เมื่อนิทานกลายเป็นความจริง

ตอนที่ 17 / 43

ตอนที่ 17 — ปรากฏการณ์ในความทรงจำที่เลือนราง

แพรไหมนั่งอยู่ที่ม้านั่งในสวนสาธารณะแห่งหนึ่ง ดอกไม้หลากสีสันเบ่งบานละลานตา ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ ชื่นใจ เธอปล่อยให้ลมเย็นๆ พัดผ่านใบหน้า แสงแดดยามบ่ายส่องลอดกิ่งไม้ลงมาเป็นหย่อมๆ บรรยากาศรอบกายดูสงบเงียบ แต่ในใจของแพรไหมกลับเต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวาย จดหมายของคุณนลินียังคงอยู่ในมือ ราวกับเป็นวัตถุเวทมนตร์ที่ดึงเธอเข้าสู่โลกอีกใบ โลกที่เต็มไปด้วยความรัก ความสูญเสีย และความลับที่ถูกซ่อนเร้น ภาพของกวินท์ที่กำลังตกอยู่ในความสับสนและเจ็บปวดจากการค้นพบความจริงเกี่ยวกับครอบครัวของเขา ทำให้หัวใจของแพรไหมบีบรัด เธออยากจะเข้าไปปลอบประโลม อยากจะบอกเขาว่าเธอพร้อมที่จะอยู่เคียงข้าง แต่เธอก็รู้ดีว่านี่คือบาดแผลที่ลึกเกินกว่าจะใช้คำพูดง่ายๆ มาเยียวยาได้ "คุณกวินท์คงจะกำลังเสียใจมากสินะคะ" เสียงของป้าสมร ดังขึ้นข้างหู ทำให้แพรไหมสะดุ้งเล็กน้อย ป้าสมรเดินเข้ามานั่งลงข้างๆ พร้อมกับยิ้มบางๆ "ป้าสมรคะ" แพรไหมหันไปมองป้าสมร ใบหน้าของหญิงสูงวัยเต็มไปด้วยรอยยิ้มที่อ่อนโยน "มาเดินเล่นเหรอคะ" "จ้ะ แล้วเห็นหนูนั่งอยู่คนเดียว เลยเดินเข้ามาคุยด้วย" ป้าสมรตอบ "ดูสีหน้าไม่ค่อยสบายใจเลยนะ มีเรื่องอะไรไม่สบายใจหรือเปล่าจ๊ะ" แพรไหมลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ป้าสมรฟัง ตั้งแต่การพบจดหมายของคุณนลินี การตีความความหมายของมัน จนกระทั่งการสนทนาทางโทรศัพท์กับกวินท์ ป้าสมรตั้งใจฟังอย่างเงียบๆ ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความเห็นอกเห็นใจ เมื่อแพรไหมเล่าจบ ป้าสมรก็ถอนหายใจเบาๆ "เรื่องราวของคุณนลินี... เป็นเรื่องที่น่าเศร้าจริงๆ นะจ๊ะ" "ค่ะ" แพรไหมตอบเสียงแผ่ว "ฉันสงสารทั้งคุณนลินี แล้วก็คุณกวินท์ด้วยค่ะ" "ชีวิตคนเรานี่ก็แปลกนะ" ป้าสมรพูดพลางมองออกไปเบื้องหน้า "บางทีเรื่องที่คิดว่าเรารู้ดีที่สุด กลับกลายเป็นสิ่งที่เราไม่เคยรู้อะไรเลย" "แล้ว... แล้วป้าสมรคิดว่าฉันควรจะทำยังไงดีคะ" แพรไหมหันไปถามป้าสมรด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวัง "ฉันควรจะเข้าไปหาคุณกวินท์เลยไหมคะ หรือว่าควรจะปล่อยให้เขาอยู่คนเดียวไปก่อน" ป้าสมรยิ้ม "ใจเย็นๆ นะจ๊ะ บางทีช่วงเวลาที่คนเราต้องการมากที่สุด ไม่ใช่การปลอบประโลม แต่เป็นการให้เวลาตัวเองได้ทบทวนและทำความเข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น" "แต่... ฉันเป็นห่วงเขานะคะ" แพรไหมบอก "ป้าเข้าใจจ้ะ" ป้าสมรจับมือแพรไหมเบาๆ "แต่บางครั้ง การแสดงความห่วงใยที่ดีที่สุด คือการอดทนรอ และพร้อมที่จะรับฟังเมื่อเขาพร้อมจะพูด" แพรไหมพยักหน้า เธอรู้สึกดีขึ้นเมื่อได้คุยกับป้าสมร ป้าสมรเป็นเหมือนแสงสว่างนำทางในยามที่เธอรู้สึกหลงทาง "แล้วเรื่อง 'ดาวน้อยที่หลงทาง' ล่ะคะ" แพรไหมถามด้วยความสงสัย "มัน... มันเป็นเรื่องจริงหรือเปล่าคะ" ป้าสมรยิ้ม "ก็... ก็เหมือนที่หนูได้ยินมานั่นแหละจ้ะ" "หมายความว่า... คุณนลินีเป็นคนแต่งเรื่องนี้จริงๆ เหรอคะ" แพรไหมพยายามเค้นคำตอบ "ใช่จ้ะ" ป้าสมรตอบ "แต่... มันก็ไม่ใช่เรื่องจริงทั้งหมดหรอกนะ" "ไม่จริงทั้งหมด?" แพรไหมทวนคำ "หมายความว่ายังไงคะ" "คือ... เรื่องราวในนิทาน มันก็คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับคุณนลินี แต่... มันก็มีส่วนที่ถูกแต่งเติมขึ้นมาเพื่อให้ดูเป็นนิทานมากขึ้น" ป้าสมรอธิบาย "เพื่อที่จะทำให้เรื่องราวของเธอดูมีความหวังและสวยงามมากขึ้น" "แล้วส่วนที่ถูกแต่งเติมคือส่วนไหนคะ" แพรไหมถามอย่างใจจดใจจ่อ "ตรงนั้น... ก็เป็นความลับของนักเขียนน่ะจ้ะ" ป้าสมรยิ้ม "นักเขียนทุกคนก็ต้องมีพื้นที่ส่วนตัวของตัวเองบ้าง" แพรไหมพยักหน้า เธอเข้าใจ ป้าสมรไม่สามารถบอกทุกอย่างกับเธอได้ "แต่สิ่งหนึ่งที่ป้าอยากจะบอกหนูนะ" ป้าสมรพูดพลางจ้องมองเข้าไปในดวงตาของแพรไหม "คือความรักที่คุณนลินีมีให้กับกวินท์... มันเป็นความรักที่บริสุทธิ์จริงๆ" คำพูดของคุณนลินีดังขึ้นมาในหัวของแพรไหมอีกครั้ง "ฉันดีใจที่เธอได้เจอแพรไหม เธอคือคนเดียวที่จะช่วยให้ฉันก้าวข้ามผ่านความเจ็บปวดในอดีตได้" "ป้าสมรคะ" แพรไหมถาม "คุณนลินี... เธอกลัวไหมคะ กลัวที่จะรักใครอีกครั้ง" ป้าสมรเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบว่า "ทุกคนก็กลัวทั้งนั้นแหละจ้ะ โดยเฉพาะคนที่เคยสูญเสียมาแล้ว" "แล้ว... แล้วเธอรู้ได้ยังไงคะ ว่าฉันคือคนที่จะช่วยเธอได้" แพรไหมสงสัย "บางที... ความรู้สึกมันก็บอกได้เองนะจ๊ะ" ป้าสมรตอบ "บางที... คนเราก็แค่ต้องการใครสักคนที่จะเข้ามาเติมเต็มช่องว่างในหัวใจ" แพรไหมนิ่งไป เธอคิดถึงคำพูดของคุณนลินีที่เขียนในจดหมาย "ลาก่อน" มันช่างเป็นคำพูดที่ทั้งเด็ดเดี่ยวและเต็มไปด้วยความเศร้า เธออาจจะกำลังจะจากไปจริงๆ ก็ได้ "ป้าสมรคะ" แพรไหมถามอย่างมีความหวัง "คุณนลินี... เธออยู่ที่ไหนคะ" ป้าสมรส่ายหน้า "ป้าเองก็ไม่รู้เหมือนกันจ้ะ หลังจากวันนั้น... ป้าก็ไม่เคยเจอเธออีกเลย" ความหวังของแพรไหมดับวูบลง เธอรู้สึกผิดหวังอย่างบอกไม่ถูก "แต่... ถ้าหนูอยากจะช่วยจริงๆ" ป้าสมรพูดพลางยื่นมือออกไปหยิบดอกไม้ดอกหนึ่งมาเด็ด "ลองเอาดอกไม้นี้ไปให้กวินท์ดูสิ" แพรไหมมองดอกไม้ในมือป้าสมร มันคือดอกเดซี่สีขาว กลีบดอกบางเบา ดูบอบบาง แต่ก็แฝงไปด้วยความสดใส "ดอกเดซี่... หมายถึงความบริสุทธิ์ ความไร้เดียงสา แล้วก็... ความหวังนะจ๊ะ" ป้าสมรยิ้ม "บางที... ดอกไม้นี้อาจจะช่วยสื่อความรู้สึกที่หนูมีต่อเขาได้" แพรไหมรับดอกเดซี่มาอย่างนุ่มนวล "ขอบคุณมากค่ะป้าสมร" "ไม่เป็นไรจ้ะ" ป้าสมรลูบหัวแพรไหมเบาๆ "ป้าเองก็อยากให้เรื่องราวของเด็กๆ ทุกคนจบลงอย่างมีความสุขนะ" แพรไหมลุกขึ้นยืน เธอรู้สึกมีกำลังใจขึ้นมาบ้าง แม้ว่าเส้นทางข้างหน้าจะยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนก็ตาม เธอตัดสินใจว่า จะไม่ยอมแพ้ เธอจะทำทุกอย่างเพื่อกวินท์ เพื่อคุณนลินี และเพื่อความจริงที่ถูกซ่อนเร้น เธอเดินออกจากสวนสาธารณะไป ทิ้งป้าสมรให้นั่งอยู่ตามลำพังใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ แสงแดดยามบ่ายยังคงส่องประกาย แต่สำหรับป้าสมรแล้ว เธอกลับรู้สึกถึงความเย็นยะเยือกที่ค่อยๆ คลืบคลานเข้ามา ราวกับว่ามีบางสิ่งบางอย่างกำลังจะเกิดขึ้น ทันใดนั้น ป้าสมรพลันสะดุ้งโหยง เธอรู้สึกเหมือนมีบางอย่างกระตุกที่ปลายเท้า เมื่อก้มลงมอง เธอก็พบกับเงาสะท้อนอันเลือนรางของตัวเองในแอ่งน้ำเล็กๆ ที่เกิดจากน้ำค้างบนใบหญ้า แต่เงาสะท้อนนั้น... มันไม่ใช่เงาของเธอในวัยชรา แต่กลับเป็นเงาของหญิงสาวคนหนึ่ง ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความเศร้าโศกและสิ้นหวัง "อรุณ... ลูกรัก" ป้าสมรพึมพำชื่อนั้นออกมา เสียงของเธอสั่นเครือ "แม่... แม่ขอโทษนะ" เงาสะท้อนนั้นค่อยๆ จางหายไป เหลือเพียงแอ่งน้ำใสๆ ที่สะท้อนภาพของท้องฟ้าสีคราม ป้าสมรสลูบไล้ไปที่ใบหน้าของตัวเอง มือของเธอสั่นระริก ราวกับว่าเธอกำลังพยายามต่อสู้กับภาพในอดีตที่กำลังย้อนกลับมาหลอกหลอน "ความทรงจำ... มันช่างน่ากลัวจริงๆ" ป้าสมรพูดกับตัวเองเบาๆ "บางที... ความจริงที่ถูกเก็บซ่อนไว้ ก็ดีที่สุดแล้ว" เธอค่อยๆ ลุกขึ้นยืน มองตามร่างของแพรไหมที่เดินจากไปไกลแล้ว รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอดูเศร้าสร้อยกว่าเดิม "ขอให้หนูโชคดีนะ เด็กน้อย"

5,432 ตัวอักษร