ตอนที่ 7 — เงาในกระจกของนักเขียน
แพรไหมแอบถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อเห็นว่าคนที่เดินเข้ามาพร้อมกับเพื่อนสนิทของเธอ ไม่ใช่คุณกวินท์อย่างที่ใจเต้นระส่ำไปแล้ว เธอพยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติก่อนจะหันไปยิ้มให้เพื่อน “มินท์! มาทำอะไรแถวนี้เนี่ย”
“ก็มาเดินเล่นสูดอากาศไง ว่าแต่เธอสิ มาคนเดียวเหรอ” มินท์เดินเข้ามาใกล้พร้อมกับเอื้อมมือมาคล้องแขนแพรไหมอย่างสนิทสนม “ไม่เห็นชวนกันบ้างเลย”
“พอดีเพิ่งนึกขึ้นได้เมื่อเช้านี้เอง เลยรีบออกมาน่ะ” แพรไหมตอบ พยายามไม่ให้เสียงสั่น “แล้วนี่เจอใครมาด้วยล่ะ”
“อ้าว ฉันก็มากับเพื่อนไง” มินท์หันไปโบกมือให้คนที่เดินตามมาด้านหลังก่อนจะหันกลับมาแนะนำ “นี่คุณกวินท์ นักเขียนที่ฉันเคยเล่าให้ฟังไง จำได้ไหม”
สิ้นเสียงของมินท์ หัวใจของแพรไหมแทบจะหยุดเต้น เธอเงยหน้าขึ้นมองคนที่มินท์แนะนำ ใบหน้าของเขาคุ้นตาเหลือเกิน แม้จะไม่ได้เจอตัวจริง แต่ภาพของเขาจากปกหนังสือและข่าวต่างๆ ก็ปรากฏขึ้นในหัวทันที คุณกวินท์ นักเขียนนิทานชื่อดังที่ใครๆ ก็หลงรัก ชายหนุ่มผู้มีรอยยิ้มอบอุ่นและดวงตาที่เต็มไปด้วยประกายแห่งจินตนาการ เขายืนอยู่ตรงหน้าเธอจริงๆ ในสภาพที่ดูผ่อนคลายกว่าในงานเปิดตัวหนังสือมาก สวมเสื้อยืดสีขาวเรียบๆ กับกางเกงยีนส์ รองเท้าผ้าใบสีขาวสะอาดตา ผมของเขายุ่งเล็กน้อยเหมือนเพิ่งตื่นนอน แต่กลับดูมีเสน่ห์อย่างบอกไม่ถูก
“สวัสดีครับ” เขาเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปาก ดวงตาคู่สวยของเขากวาดมองมาที่แพรไหมแวบหนึ่ง ก่อนจะหันไปมองมินท์ “คุณมินท์เล่าเรื่องของคุณแพรไหมให้ฟังบ่อยๆ ครับ”
แพรไหมรู้สึกว่าใบหน้าของเธอร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ เธอพยายามยิ้มตอบ “สวัสดีค่ะ คุณกวินท์ ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ”
“ผมก็ยินดีที่ได้รู้จักคุณแพรไหมเช่นกันครับ” เขาพูดพลางก้าวเข้ามาใกล้ขึ้นเล็กน้อย “ผมได้ยินจากคุณมินท์ว่าคุณเป็นครูสอนเด็กๆ ใช่ไหมครับ”
“ใช่ค่ะ ฉันเป็นครูอนุบาลค่ะ” แพรไหมตอบ พยายามรวบรวมสติ “เด็กๆ น่ารักมากค่ะ ถึงจะซนไปบ้างก็ตาม”
“ผมชอบเด็กๆ นะครับ พวกเขาเหมือนผ้าขาวที่รอให้เราแต่งแต้มสีสัน” กวินท์พูดพลางมองไปรอบๆ สวนสาธารณะ “ผมมักจะได้แรงบันดาลใจจากเด็กๆ มาเขียนนิทานอยู่เสมอ”
“จริงเหรอคะ” แพรไหมถามอย่างสนใจ “นิทานของคุณกวินท์น่ารักมากเลยค่ะ เด็กๆ ที่โรงเรียนชอบกันใหญ่เลย”
“ขอบคุณครับ” กวินท์ยิ้มกว้างขึ้น “ดีใจที่นิทานของผมเป็นที่ชื่นชอบ”
มินท์มองเพื่อนทั้งสองคนสลับไปมา ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยรอยยิ้ม “เห็นไหมล่ะแพรไหม ฉันบอกแล้วว่าคุณกวินท์ตัวจริงน่ารักกว่าในรูปเยอะ”
แพรไหมได้แต่ยิ้มแหยๆ ไม่กล้าสบตากวินท์ตรงๆ เธอรู้สึกประหม่าอย่างบอกไม่ถูก การได้ยืนคุยกับนักเขียนในดวงใจในบรรยากาศสบายๆ แบบนี้เป็นเรื่องที่เธอไม่เคยคาดคิดมาก่อน
“คุณกวินท์มาเดินเล่นที่นี่บ่อยไหมคะ” แพรไหมถาม พยายามเปลี่ยนเรื่องเพื่อลดความประหม่า
“มาบ้างครับ ถ้ามีเวลาว่าง” กวินท์ตอบ “ผมชอบมานั่งคิดอะไรเพลินๆ ที่นี่”
“ที่นี่บรรยากาศดีจริงๆ ค่ะ” แพรไหมเห็นด้วย “เหมาะกับการพักผ่อน”
“คุณแพรไหมล่ะครับ มาเดินเล่นคนเดียวบ่อยไหม” กวินท์ถามกลับ แววตาของเขาทอประกายบางอย่างที่แพรไหมอ่านไม่ออก
“ไม่ค่อยค่ะ ปกติจะยุ่งๆ กับเด็กๆ ตลอด” แพรไหมตอบ “วันนี้เพื่อนชวนออกมาน่ะค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นก็ดีแล้วครับ การได้ออกมาเจอผู้คนบ้างก็เป็นเรื่องดี” กวินท์พูดพลางหันไปยิ้มให้มินท์ “คุณมินท์นี่เป็นเพื่อนที่ดีจริงๆ เลยนะครับ”
“แน่นอนอยู่แล้วค่ะ” มินท์ตอบอย่างภาคภูมิใจ “ฉันเป็นเพื่อนที่ดีของทุกคน”
แพรไหมหัวเราะเบาๆ กับท่าทางของมินท์ “คุณมินท์เป็นคนอัธยาศัยดีค่ะ เข้ากับคนง่าย”
“ผมสัมผัสได้ถึงพลังงานดีๆ จากคุณแพรไหมนะครับ” กวินท์พูดพลางมองแพรไหมตรงๆ “เหมือนตัวละครในนิทานของผมเลย”
คำพูดนั้นทำให้แพรไหมชะงักไปเล็กน้อย เธอจำได้ว่าเขาเคยพูดทำนองนี้กับเธอในงานเปิดตัวหนังสือ เธอยิ้มบางๆ “คงเป็นเพราะเด็กๆ มั้งคะ ทำให้ฉันมีพลังงานเยอะ”
“อาจจะใช่ครับ” กวินท์พยักหน้า “แต่ผมว่ามันมากกว่านั้น”
แพรไหมรู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ แล่นผ่านตัว เธอไม่รู้จะตอบอย่างไรดี
“ว่าแต่คุณกวินท์กำลังจะมีผลงานใหม่เมื่อไหร่คะ” มินท์ถามขึ้นมา ขัดจังหวะบทสนทนาที่เริ่มจะลึกซึ้งเกินไป “ฉันรออ่านไม่ไหวแล้วนะ”
“เร็วๆ นี้ครับ” กวินท์ตอบ “กำลังอยู่ในช่วงขัดเกลาอยู่”
“น่าตื่นเต้นจังเลยค่ะ” แพรไหมพูดเสริม “ฉันจะคอยติดตามนะคะ”
“ขอบคุณมากครับ” กวินท์หันมายิ้มให้แพรไหมอีกครั้ง “หวังว่าคุณแพรไหมจะชอบนิทานเรื่องใหม่ของผมนะครับ”
“แน่นอนค่ะ” แพรไหมตอบอย่างมั่นใจ
ทั้งสี่คนเดินคุยกันไปเรื่อยๆ ในสวนสาธารณะ บรรยากาศเต็มไปด้วยความรู้สึกดีๆ แพรไหมรู้สึกว่าตัวเองเริ่มผ่อนคลายมากขึ้น เธอได้พูดคุยกับคุณกวินท์ในฐานะคนรู้จัก ไม่ใช่ในฐานะนักเขียนผู้โด่งดังอีกต่อไป แต่ถึงกระนั้น เธอก็ยังคงรู้สึกถึงความพิเศษบางอย่างที่เชื่อมโยงเธอเข้ากับเขา
“เอ๊ะ นั่นใครน่ะ” ทันใดนั้น มินท์ก็ชี้ไปยังทางเดินอีกเส้นหนึ่ง “เหมือนจะคุ้นๆ หน้า”
แพรไหมมองตามที่มินท์ชี้ เธอเห็นเงาร่างของใครบางคนกำลังเดินเข้ามาทางนี้ ใบหน้าของเขาดูคุ้นตาอย่างประหลาด ไม่ใช่คนในวงการบันเทิงหรือนักเขียน แต่เป็นคนที่เธอเคยเจอ...
“คุณกวินท์!” เสียงผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้นมาพร้อมกับเสียงฝีเท้าที่วิ่งเข้ามาหาพวกเขาอย่างรวดเร็ว
แพรไหมหันไปมอง กวินท์เองก็หันตามไป ใบหน้าของเขาฉายแววประหลาดใจระคนไม่พอใจเล็กน้อย
“คุณแพรไหม?” แพรไหมเอ่ยชื่อผู้หญิงคนนั้นออกมาอย่างไม่แน่ใจ
“โอ้โห มาเจอกันที่นี่ได้ไงเนี่ย” ผู้หญิงคนนั้นเดินเข้ามาหยุดยืนตรงหน้ากวินท์ ใบหน้าของเธอสวยคม ผมยาวสลวย แต่งหน้าจัดเต็ม สวมชุดเดรสสีแดงสดที่ขับผิวขาวของเธอให้ดูโดดเด่น “ไม่ได้เจอกันนานเลยนะคะ”
“ครับ คุณนลินี” กวินท์ตอบเสียงเรียบ “ไม่คิดว่าจะมาที่นี่”
“ก็มาเดินเล่นเฉยๆ ค่ะ” นลินีตอบ พลางเหลือบมองแพรไหมกับมินท์ “มากับใครคะ”
“มากับเพื่อนครับ” กวินท์ตอบ “แล้วคุณล่ะครับ”
“มาคนเดียวค่ะ กำลังเหงาๆ พอดี” นลินีพูดพลางยิ้มหวานให้กวินท์ “ไม่คิดว่าจะเจอคุณกวินท์ที่นี่”
แพรไหมยืนนิ่ง มองดูบทสนทนาระหว่างกวินท์กับนลินี เธอรู้สึกถึงความไม่สบายใจบางอย่างที่ก่อตัวขึ้นในใจ ผู้หญิงคนนี้ ดูเหมือนจะรู้จักคุณกวินท์ดี และดูเหมือนจะมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกว่าคนรู้จักทั่วไป
“คุณแพรไหมคะ นี่คุณนลินี นักแสดงชื่อดังค่ะ” มินท์แนะนำ “เคยเห็นหน้าในทีวีบ่อยๆ”
“สวัสดีค่ะ คุณนลินี” แพรไหมยกมือไหว้ทักทายอย่างสุภาพ
“สวัสดีค่ะ” นลินีตอบรับอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหันกลับไปหา กวินท์ “นี่เพื่อนคุณเหรอคะ”
“ครับ นี่คุณแพรไหม ครูสอนเด็กๆ” กวินท์แนะนำแพรไหม “ส่วนนี่คุณมินท์ เพื่อนของคุณแพรไหม”
“สวัสดีค่ะ” มินท์ยิ้มทักทาย “ดีใจที่ได้เจอค่ะ”
นลินีพยักหน้าให้แพรไหมกับมินท์ “ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ” เธอกล่าวกับแพรไหม “คุณแพรไหมดูน่ารักจังเลยนะคะ”
คำชมนั้นฟังดูไม่จริงใจนัก แพรไหมรู้สึกได้ถึงสายตาที่ประเมินของนลินี
“ขอบคุณค่ะ” แพรไหมตอบสั้นๆ
“คุณกวินท์นี่ไปไหนก็มีแต่คนสวยๆ มาด้วยนะคะ” นลินีพูดพลางยกมือขึ้นกอดแขนกวินท์อย่างสนิทสนม “นี่บังเอิญเจอ หรือว่านัดกันมาคะ”
กวินท์ชะงักไปเล็กน้อย “บังเอิญครับ” เขาตอบเสียงแข็งขึ้น “ผมมาเดินเล่นกับเพื่อนของคุณแพรไหม”
“อ๋อ เหรอคะ” นลินีเลิกคิ้ว “แล้วคุณแพรไหมล่ะคะ มากับคุณกวินท์เหรอ”
“เปล่าค่ะ” แพรไหมรีบตอบ “ฉันมากับเพื่อนของฉันเองค่ะ คุณมินท์”
“ใช่ค่ะ ฉันกับแพรไหมนัดกันมาเดินเล่น” มินท์พูดเสริม พยายามคลี่คลายสถานการณ์ “แล้วก็บังเอิญเจอคุณกวินท์กับคุณนลินีที่นี่ค่ะ”
“โห โลกกลมจริงๆ เลยนะคะ” นลินีหัวเราะเบาๆ “แต่คุณกวินท์คะ ฉันว่าเราไปหาอะไรดื่มกันดีกว่าไหมคะ นั่งคุยกันให้หายคิดถึง”
“ผมว่าผมต้องกลับแล้วครับ” กวินท์ปฏิเสธอย่างสุภาพ “มีงานต้องทำต่อ”
“โอ้โห งานเยอะขนาดนี้เลยเหรอคะ” นลินีทำเสียงผิดหวัง “งั้นไว้เจอกันใหม่นะคะ”
“ครับ” กวินท์ตอบ
แพรไหมรู้สึกโล่งใจที่กวินท์ปฏิเสธ เธอไม่อยากเห็นภาพนลินีกับกวินท์สนิทสนมกันต่อหน้าต่อตา
“งั้นพวกเราขอตัวก่อนนะคะ” แพรไหมกล่าวลา “ไว้มีโอกาสคงได้เจอกันอีกค่ะ”
“ค่ะ คุณแพรไหม” นลินีตอบพลางมองแพรไหมด้วยสายตาที่แพรไหมรู้สึกได้ว่ามีความไม่พอใจแฝงอยู่
“ไปก่อนนะคะ คุณกวินท์ คุณนลินี” มินท์กล่าวลา
“ครับ” กวินท์พยักหน้า
แพรไหมกับมินท์เดินจากมา ปล่อยให้กวินท์กับนลินียืนคุยกันอยู่พักหนึ่งก่อนที่ทั้งคู่จะแยกย้ายกันไป
“เมื่อกี้ใครอ่ะแพรไหม” มินท์ถามเมื่อเดินออกมาไกลพอสมควร “ดูเขาสนิทกับคุณกวินท์จัง”
“ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ” แพรไหมตอบ “แต่ดูเหมือนจะสนิทกันมาก”
“เป็นนักแสดงชื่อดังนี่เอง” มินท์พึมพำ “ไม่น่าล่ะ ทำไมดูหยิ่งๆ”
แพรไหมไม่ได้ตอบอะไร เธอเดินเงียบๆ ไปเรื่อยๆ ภาพของนลินีที่กอดแขนกวินท์ยังคงติดตาอยู่ ความรู้สึกกังวลใจที่เคยมีก่อนหน้านี้กลับมาอีกครั้ง มันเหมือนมีเงาบางๆ เข้ามาปกคลุมความรู้สึกดีๆ ที่เธอเพิ่งได้รับ เธอไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร แต่ตอนนี้เธอสัมผัสได้ถึงคลื่นลูกใหม่ที่กำลังจะซัดเข้ามา
6,984 ตัวอักษร