เมื่อดาวตก แสงดาวก็พลันส่องใจ

ตอนที่ 23 / 41

ตอนที่ 23 — การเดินทางสู่ทุ่งดอกไม้

“พวกคุณแน่ใจหรือว่าต้องการจะไปด้วย” ร้อยตำรวจเอกวิวัฒน์ถาม นาราและท่านประธานยืนอยู่หน้าสถานีตำรวจ แสงแดดยามเช้าสาดส่องลงมา แต่ก็ไม่อาจขับไล่ความกังวลที่เกาะกุมจิตใจของทั้งสองได้ “แน่นอนค่ะ ท่านรองผู้กำกับ” นาราตอบอย่างหนักแน่น แม้จะยังคงมีร่องรอยของความเสียใจและหวาดกลัวจากการสนทนาเมื่อวานนี้ แต่ความมุ่งมั่นที่จะตามหาภูผาและนำหลักฐานชิ้นสุดท้ายมาเปิดโปงแผนการร้ายนั้นมีมากกว่า “ภูผาเป็นคนสำคัญกับพวกเรา และเขาขอความช่วยเหลือเป็นครั้งสุดท้าย” ท่านประธานพยักหน้าเห็นด้วย “ผมขอไปด้วยครับ ผมเป็นพ่อของภูผา ผมไม่สามารถอยู่เฉยๆ ได้” ร้อยตำรวจเอกวิวัฒน์มองทั้งสองคนด้วยแววตาที่เข้าใจ “ผมเข้าใจครับ แต่พื้นที่ตรงนั้นมันห่างไกลและอาจจะอันตราย มีเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานป่าไม้และหน่วยกู้ภัยกำลังเดินทางไปสมทบแล้ว พวกคุณควรจะรออยู่ที่นี่จะปลอดภัยกว่า” “แต่ถ้าภูผายังอยู่ที่นั่นจริงๆ เราอาจจะช่วยเขาได้เร็วกว่า” นารายืนกราน “เรารู้จักเขาดีกว่าใคร เรารู้ว่าเขาจะมองหาที่ไหน หรือเขาอาจจะทิ้งร่องรอยอะไรไว้ให้เรา” “นาราพูดถูกครับ” ท่านประธานเสริม “เราไปในฐานะพลเรือน เราจะคอยสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ ไม่ได้จะไปออกคำสั่งอะไร” ร้อยตำรวจเอกวิวัฒน์ถอนหายใจเบาๆ “ก็ได้ครับ แต่ผมขอย้ำว่าคุณต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด ตกลงไหมครับ” “ตกลงค่ะ” นาราและท่านประธานตอบพร้อมกัน ไม่นานนัก รถยนต์ของตำรวจหลายคันก็พร้อมสำหรับการเดินทาง รถกระบะคันหนึ่งบรรทุกอุปกรณ์กู้ภัยและเสบียง ส่วนรถยนต์อีกสองคันติดสติ๊กเกอร์ “ตำรวจ” นำขบวนไปยังอุทยานแห่งชาติที่อยู่ห่างจากเมืองไปราวสามร้อยกิโลเมตร นาราและท่านประธานนั่งอยู่ในรถคันเดียวกันกับร้อยตำรวจเอกวิวัฒน์ “คุณนาราครับ คุณภูผาเคยพูดถึงสถานที่นี้บ่อยไหมครับ” ร้อยตำรวจเอกวิวัฒน์ถาม เพื่อเก็บข้อมูลเพิ่มเติม “บ่อยค่ะ” นาราตอบ “เขาบอกว่าที่นี่เป็นที่ที่ทำให้เขารู้สึกสงบ เป็นแรงบันดาลใจในการทำงาน เขาเคยพาไปดูดาวที่นี่ครั้งหนึ่ง สวยมากๆ เลยค่ะ” น้ำเสียงของเธออ่อนลงเมื่อนึกถึงวันเวลาที่เคยมีร่วมกัน “เขาดูรักสถานที่นี้มากนะครับ” “ใช่ค่ะ” นาราพยักหน้า “เขาบอกว่าที่นี่มีความลับบางอย่างที่เขาอยากจะค้นพบ… จนกระทั่ง… จนกระทั่งเขามาเจอเรื่องนี้” การเดินทางค่อนข้างยาวนาน ถนนหนทางเริ่มเปลี่ยนจากลาดยางเรียบๆ กลายเป็นทางลูกรังขรุขระ สองข้างทางเต็มไปด้วยป่าทึบและภูเขาเขียวขจี อากาศเริ่มเย็นลงเมื่อรถยนต์ไต่ระดับความสูงขึ้นเรื่อยๆ “เราใกล้จะถึงเขตอุทยานแล้วครับ” ร้อยตำรวจเอกวิวัฒน์แจ้ง “เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าที่ประสานงานกับเราบอกว่า จะมีเจ้าหน้าที่รอรับเราอยู่บริเวณด่านเก็บค่าธรรมเนียม” เมื่อมาถึงด่านเก็บค่าธรรมเนียม เจ้าหน้าที่อุทยานในชุดเครื่องแบบสีเข้มก็เข้ามาทักทาย พวกเขามีสีหน้าจริงจังและพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือ “สวัสดีครับ ผมหัวหน้าหน่วยพิทักษ์ป่าที่นี่ครับ ได้รับแจ้งจากท่านรองผู้กำกับแล้ว เราเตรียมพร้อมเต็มที่แล้วครับ” ชายร่างสูงใหญ่ ผิวคล้ำแดด กล่าวทักทาย “ขอบคุณมากครับ” ร้อยตำรวจเอกวิวัฒน์กล่าว “เรากำลังตามหาชายหนุ่มคนหนึ่งชื่อ ภูผา ไม่ทราบว่ามีใครพบเห็นเขาบ้างไหมครับ” “ยังไม่มีรายงานการพบเห็นผู้ต้องสงสัย หรือบุคคลที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ในเขตอุทยานครับ แต่เราจะช่วยกันสอดส่องอย่างเต็มที่ครับ” หัวหน้าหน่วยพิทักษ์ป่าตอบ “เขาอาจจะเข้ามาในป่าลึก หรือบริเวณที่เข้าถึงยาก” นาราเสริม “เขาเคยพูดถึงทุ่งดอกไม้ป่า ที่สวยงามมาก” “ทุ่งดอกไม้ป่า… มีหลายแห่งครับในอุทยานนี้” หัวหน้าหน่วยพิทักษ์ป่าขมวดคิ้ว “แต่ถ้าเป็นที่ที่สวยงามเป็นพิเศษ และมีจุดชมวิวที่มองเห็นดาวได้ชัดเจน อาจจะเป็นที่ ‘ยอดดอยสายหมอก’ ครับ เป็นจุดที่นักท่องเที่ยวชอบไปกัน แต่ช่วงนี้เป็นนอกฤดูท่องเที่ยว อาจจะไม่มีใครไป” “ยอดดอยสายหมอก!” นาราร้องออกมาชื่อนั้นคุ้นหู “ภูผาเคยบอกว่าจะพาไปที่นั่นอีก เขาบอกว่ามีบางอย่างที่นั่นที่เขาอยากจะให้ฉันเห็น” “ยอดดอยสายหมอก… เป็นเส้นทางที่ต้องเดินเท้าค่อนข้างไกลครับ” หัวหน้าหน่วยพิทักษ์ป่ากล่าว “ราวๆ ห้ากิโลเมตรจากจุดนี้ แต่ถ้าไปกันหลายคน พร้อมอุปกรณ์ ก็ไม่ใช่ปัญหาครับ” “เราจะไปที่นั่น” นาราตัดสินใจทันที “ผมจะจัดเจ้าหน้าที่นำทางให้ครับ” หัวหน้าหน่วยพิทักษ์ป่ากล่าว “แต่ขอเตือนไว้ก่อนว่า ทางเดินบางช่วงอาจจะลำบากหน่อยนะครับ” การเดินทางสู่ยอดดอยสายหมอกเต็มไปด้วยความตื่นเต้นระคนความหวาดหวั่น นาราเดินนำหน้าทีมเล็กน้อย ก้าวเท้าไปตามทางเดินที่คดเคี้ยวท่ามกลางป่าใหญ่ ต้นไม้สูงใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาปกคลุมจนแสงแดดส่องลงมาได้เพียงรำไร เสียงนก เสียงแมลง และเสียงลมที่พัดผ่านใบไม้ สร้างบรรยากาศที่ทั้งสงบและน่าค้นหา “ระวังนะครับคุณนารา ข้างหน้าเป็นช่วงที่ต้องปีนป่ายหน่อย” เจ้าหน้าที่คนหนึ่งเตือน นาราสูดหายใจลึกๆ พลางจับมือท่านประธานไว้แน่น “เราใกล้จะถึงแล้ว” เมื่อเดินมาถึงบริเวณที่ราบกว้างเบื้องหน้า ภาพทุ่งดอกไม้ป่าสีสันสดใสก็ปรากฏแก่สายตา ดอกไม้เล็กๆ หลากสีสัน เบ่งบานเต็มทุ่ง ตัดกับสีเขียวขจีของหญ้าและต้นไม้โดยรอบ เป็นภาพที่งดงามราวกับภาพวาด “สวยจัง…” นาราพึมพำ “นี่คือ ‘ยอดดอยสายหมอก’ ครับ” หัวหน้าหน่วยพิทักษ์ป่ากล่าว “จากตรงนี้ มองเห็นวิวทิวทัศน์ได้กว้างไกลมาก” ขณะที่ทุกคนกำลังชื่นชมความงามของธรรมชาติ สายตาของนาราก็เหลือบไปเห็นบางอย่างที่ซ่อนอยู่ใต้พุ่มไม้ใหญ่ใกล้กับหน้าผา เป็นวัตถุบางอย่างที่ดูไม่น่าจะอยู่ในธรรมชาติ “ตรงนั้นมีอะไรหรือเปล่าคะ” เธอชี้นิ้วไป เจ้าหน้าที่อุทยานรีบเดินเข้าไปตรวจสอบ เมื่อเข้าไปใกล้ พวกเขาก็พบกับร่องรอยของการต่อสู้บางอย่าง เศษกิ่งไม้หัก เศษดินที่ถูกขุดคุ้ย และ… ท่ามกลางใบไม้แห้งที่ปกคลุมอยู่ มีกล่องใบหนึ่งที่ถูกซุกซ่อนไว้อย่างลวกๆ “เจอแล้วครับ!” เจ้าหน้าที่คนหนึ่งร้องขึ้น “เป็นกล่องพลาสติกสีดำครับ! เหมือนที่พวกคนร้ายใช้กัน!” นาราและท่านประธานรีบเดินเข้าไปดู กล่องใบนั้นมีขนาดพอเหมาะกับที่นาราเคยเห็นเมื่อคืน แต่มีร่องรอยเปื้อนดินเปื้อนโคลนจากการถูกซุกซ่อน “นี่แหละค่ะ! ภูผาต้องทิ้งหลักฐานไว้ที่นี่แน่ๆ!” นารากล่าวอย่างตื่นเต้น ร้อยตำรวจเอกวิวัฒน์รีบเข้ามาดู “รีบนำกล่องนี้ไปตรวจสอบที่ห้องแล็บทันที! ส่วนเจ้าหน้าที่ ให้กระจายกำลังค้นหาบริเวณนี้โดยรอบอย่างละเอียดที่สุด!” ทุกคนเร่งมือปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่ง นารายืนมองกล่องใบนั้นด้วยความหวัง แต่ในขณะเดียวกัน ความกังวลเกี่ยวกับภูผาก็ยังคงกัดกินหัวใจของเธอ “ภูผา… นายอยู่ที่ไหน…”

5,119 ตัวอักษร