ความตายที่พรากเราจากกัน

ตอนที่ 1 / 50

ตอนที่ 1 — บ้านอันเงียบงันหลังการจากลา

กลิ่นธูปหอมลอยอวลในบ้านที่เคยมีเสียงหัวเราะกึกก้อง บัดนี้กลับปกคลุมไปด้วยความเงียบที่หนักอึ้งเกินจะทนทาน รูปถ่ายของคุณวิชัย ชายวัยห้าสิบกลางๆ ที่ยืนยิ้มอย่างใจดี ถูกวางเด่นอยู่บนโต๊ะกลางห้องรับแขก ดวงตาของเขาที่เคยฉายแววอบอุ่น กลับจ้องมองมายังผู้คนที่ยังคงวนเวียนอยู่รอบๆ อย่างว่างเปล่า ราวกับจะบอกเล่าเรื่องราวที่ยังไม่จบสิ้น วิภา ภรรยาหม้ายวัยใกล้ห้าสิบของวิชัย นั่งนิ่งอยู่ที่โซฟาตัวโปรดของสามี มือเรียวงามที่เคยประดับแหวนแต่งงาน บัดนี้ว่างเปล่า ต่างจากเมื่อวันวานที่เคยจับมือสามีแน่นในทุกย่างก้าว เธอสวมชุดสีดำสนิท ใบหน้าซูบตอบ ดวงตาแดงก่ำบ่งบอกถึงการร้องไห้ที่ยาวนาน ดวงตาของเธอเหม่อลอย มองออกไปนอกหน้าต่างบานใหญ่ที่มองเห็นสวนหย่อมอันร่มรื่น ที่ซึ่งเธอและวิชัยเคยใช้เวลาพักผ่อนด้วยกันทุกบ่ายวันอาทิตย์ “แม่ครับ กินอะไรหน่อยนะครับ” เสียงทุ้มอ่อนโยนของวินัย ลูกชายคนโตดังขึ้น เขาพยายามยื่นถาดอาหารที่เต็มไปด้วยกับข้าวฝีมือแม่ ที่วันนี้เธอไม่ยอมแตะต้องให้ใกล้ตัววิภามากขึ้น วิภาเพียงส่ายหน้าเบาๆ “แม่ไม่หิว แม่แค่อยากอยู่เงียบๆ” “แม่นะครับ แม่ต้องดูแลตัวเองนะครับ” วินัยพยายามคะยั้นคะยอ “พ่อก็อยากให้แม่แข็งแรงนะครับ” คำว่า “พ่อ” ทำให้วิภาสะอึก เธอหันมามองวินัย ดวงตาคลอไปด้วยน้ำตาอีกครั้ง “แล้วถ้าแม่ไม่แข็งแรง ใครจะอยู่กับวินัยล่ะ” วินัยถอนหายใจเบาๆ เขาเข้าใจดีว่าแม่กำลังเสียใจมากเพียงใด การจากไปของพ่อเปรียบเสมือนเสาหลักของครอบครัวที่หักโค่นลงไป ทำให้ทุกคนต่างต้องเผชิญกับความจริงอันโหดร้าย “ผมอยู่ตรงนี้แล้วครับแม่” วินัยพูดพลางเข้าไปนั่งข้างๆ มารดา ลูบไหล่ของเธอเบาๆ “ผมจะดูแลแม่เอง” ไม่นานนัก เสียงฝีเท้าหนักแน่นก็ดังมาจากด้านในบ้าน เป็นเสียงของวิมล ลูกชายคนรองที่เพิ่งเดินทางกลับมาจากกรุงเทพฯ ใบหน้าคมเข้มของเขาดูเคร่งขรึม แววตาฉายความไม่พอใจบางอย่าง “ผมกลับมาแล้วครับ” วิมลประกาศเสียงดัง เดินตรงมายังบริเวณที่วิภาและวินัยนั่งอยู่ “แม่ครับ ผมว่าเราควรคุยเรื่องการจัดการทรัพย์สินกันได้แล้วนะครับ” คำพูดของวิมลทำให้วินัยชะงัก เขาหันไปมองน้องชายอย่างไม่พอใจ “นี่นายกำลังพูดเรื่องอะไรกันวิมล พ่อเพิ่งจะจากไปได้ไม่กี่วันเองนะ” วิภาเองก็เงยหน้าขึ้นมองวิมลด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความผิดหวัง “วิมล นี่แม่นะ แม่ขอร้องลูก อย่าเพิ่งพูดเรื่องนี้ได้ไหม” วิมลถอนหายใจอย่างหงุดหงิด “ผมก็ต้องพูดนะครับแม่ ถ้าเราไม่รีบจัดการ แล้วใครจะรับผิดชอบ” เขาหันไปมองวินัย “พี่ชายก็เอาแต่กอดแม่ไปวันๆ แบบนี้ แล้วใครจะทำอะไรเป็น” “นี่นายกำลังว่าผมเหรอ” วินัยลุกขึ้นยืนเผชิญหน้ากับน้องชาย “ผมก็กำลังดูแลแม่อยู่เหมือนกัน แล้วเรื่องทรัพย์สิน พ่อเขาจัดการไว้หมดแล้ว นายไม่ต้องห่วง” “รู้แล้วครับว่าพ่อจัดการไว้หมดแล้ว แต่ผมก็อยากรู้รายละเอียด ผมไม่ได้อยากได้อะไรมากไปกว่าสิ่งที่ควรจะเป็น” วิมลพูดเสียงแข็ง “แล้วที่แน่ๆ ผมไม่เข้าใจว่าทำไมผมต้องมานั่งฟังเรื่องที่พ่อทำพินัยกรรมยกสมบัติส่วนใหญ่ให้พี่วินัยคนเดียว” คำพูดของวิมลทำให้บรรยากาศยิ่งตึงเครียด วิภาตบเข่าตัวเองเบาๆ ด้วยความเสียใจ “วิชัย…เขาคงอยากให้วินัยดูแลแม่กับน้องๆ ได้ดี” “แต่นี่มันไม่ยุติธรรมเลยนะครับแม่” วิมลโพล่งออกมา “ผมก็เป็นลูกพ่อเหมือนกัน ทำไมผมถึงได้น้อยกว่าพี่วินัยตั้งเยอะ” “เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องสำคัญที่สุดตอนนี้” วินัยพยายามเข้ามาห้ามทัพ “สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้คือเราต้องผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปด้วยกัน” “สำหรับพี่อาจจะใช่ แต่สำหรับผม ไม่ใช่” วิมลประกาศกร้าว “ผมจะไม่อยู่เฉยๆ ถ้าผมรู้สึกว่าผมไม่ได้รับความเป็นธรรม” ทั้งสองพี่น้องจ้องหน้ากันด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความไม่เข้าใจและความขัดแย้ง วิภาได้แต่นั่งกุมมือตัวเองแน่น น้ำตาไหลรินลงมาอีกครั้ง การจากไปของวิชัยไม่ได้นำมาซึ่งความโศกเศร้าเพียงอย่างเดียว แต่มันยังเป็นชนวนที่จุดประกายความบาดหมางที่ซ่อนเร้นอยู่ในครอบครัวมานาน ให้ปะทุขึ้นมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ วินัยมองหน้าแม่ที่กำลังร้องไห้ สลับกับมองหน้าน้องชายที่กำลังโมโห เขารู้สึกเหนื่อยล้าเหลือเกิน เขาอยากจะให้ทุกอย่างกลับไปเป็นเหมือนเดิม อยากให้เสียงหัวเราะกลับมาดังในบ้านหลังนี้อีกครั้ง แต่เขารู้ดีว่ามันคงเป็นไปไม่ได้อีกแล้ว “ผมขอตัวก่อนนะครับ” วิมลพูดตัดบท พลางเดินออกจากห้องไป ทิ้งให้วิภาและวินัยนั่งอยู่ท่ามกลางความเงียบและความเศร้าที่มากขึ้นกว่าเดิม วินัยกลับมานั่งข้างๆ แม่ ลูบหลังปลอบโยน “ไม่เป็นไรนะครับแม่ ผมจะคุยกับวิมลเอง” วิภาส่ายหน้าเบาๆ “แม่ไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ววินัย บ้านเรา…มันกำลังจะแตกแยก” วินัยได้แต่กอดแม่แน่นขึ้น เขาไม่รู้ว่าอนาคตของครอบครัวจะเป็นเช่นไร แต่เขารู้เพียงว่าเขาจะต้องพยายามอย่างเต็มที่ เพื่อประคับประคองให้ครอบครัวผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปให้ได้

3,795 ตัวอักษร