน์รู้สึกมึนงงไปหมด ความคิดต่างๆ ตีกันยุ่งเหยิงในหัว "แต่... แต่เราก็มีพินัยกรรมนี่ครับ พินัยกรรมของท่านปู่ชัดเจนว่าให้แบ่งสมบัติให้พวกเราทุกคนเท่าๆ กัน" "นั่นคือสิ่งที่ผมกำลังจะอธิบายครับคุณสุพจน์" ทนายสมชายกล่าว "พินัยกรรมฉบับนั้นมีผลบังคับใช้กับทรัพย์สินที่ถูกระบุชื่อไว้ในพินัยกรรมเท่านั้น ซึ่งทรัพย์สินที่เคยเป็นของคุณปู่แต่ถูกโอนไปให้กับบริษัทอารยะทรัพย์สินก่อนหน้านี้แล้ว อาจจะไม่ถูกนับรวมอยู่ในกองมรดกตามกฎหมาย" "เป็นไปไม่ได้!" สุพจน์เผลออุทานเสียงดัง "พี่สุรชัยจะกล้าทำเรื่องแบบนี้กับครอบครัวเราเหรอ? เขาจะทำลายทุกอย่างที่เรามีเพื่ออะไรกัน? เพื่อเงินทองหรือ?" "ผมไม่สามารถบอกแรงจูงใจของคุณสุรชัยได้ครับคุณสุพจน์" ทนายสมชายกล่าว "แต่ในมุมมองของกฎหมาย การโอนทรัพย์สินให้กับบริษัทที่ตนเองมีอำนาจควบคุมก่อนการเสียชีวิต ถือเป็นกลยุทธ์ทางกฎหมายที่ซับซ้อน และอาจทำให้ทรัพย์สินนั้นหลุดพ้นจากการแบ่งปันตามพินัยกรรมได้" "แล้ว... แล้วเราจะทำอย่างไรต่อไปครับทนาย? เรามีหลักฐานเพียงพอที่จะเอาผิดเขาได้ไหม?" สุพจน์ถามอย่างมีความหวัง "เรามีข้อมูลที่บ่งชี้ถึงความเชื่อมโยงที่น่าสงสัยครับ" ทนายสมชายตอบ "แต่การจะพิสูจน์ว่าคุณสุรชัยมีเจตนาฉ้อโกง หรือมีส่วนรู้เห็นในการโอนทรัพย์สินที่ไม่เป็นธรรมนั้น ยังต้องอาศัยหลักฐานเพิ่มเติมอีกมาก" "ผมจะทำทุกอย่างเพื่อให้ความจริงปรากฏออกมาครับ" สุพจน์ยืนยันด้วยน้ำเสียงแน่วแน่ "ผมจะสู้เพื่อความยุติธรรม เพื่อสิ่งที่ท่านปู่ตั้งใจไว้" "ผมเข้าใจความรู้สึกของคุณสุพจน์ครับ" ทนายสมชายกล่าว "แต่ผมขอเตือนไว้ก่อนว่า การเผชิญหน้ากับเรื่องนี้ อาจจะนำมาซึ่งความขัดแย้งที่รุนแรงกว่าเดิม หากคุณสุรชัยรู้ว่าเรากำลังสืบสวนเขาอยู่" "ผมรู้ครับ" สุพจน์พยักหน้า "แต่ผมไม่กลัว ผมพร้อมที่จะรับมือกับทุกอย่าง" เมื่อการสนทนากับทนายสมชายสิ้นสุดลง สุพจน์ก็กลับมายังบ้านพักพร้อมกับความคิดที่หนักอึ้ง เขาเดินเข้าไปในห้องนั่งเล่นที่ป้าสมศรี กำลังนั่งพักผ่อนอยู่ "เป็นอย่างไรบ้างจ๊ะ สุพจน์" ป้าสมศรีถามอย่างเป็นห่วง สุพจน์พยายามยิ้มให้กำลังใจป้า "ก็... มีเรื่องที่ต้องจัดการนิดหน่อยครับป้า" "เรื่องที่ดินผืนนั้นอีกแล้วใช่ไหม" ป้าสมศรีถอนหายใจ "ป้าก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเรื่องมันต้องยุ่งยากขนาดนี้" "ป้าครับ... ผมมีเรื่องอยากจะถามป้าครับ" สุพจน์ตัดสินใจที่จะลองสอบถามความจริงจากป้า "ป้าเคยได้ยินเรื่องบริษัทชื่อ 'อารยะทรัพย์สิน' บ้างไหมครับ? เป็นบริษัทที่เคยทำธุรกิจเกี่ยวกับที่ดินริมน้ำเมื่อนานมาแล้ว" ป้าสมศรีขมวดคิ้วเล็กน้อย "บริษัทอารยะทรัพย์สินเหรอ... ชื่อคุ้นๆ แฮะ แต่ป้าจำไม่ได้จริงๆ จ้ะว่าเคยเกี่ยวข้องกับคุณปู่หรือเปล่า ช่วงนั้นป้าก็ไม่ได้ค่อยได้ดูแลเรื่องธุรกิจของคุณปู่มากนัก" "แล้ว... ถ้าผมบอกว่า บริษัทนี้มีคุณสุรชัยเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ป้าจะรู้สึกอย่างไรบ้างครับ?" สุพจน์ถามตรงๆ เมื่อได้ยินชื่อสุรชัย ป้าสมศรีก็ดูเหมือนจะนึกอะไรบางอย่างออก ดวงตาของเธอเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย "สุรชัย... เหรอ? เป็นไปได้ยังไง? สุรชัยไม่เคยพูดเรื่องนี้ให้ป้าฟังเลยนะ" "นั่นแหละครับที่ผมสงสัย" สุพจน์กล่าว "ป้าครับ... มีอะไรที่ป้าพอจะจำได้เกี่ยวกับเรื่องนี้ไหมครับ? เกี่ยวกับที่ดินริมน้ำ หรือเกี่ยวกับการทำธุรกิจของคุณปู่กับบริษัทนี้?" ป้าสมศรีนั่งนิ่งไปครู่หนึ่ง ใบหน้าดูครุ่นคิดอย่างหนัก "อืม... ป้าพยายามนึกนะ... ตอนนั้นเป็นช่วงที่คุณปู่เริ่มป่วยหนัก... สุรชัยเขาก็เข้ามาช่วยดูแลเรื่องธุรกิจมากขึ้น... ป้าจำได้ว่ามีช่วงหนึ่งที่เขาพูดถึงเรื่อง 'การจัดโครงสร้างทรัพย์สิน' อะไรสักอย่างนี่แหละ แต่ป้าก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก คิดว่าเป็นเรื่องธุรกิจปกติ... เขาบอกว่ามันจะช่วยให้การจัดการทรัพย์สินของคุณปู่ในอนาคตมันง่ายขึ้น" "การจัดโครงสร้างทรัพย์สิน..." สุพจน์ทวนคำ "หมายถึงการตั้งบริษัทขึ้นมาเพื่อถือครองทรัพย์สินอย่างนั้นเหรอครับ?" "ป้าก็ไม่แน่ใจนะจ๊ะ" ป้าสมศรีส่ายหน้า "มันเป็นศัพท์ทางธุรกิจที่ป้าไม่ค่อยเข้าใจนัก... แต่ป้าจำได้ว่าสุรชัยดูจะภูมิใจกับแผนของเขามาก เขาบอกว่ามันจะเป็นประโยชน์กับครอบครัวในระยะยาว... แต่ป้าก็ไม่เคยเห็นบริษัทนี้มาก่อนเลยนะ" สุพจน์รู้สึกราวกับว่าเขากำลังต่อจิ๊กซอว์ภาพใหญ่ที่ซับซ้อนเกินกว่าที่เขาจะจินตนาการได้ เขาเชื่อมั่นในคำพูดของทนายสมชาย และคำพูดของป้าสมศรีที่เริ่มจะปะติดปะต่อเรื่องราวได้บางส่วน มันยิ่งทำให้เขามั่นใจว่าพี่ชายคนโตของเขากำลังวางแผนอะไรบางอย่างที่ซ่อนเร้น "ผมว่า... ผมเริ่มจะเข้าใจอะไรบางอย่างแล้วครับป้า" สุพจน์กล่าวด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นกว่าเดิม "ผมคิดว่า... เรื่องนี้มันอาจจะซับซ้อนกว่าที่เราเคยคิดไว้มาก"

5,849 ตัวอักษร