ลมทะเลพัดพา ความรักมาเยือน

ตอนที่ 6 / 47

ตอนที่ 6 — ลมใต้ว้าวุ่นพัดพาความหวั่นไหว

ท้องทะเลในยามเช้ามีคลื่นลมสงบกว่าปกติ ท้องฟ้าปลอดโปร่งไร้เมฆหมอก เรือเล็กของปิ่นมุกและภูผาเคลื่อนตัวไปอย่างช้าๆ มุ่งหน้าไปยังจุดที่เคยสำรวจซากเรืออับปางอีกครั้ง บรรยากาศบนเรือมีความตึงเครียดแฝงอยู่เล็กน้อย แต่ก็ถูกแทนที่ด้วยความมุ่งมั่นที่จะค้นหาความจริง “ครั้งนี้เราจะสำรวจบริเวณโดยรอบซากเรือให้ละเอียดกว่าเดิม” ปิ่นมุกกล่าวขณะที่กำลังเตรียมอุปกรณ์ดำน้ำ “เราต้องหาสิ่งที่บ่งบอกว่าใครคือผู้ปล้น และพวกเขาเอาสมบัติไปไว้ที่ไหน” ภูผาพยักหน้าเห็นด้วย “ฉันจะเน้นสำรวจบริเวณที่เป็นโพรง หรือถ้ำเล็กๆ ใต้ทะเล เผื่อว่าจะมีอะไรซ่อนอยู่” ทั้งสองคนดำน้ำลงสู่ความเงียบสงัดใต้น้ำ ปิ่นมุกใช้เวลากับการสำรวจซากเรืออย่างละเอียด เธอสังเกตเห็นร่องรอยของการพยายามงัดแงะในบางจุด ซึ่งยืนยันได้ว่าเรือลำนี้ถูกปล้นจริง “ภูผา!” เสียงของปิ่นมุกดังผ่านเครื่องสื่อสาร “ฉันเจอหลักฐานบางอย่างที่นี่ ร่องรอยการถูกงัดแงะที่เสากระโดงเรือ” “เจออะไรที่น่าสงสัยอีกไหม” ภูผาถามกลับ “ยังนะ แต่ดูเหมือนว่าการปล้นจะเกิดขึ้นหลังจากที่เรืออับปางไปแล้ว” ปิ่นมุกตอบ “เพราะร่องรอยการงัดแงะมันอยู่เหนือระดับน้ำที่เรือจม” ขณะที่ปิ่นมุกกำลังสำรวจซากเรือ ภูผาก็ةดำน้ำไปยังบริเวณที่เป็นโขดหินและถ้ำเล็กๆ ใต้ทะเล เขาค่อยๆ แหวกว่ายไปตามแนวหินอย่างระมัดระวัง สายตาคอยสอดส่องหาสิ่งผิดปกติ “ปิ่นมุก” ภูผารายงาน “ฉันเจอทางเข้าถ้ำที่ค่อนข้างใหญ่ตรงนี้ มันดูเหมือนจะเป็นทางที่มนุษย์สร้างขึ้น” ปิ่นมุกรีบว่ายน้ำไปยังตำแหน่งที่ภูผาบอก เมื่อไปถึง เธอก็เห็นทางเข้าถ้ำที่ดูเหมือนจะถูกซ่อนไว้อย่างดี ภายในถ้ำมืดสนิท และดูเหมือนจะไม่มีใครเข้ามาเป็นเวลานาน “เราต้องเข้าไปดู” ปิ่นมุกกล่าวอย่างตื่นเต้น “แน่ใจนะ” ภูผาถามด้วยความเป็นห่วง “มันดูอันตราย” “ฉันต้องเข้าไปดู” ปิ่นมุกยืนยัน “นี่อาจจะเป็นเบาะแสสำคัญที่สุดของเรา” ทั้งสองคนค่อยๆ ว่ายน้ำเข้าไปในถ้ำอย่างช้าๆ แสงไฟฉายส่องนำทางไปในความมืดมิด ภายในถ้ำเต็มไปด้วยหินงอกหินย้อยที่สวยงาม แต่ก็ให้ความรู้สึกวังเวง “มีร่องรอยของมนุษย์อยู่ตรงนี้” ภูผาชี้ไปยังพื้นถ้ำ “ดูเหมือนจะเป็นรอยเท้า” ปิ่นมุกก้มลงมองตามรอยเท้าที่ปรากฏอยู่บนพื้นทรายแห้ง “รอยเท้าเหล่านี้ดูไม่เก่ามากนัก” เธอประหลาดใจ “หมายความว่าต้องมีคนเข้ามาที่นี่ไม่นานมานี้” ทันใดนั้นเอง ปิ่นมุกก็สังเกตเห็นบางอย่างที่สะท้อนแสงไฟฉายอยู่ลึกเข้าไปในถ้ำ เธอรีบว่ายน้ำเข้าไปดูใกล้ๆ ภาพที่เห็นทำให้เธอแทบหยุดหายใจ “นี่มัน…” เธอพึมพำ “นี่มันคือ… กะโหลก!” กะโหลกมนุษย์วางอยู่บนแท่นหินเล็กๆ พร้อมกับสิ่งของบางอย่างที่ดูเหมือนจะเป็นเครื่องประดับโบราณ “อะไรนะ” ภูผาว่ายเข้ามาดู “นี่มัน… อันตรายเกินไปแล้วปิ่นมุก เราต้องรีบกลับออกไป” “เดี๋ยวก่อน” ปิ่นมุกกล่าว “ดูนี่สิ” เธอชี้ไปยังเครื่องประดับโบราณที่วางอยู่ข้างกะโหลก “นี่คือ ‘สร้อยคอแห่งดวงดาว’ ที่กล่าวถึงในตำนาน!” “สร้อยคอแห่งดวงดาว?” ภูผาทวนคำ “มันเป็นของจริงเหรอ” “ดูเหมือนจะเป็นอย่างนั้น” ปิ่นมุกตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “แต่ทำไมมันถึงมาอยู่ที่นี่ พร้อมกับกะโหลก?” ความรู้สึกไม่สบายใจอย่างรุนแรงถาโถมเข้ามาในใจของเธอ เธอมองไปรอบๆ ถ้ำอีกครั้ง พยายามมองหาเบาะแสเพิ่มเติม “ภูผา” เธอพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ฉันว่าเรากำลังเจอเรื่องที่ใหญ่กว่าที่คิดไว้นะ” “ฉันก็ว่างั้น” ภูผาตอบ “เราควรจะแจ้งเจ้าหน้าที่แล้ว” “ใช่” ปิ่นมุกเห็นด้วย “แต่ก่อนอื่น เราต้องถ่ายรูปทุกอย่างไว้ให้ละเอียดก่อน” ทั้งสองคนใช้เวลาอีกพักใหญ่ในการบันทึกภาพทุกอย่างในถ้ำอย่างละเอียด ความรู้สึกหวาดกลัวปนเปกับความตื่นเต้นในการค้นพบ เมื่อกลับขึ้นมาบนเรือ ปิ่นมุกและภูผาต่างเงียบไปครู่หนึ่ง การค้นพบในครั้งนี้ทำให้พวกเขาทั้งคู่รู้สึกประหวั่นพรั่นพรึง “ฉันไม่คิดว่าเราจะเจอกับอะไรแบบนี้” ภูผาพูดขึ้นในที่สุด “ดูเหมือนว่าเรื่องราวของเรือลำนี้จะซับซ้อนกว่าที่เราคิดไว้มาก” “ใช่” ปิ่นมุกถอนหายใจ “สมบัติที่ถูกสาป… ผู้พิทักษ์… หรืออาจจะเป็น ‘ผู้เก็บสมบัติ’ มากกว่า… และยังมีคนเข้ามาที่นี่ไม่นานนี้ด้วย” เธอหันไปมองภูผา ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความกังวล “ฉันกลัวว่าเราอาจจะเข้าไปพัวพันกับเรื่องอันตราย” ภูผาเอื้อมมือไปจับมือของปิ่นมุกเบาๆ “ไม่ต้องกลัวนะ เราจะผ่านมันไปด้วยกัน” คำพูดของภูผาทำให้ปิ่นมุกรู้สึกอุ่นใจขึ้นมาเล็กน้อย แต่ความหวั่นไหวในใจของเธอก็ยังคงอยู่ ลมทะเลที่พัดมาในครั้งนี้ ไม่ได้พัดพาเพียงความรักมาเยือน แต่ยังพัดพาความลับดำมืดที่รอการเปิดเผยมาด้วยเช่นกัน.

3,575 ตัวอักษร