เส้นทางแห่งศิลปะ พบรักในแกลเลอรี่

ตอนที่ 16 / 50

ตอนที่ 16 — การเผชิญหน้าที่แสนเจ็บปวด

เมษากลอกตา พยายามสะบัดหัวไล่ความรู้สึกสับสนที่ยังคงเกาะกุมหัวใจ เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเลื่อนดูนาฬิกา สี่ทุ่มครึ่งแล้ว นนท์ควรจะกลับมาถึงบ้านแล้วสิ แต่ถึงกระนั้น ความไม่แน่นอนในความสัมพันธ์ของเธอกับเขาก็ยังคงเป็นเหมือนเงาตามตัว คอยบั่นทอนความสุขเล็กๆ น้อยๆ ที่เธอเพิ่งจะเริ่มรู้สึกได้ “เมษา นี่เธอคิดอะไรอยู่เนี่ย” เธอพึมพำกับตัวเอง เบาๆ ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปที่หน้าต่าง ปล่อยให้แสงสลัวยามค่ำคืนสาดส่องใบหน้าของเธอ เมื่อคืนที่ผ่านมา การพูดคุยกับนนท์จบลงด้วยความรู้สึกที่ค้างคาในใจ เขาบอกว่าเขาจะเดินทางไปต่างประเทศในอีกสองสัปดาห์ข้างหน้า เพื่อสะสบการณ์และหาแรงบันดาลใจในการทำงานศิลปะ ซึ่งเป็นเรื่องที่เธอเข้าใจและสนับสนุนมาโดยตลอด แต่การจากไปของเขาในครั้งนี้ มันให้ความรู้สึกที่แตกต่างออกไป มันไม่ใช่การจากไปชั่วคราวที่เธอเคยคุ้นเคย มันมีความรู้สึกบางอย่างที่บอกกับเธอว่า การเดินทางครั้งนี้อาจจะยาวนานกว่าที่คิด และอาจจะนำพาสิ่งที่เธอไม่คาดฝันมาด้วย เธอยังคงจำคำพูดของนนท์ได้ดี “ผมจะไปเรียนต่อที่ฝรั่งเศสสักสองปีนะเมษา ผมอยากจะพัฒนาตัวเองให้มากขึ้น อยากลองอะไรใหม่ๆ” “สองปีเลยเหรอคะ” น้ำเสียงของเธอแผ่วเบา ราวกับจะเอ่ยคำถามออกไปอย่างไม่เต็มใจ นนท์เดินเข้ามาใกล้ บีบมือของเธอเบาๆ “ใช่ ผมรู้ว่ามันนาน แต่ผมสัญญาว่าผมจะกลับมา” “แล้ว… แล้วเราล่ะคะ” เมษาเอ่ยถามออกไป น้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย นนท์ก้มลงมองดวงตาของเธอ แววตาของเขาเต็มไปด้วยความจริงใจ “ผมก็หวังว่าเราจะยังคงเป็นเรานะเมษา ผมไม่อยากเสียเธอไปไหน” คำพูดเหล่านั้นยังคงก้องอยู่ในหัวของเธอ แม้จะผ่านไปเพียงหนึ่งคืน แต่ดูเหมือนว่ามันจะยาวนานเสียยิ่งกว่านั้น เมษาถอนหายใจเบาๆ เธอรู้ดีว่าความสัมพันธ์ของเธอกับนนท์นั้นเปราะบางเพียงใด ยิ่งเมื่อมีเรื่องของระยะทางเข้ามาเกี่ยวข้อง ความไม่แน่นอนก็ยิ่งทวีคูณ เธอเดินไปที่โต๊ะทำงานของเธอ หยิบภาพถ่ายใบหนึ่งขึ้นมาดู เป็นภาพของเธอกับนนท์ในวันที่พวกเขาเพิ่งรู้จักกันใหม่ๆ รอยยิ้มของทั้งคู่ดูสดใสและไร้เดียงสา ในตอนนั้น เธอยังไม่รู้เลยว่าผู้ชายคนนี้จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตของเธอมากขนาดนี้ “ฉันควรจะทำยังไงดี” เธอพึมพำกับตัวเองอีกครั้ง ทันใดนั้น เสียงโทรศัพท์มือถือของเธอก็ดังขึ้น เป็นสายจากคุณธนากร เจ้าของแกลเลอรี่ที่เธอร่วมงานด้วย “สวัสดีค่ะคุณธนากร” เมษารับสายด้วยน้ำเสียงที่พยายามทำให้สดใสที่สุด “สวัสดีครับคุณเมษา ผมโทรมาสอบถามเรื่องงานนิทรรศการครั้งต่อไปของคุณนะครับ ตอนนี้เราได้กำหนดวันแล้ว เป็นต้นเดือนหน้า คุณคิดว่าพร้อมแล้วใช่ไหมครับ” น้ำเสียงของคุณธนากรฟังดูจริงจัง “ค่ะ ฉันพร้อมแล้วค่ะ” เมษาตอบรับอย่างมั่นใจ แม้ว่าในใจลึกๆ จะรู้สึกกังวลอยู่บ้างก็ตาม “ดีมากครับ ผมจะส่งรายละเอียดเกี่ยวกับวันและเวลาให้คุณทราบอีกครั้งนะครับ แล้วก็… ผมมีข่าวดีเล็กน้อย จะมีนักสะสมงานศิลปะชาวต่างชาติคนหนึ่งให้ความสนใจในงานของคุณเป็นพิเศษ เขาอยากจะเข้าพบคุณเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการซื้อผลงานบางชิ้นของคุณครับ” เมษาใจเต้นแรงขึ้น “จริงเหรอคะ เยี่ยมเลยค่ะ” “ใช่ครับ เขาจะเดินทางมาที่นี่ในอีกสองสามวันข้างหน้า ผมจะนัดหมายวันเวลาให้คุณอีกทีนะครับ” หลังจากวางสายจากคุณธนากร เมษาก็รู้สึกมีกำลังใจขึ้นมาเล็กน้อย อย่างน้อยที่สุด ผลงานของเธอก็เริ่มเป็นที่ยอมรับ และมีโอกาสที่จะก้าวไปสู่ระดับสากลมากขึ้น เธอเดินกลับไปที่หน้าต่างอีกครั้ง มองออกไปยังแสงไฟระยิบระยับของเมืองยามค่ำคืน ท้องฟ้าที่มืดมิดดูเหมือนจะสะท้อนถึงความรู้สึกในใจของเธอตอนนี้ “ฉันควรจะปล่อยให้ความสัมพันธ์ครั้งนี้เป็นไปตามธรรมชาติ หรือควรจะพยายามคว้ามันไว้ให้มั่น” คำถามนี้วนเวียนอยู่ในความคิดของเธอไม่หยุดหย่อน เธอรู้ดีว่าการตัดสินใจครั้งนี้สำคัญต่ออนาคตของเธอมาก ทั้งในด้านการงานและหัวใจ ทันใดนั้น เสียงกุญแจก็ดังขึ้นที่ประตู เมษาหันกลับไปมอง นนท์กลับมาแล้ว เขาเดินเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าเหนื่อยอ่อน แต่เมื่อเห็นเมษา เขาก็ยิ้มออกมา “กลับมาแล้วเหรอคะ” เมษาเอ่ยทักทาย “ครับ” นนท์เดินเข้ามาสวมกอดเธอ “คิดถึงจังเลย” เมษากอดตอบ เขากลิ่นหอมอ่อนๆ ของกาแฟและสีน้ำมัน เธอซบหน้าลงกับอกของเขา สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่แผ่ซ่านออกมา “ผมมีเรื่องจะบอกคุณ” นนท์พูดขึ้นหลังจากผละออกจากอ้อมกอด เมษาเงยหน้ามองเขา “คะ” “ผม… ผมอาจจะไม่ได้กลับมาหาคุณในอีกสองปีข้างหน้า” คำพูดของเขาเหมือนมีดที่กรีดแทงกลางใจของเมษา เธอชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถามเสียงสั่น “หมายความว่ายังไงคะ” “ผมหมายถึง… ผมอาจจะต้องไปอยู่ที่นู่นนานกว่านั้น อาจจะมากกว่าสองปี” นนท์มองมาที่เธอ ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความลังเล “ทำไมล่ะคะ” เสียงของเมษาเริ่มสั่นเครือ “ผมได้รับข้อเสนอให้เข้าโครงการฝึกงานที่ปารีส เป็นโครงการระยะยาว ที่นั่นมีโอกาสให้ผมได้พัฒนาตัวเองอย่างมาก และอาจจะนำไปสู่โอกาสในการแสดงงานในระดับนานาชาติ” เมษาอึ้งไป เธอไม่รู้จะพูดอะไร น้ำตาเริ่มคลอเบ้า “แล้ว… แล้วคุณจะไปจริงๆ เหรอคะ” นนท์พยักหน้าช้าๆ “ผมต้องไปเมษา นี่เป็นโอกาสที่ผมรอคอยมาตลอดชีวิต” “แต่… แล้วเราล่ะคะ” น้ำตาของเมษาไหลออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ นนท์ก้มลงมองเธอ มือของเขาสัมผัสแก้มของเธออย่างแผ่วเบา “ผมขอโทษนะเมษา ผมรู้ว่ามันอาจจะยาก แต่ผมหวังว่าคุณจะเข้าใจ” เมษาปาดน้ำตาออกไปอย่างรวดเร็ว เธอพยายามรวบรวมสติ “ฉันเข้าใจค่ะ” เธอพูดเสียงเบา “ฉันเข้าใจว่านี่เป็นโอกาสของคุณ” “แล้ว… แล้วความสัมพันธ์ของเราล่ะคะ” เธอถาม นนท์เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบ “ผม… ผมไม่แน่ใจเหมือนกันเมษา ผมไม่รู้ว่าความสัมพันธ์ของเราจะยังคงอยู่ได้หรือไม่ เมื่อเราห่างกันไกลขนาดนั้น” คำพูดนั้นเหมือนเป็นสิ่งยืนยันความกลัวที่เมษากังวลมาตลอด เธอรู้สึกเหมือนหัวใจกำลังแตกสลาย “คุณ… คุณกำลังจะบอกเลิกฉันใช่ไหมคะ” เสียงของเธอสั่นเครือ นนท์รีบส่ายหน้า “ไม่! ไม่ใช่แบบนั้นนะเมษา ผมแค่… ผมแค่ไม่อยากให้ความหวังลมๆ แล้งๆ กับคุณ” “แต่คุณก็กำลังจะไปจริงๆ” เมษากล่าว น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความเจ็บปวด “ใช่” นนท์ตอบเสียงเบา เมษาถอยห่างจากเขา เธอรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังพังทลายลงตรงหน้า “ฉัน… ฉันต้องการเวลาค่ะ” เธอกล่าว ก่อนจะวิ่งหนีเข้าไปในห้องนอน ปิดประตูอย่างแรง ทิ้งให้นนท์ยืนอยู่เพียงลำพังในความเงียบงัน

4,942 ตัวอักษร