ตอนที่ 31 — เปิดม่านความจริงเบื้องหลังภาพวาด
คุณปรียายิ้มบางๆ “ไม่เป็นไรหรอกค่ะเมษา พ่อของคุณเคยเล่าถึงความสามารถของคุณให้ฟังบ่อยๆ คุณปรียาเองก็ชื่นชมผลงานของคุณมาตลอด” มือเรียวของคุณปรียาเอื้อมไปหยิบถ้วยชาที่วางอยู่บนโต๊ะข้างๆ “คุณธามเขาเองก็มีความผูกพันกับภาพวาดของคุณตาเป็นพิเศษ”
เมษากล่าวตอบ “ฉันดีใจที่คุณปรียาและคุณธามมีความเชื่อมั่นในตัวฉันค่ะ ฉันจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อไขความลับที่ซ่อนอยู่ในภาพวาดนั้น” เธอหันไปมองธาม “คุณธามคะ ภาพวาดนั้นมีอะไรที่พิเศษมากเป็นพิเศษสำหรับคุณรึเปล่าคะ”
ธามพยักหน้าช้าๆ ดวงตาของเขาฉายแววครุ่นคิด “มันเป็นภาพวาดเดียวที่คุณตาไม่เคยยอมให้ใครแตะต้องเลยครับ ตั้งแต่ผมยังเด็ก ผมเห็นมันถูกเก็บไว้อย่างดีในห้องทำงานของคุณตาเสมอ คุณตาจะเข้าไปนั่งมองมันอยู่พักใหญ่ๆ บางครั้งก็ดูเหมือนมีความสุข บางครั้งก็ดูเหมือนกำลังทุกข์ทรมาน ผมไม่เคยเข้าใจเลยว่าทำไมจนกระทั่งมาถึงวันนี้”
“คุณปรียาคะ” เมษากล่าวขึ้น “มีอะไรที่คุณปรียาจำได้เกี่ยวกับภาพวาดนี้ หรือเกี่ยวกับคุณตาของคุณธาม ที่อาจจะช่วยให้ฉันเข้าใจอะไรมากขึ้นบ้างไหมคะ”
คุณปรียาถอนหายใจเบาๆ “ความทรงจำของฉันเกี่ยวกับเรื่องนี้อาจจะเลือนรางไปบ้างตามกาลเวลา แต่ฉันจำได้ว่าคุณตาของคุณธามเป็นคนที่รักศิลปะมาก และเขาก็มีความสามารถในการวาดภาพเหมือนกัน เขาเคยบอกฉันว่าภาพวาดนั้นเป็นตัวแทนของความรู้สึกที่ซับซ้อนของเขา บางทีอาจจะเป็นความรัก ความผูกพัน หรือแม้กระทั่งความผิดหวัง”
“ความรู้สึกที่ซับซ้อน” เมษาทวนคำ “หมายความว่ายังไงคะ”
“เขาไม่ได้ลงรายละเอียดมากนักค่ะ” คุณปรียาตอบ “แต่เขามักจะพูดถึง ‘เงา’ ที่ตามหลอกหลอนเขาอยู่เสมอ ฉันไม่แน่ใจว่าเขาหมายถึงอะไร อาจจะเป็นอะไรที่เกี่ยวกับอดีต หรือเกี่ยวกับบุคคลที่เขารัก”
เมษารู้สึกว่ามีบางอย่างกำลังจะถูกเปิดเผย เธอตั้งใจฟังทุกคำที่คุณปรียาพูด “แล้วภาพวาดนั้นมีลักษณะพิเศษอย่างไรบ้างคะ”
“ภาพวาดเป็นรูปผู้หญิงคนหนึ่งค่ะ” คุณปรียากล่าว “มีดวงตาที่เศร้าสร้อย แต่ก็มีความงามที่น่าค้นหา ผมของเธอยาวสลวย ใบหน้าของเธอถูกแต่งแต้มด้วยรอยยิ้มที่ดูเหมือนจะซ่อนความลับเอาไว้”
“ผู้หญิงคนนั้นคือใครคะ” เมษารีบถาม
คุณปรียาส่ายหน้า “ฉันไม่ทราบแน่ชัดค่ะ คุณตาของคุณธามไม่เคยปริปากบอกใคร เขาบอกเพียงว่าเธอเป็น ‘แรงบันดาลใจ’ ของเขา”
“แรงบันดาลใจ” เมษาพึมพำ “ฉันรู้สึกเหมือนกำลังต่อจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายที่สำคัญมากค่ะ” เธอหันไปหาธาม “คุณธาม คิดว่าผู้หญิงในภาพวาดนั้น จะเป็นคนที่คุณตาพูดถึงในจดหมายรึเปล่าคะ”
ธามครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “เป็นไปได้ครับ แต่ผมก็ยังไม่แน่ใจ คุณตาไม่เคยเอ่ยถึงผู้หญิงคนไหนเป็นพิเศษเลย”
“บางที” เมษากล่าว “คำตอบอาจจะซ่อนอยู่ในเทคนิคการวาด หรือในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่เรามองข้ามไป ฉันขออนุญาตนำภาพถ่ายของภาพวาดนั้นกลับไปศึกษาที่สตูดิโอได้ไหมคะ”
คุณปรียายิ้ม “แน่นอนค่ะ คุณธามมีภาพถ่ายเก็บไว้อยู่แล้ว”
ธามหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา เขาเลื่อนหาอยู่สักพักก่อนจะยื่นให้เมษา “นี่ครับ เป็นภาพถ่ายที่คุณตาให้ผมไว้เมื่อนานมาแล้ว”
เมษาทอดสายตาไปยังภาพถ่ายในมือถือ เธอรู้สึกถึงพลังบางอย่างที่แผ่ออกมาจากภาพวาดนั้น แม้จะเป็นเพียงภาพถ่าย แต่เธอก็สัมผัสได้ถึงอารมณ์และความรู้สึกที่ศิลปินตั้งใจจะสื่อออกมา “ขอบคุณค่ะ” เธอกล่าว “ฉันจะพยายามอย่างเต็มที่ค่ะ”
“ฉันเชื่อมือคุณเมษาค่ะ” คุณปรียากล่าวอย่างให้กำลังใจ “ขอให้คุณโชคดี”
เมษากลับมาที่สตูดิโอของเธอพร้อมกับภาพถ่ายในมือ หัวใจของเธอเต้นแรงด้วยความตื่นเต้นและความคาดหวัง เธอวางภาพถ่ายลงบนโต๊ะทำงาน เปิดไฟให้สว่างจ้า และเริ่มพิจารณารายละเอียดทีละส่วน เธอใช้แว่นขยายส่องดูทุกซอกทุกมุม พยายามมองหาความผิดปกติ หรือร่องรอยที่อาจจะถูกซ่อนไว้
“ผู้หญิงคนนี้… ดูคุ้นตาอย่างบอกไม่ถูก” เธอพึมพำกับตัวเอง “รอยยิ้มนั้น… ดวงตาคู่นั้น… เหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน”
เธอเริ่มลงมือวาดภาพร่างของผู้หญิงคนนั้นซ้ำอีกครั้ง พยายามจับอารมณ์และความรู้สึกที่ซ่อนอยู่ในภาพต้นฉบับ เธอเชื่อว่าในฐานะศิลปิน เธอจะสามารถสัมผัสได้ถึงสิ่งที่ศิลปินคนก่อนต้องการจะสื่อออกมา
เวลาผ่านไปหลายชั่วโมง เมษายังคงจมอยู่กับภาพวาดนั้น เธอรู้สึกเหมือนกำลังเดินทางย้อนเวลา กลับไปยังยุคสมัยที่คุณตาของธามยังมีชีวิตอยู่ เธอสัมผัสได้ถึงความรัก ความเศร้า และความปรารถนาที่ศิลปินผู้นั้นมีต่อหญิงสาวในภาพ
“นี่มัน… ไม่ใช่แค่ภาพเหมือน” เธออุทานออกมา “นี่มันคือบันทึกความรู้สึก… เป็นเหมือนบทกวีที่เขียนด้วยสี”
เธอหยิบดินสอขึ้นมาจรดลงบนกระดาษอีกครั้ง พยายามวาดเส้นผมที่พลิ้วไหวของหญิงสาว ดวงตาที่ทอดประกายเศร้าสร้อย และรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความลับ
“คุณตาของธาม… ท่านรักผู้หญิงคนนี้มากจริงๆ” เมษากล่าว “แต่ทำไมท่านถึงเลือกที่จะซ่อนเธอไว้ในภาพวาดแบบนี้ล่ะ”
เธอเริ่มสังเกตเห็นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ซ่อนอยู่ในภาพถ่าย สีที่ใช้ การลงน้ำหนักของพู่กัน เธอรู้สึกว่ามีบางอย่างกำลังบอกใบ้บางอย่างกับเธอ
“สีแดง… ตรงริมฝีปาก” เธอพึมพำ “มันดูสดใสเกินไปสำหรับภาพที่มีความเศร้าขนาดนี้… หรือว่า…”
ความคิดบางอย่างผุดขึ้นมาในหัวของเมษา เธอรีบคว้าสมุดบันทึกของเธอมาเปิดดู จดบันทึกความคิดที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
“ความลับที่ถูกซ่อน… หรือว่ามันถูกซ่อนเอาไว้ในสีสัน” เธอครุ่นคิด “คุณตาของธามอาจจะใช้เทคนิคพิเศษบางอย่าง เพื่อซ่อนข้อความ หรือสัญลักษณ์บางอย่างไว้ในภาพวาด”
เธอเริ่มค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับเทคนิคการวาดภาพแบบเก่าๆ ที่อาจจะมีการซ่อนความหมายไว้ เธอเปรียบเทียบเทคนิคการลงสีในภาพวาดนั้นกับภาพวาดอื่นๆ ที่เธอเคยศึกษา
“สีแดง… ความรัก? ความปรารถนา? หรือ… อันตราย?” เธอขมวดคิ้ว “แล้วสีเขียวที่ใช้กับชุดของเธอ… ความหวัง? ความอิจฉา?”
เมษาตระหนักดีว่าเธอใกล้จะได้คำตอบแล้ว ความรู้สึกที่เชื่อมโยงเธอกับภาพวาดนี้ มันไม่ใช่แค่ความรู้สึกของศิลปินต่อศิลปิน แต่มันเป็นความรู้สึกที่ลึกซึ้งกว่านั้น มันเหมือนกับว่าเธอสามารถสื่อสารกับศิลปินผู้นั้นได้ผ่านปลายพู่กัน
“ฉันต้องค้นหาความจริงให้เจอ” เธอตั้งมั่น “เพื่อธาม… เพื่อคุณปรียา… และเพื่อคุณตาของพวกเขา”
เธอใช้เวลาทั้งคืนหมกมุ่นอยู่กับการวิเคราะห์ภาพวาดนั้น จนกระทั่งแสงอาทิตย์เริ่มสาดส่องเข้ามาในสตูดิโอ เธอรู้สึกเหนื่อยล้า แต่ในขณะเดียวกันก็เต็มไปด้วยพลังและความหวัง
4,953 ตัวอักษร