ตอนที่ 2 — คลื่นอารมณ์ถาโถมไม่หยุดยั้ง
บรรยากาศภายในห้องพิจารณาคดีเต็มไปด้วยความตึงเครียด อา.ทิตย์นั่งอยู่ข้างทนายความของเขา ใบหน้าหล่อเหลาซีดเผือดลงไปกว่าเดิม เขาพยายามมองไปรอบๆ ห้อง แต่สายตาของเขากลับสบเข้ากับสายตาของผู้คนที่จ้องมองมาที่เขาด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งสมเพช สมน้ำหน้า และบางส่วนก็ยังคงเชื่อในความบริสุทธิ์ของเขา
"อา.ทิตย์ เจ้าได้ยินข้อกล่าวหาที่โจทก์ฟ้องร้องแล้วใช่ไหม" ผู้พิพากษาถามด้วยน้ำเสียงสุขุม
"ได้ยินครับท่าน" อา.ทิตย์ตอบเสียงสั่นเล็กน้อย
"เจ้าจะให้การอย่างไร"
"ผมไม่ได้กระทำผิดตามข้อกล่าวหาครับท่าน ผมไม่ได้ขโมยเงินของวัดไปแม้แต่บาทเดียว"
การแถลงการณ์ของเขาทำให้เกิดเสียงซุบซิบขึ้นในห้องพิจารณา ผู้ที่เชื่อในความบริสุทธิ์ของเขาก็โล่งใจ แต่ผู้ที่ตั้งแง่กับเขาก็ยิ่งปักใจเชื่อว่าเขากำลังโกหก
ทนายฝ่ายโจทก์ลุกขึ้นยืน เผชิญหน้ากับอา.ทิตย์ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะเอาผิด "คุณอา.ทิตย์ครับ จากหลักฐานที่เรามี การที่คุณปรากฏตัวในห้องเก็บเงินเพียงลำพังในช่วงเวลาดังกล่าว โดยไม่มีใครเห็นคุณออกมาจนกระทั่งเช้า มันเป็นข้อบ่งชี้ที่ชัดเจนว่าคุณคือผู้กระทำผิด คุณจะอธิบายเรื่องนี้อย่างไร"
"ผม...ผมออกมาก่อนหน้านั้นแล้วครับ พอดีผมลืมของบางอย่างไว้ในห้องทำงาน ผมเลยกลับเข้าไปเอา" อา.ทิตย์พยายามอธิบาย แต่คำพูดของเขากลับฟังดูอ่อนแรง และไม่น่าเชื่อถือเท่าที่ควร
"แต่ไม่มีใครเห็นคุณออกมาเลยนะครับ" ทนายโจทก์ย้อนถามทันที "และไม่มีพยานมายืนยันคำกล่าวอ้างของคุณเลย"
"ผม...ผมไม่ทราบครับ" อา.ทิตย์ก้มหน้า รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะจมน้ำตาย
"คุณอา.ทิตย์ครับ คุณทราบหรือไม่ว่าเงินที่หายไปเป็นจำนวนเท่าใด"
"ผมทราบครับ เป็นจำนวนเงินที่ญาติโยมตั้งใจนำมาบูรณะโบสถ์"
"และคุณก็ทราบถึงความสำคัญของเงินจำนวนนี้เป็นอย่างดีใช่ไหม"
"ครับ"
"แต่คุณกลับเลือกที่จะหยิบเงินจำนวนนี้ไป... โดยไม่รู้สึกผิดเลยหรือ" น้ำเสียงของทนายโจทก์เริ่มแข็งกร้าวขึ้น
"ผมไม่ได้หยิบไปครับ!" อา.ทิตย์ตะโกนสวนออกไปอย่างห้ามไม่อยู่ เขารู้สึกเหมือนถูกบีบคั้น จนแทบจะทนไม่ไหว "ผมถูกใส่ร้าย! ผมไม่ได้ทำ!"
"ใจเย็นๆ คุณอา.ทิตย์" ทนายความของเขาเตือนสติ
"คุณอย่าเพิ่งด่วนสรุปครับ" ทนายของอา.ทิตย์ลุกขึ้นยืน "ท่านโจทก์กำลังชี้นำให้ศาลเห็นไปในทางเดียว ทั้งที่ข้อเท็จจริงยังไม่ชัดเจน การที่อา.ทิตย์ปรากฏตัวในที่เกิดเหตุ ไม่ได้หมายความว่าเขาคือผู้กระทำผิดเสมอไป อาจจะมีบุคคลอื่นที่เข้ามาในภายหลัง หรืออาจจะมีเหตุการณ์อื่นที่เรายังไม่ทราบก็ได้"
การต่อสู้ในชั้นศาลดำเนินไปอย่างยืดเยื้อ วันแล้ววันเล่า อา.ทิตย์ต้องเผชิญกับการซักค้านที่แสนจะทรมาน เขารู้สึกเหมือนถูกลากเข้าไปในกองเพลิงที่พร้อมจะเผาไหม้ทุกสิ่งทุกอย่างของเขาให้มอดไหม้
เมื่อข่าวการพิจารณาคดีของอา.ทิตย์แพร่กระจายออกไป ยิ่งทำให้ชาวบ้านแตกออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งยังคงเชื่อมั่นในตัวอา.ทิตย์ และคอยให้กำลังใจเขาอยู่ห่างๆ อีกฝ่ายหนึ่งกลับยิ่งประณาม และเชื่อว่าอา.ทิตย์เป็นคนไม่ดีอย่างแน่นอน
"ฉันว่าอาทิตย์มันคงทำจริงๆ แหละ ไม่งั้นจะโดนฟ้องทำไม"
"แต่เขาก็เป็นคนดีมาตลอดนะ"
"ใครจะรู้ใจคน"
"เราต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกคน"
กลุ่มเพื่อนสนิทของอา.ทิตย์พยายามติดต่อเขา แต่ก็ถูกปฏิเสธจากผู้ใหญ่ในวัดที่เกรงว่าจะกระทบกระเทือนชื่อเสียงของวัด
"อา.ทิตย์ ตอนนี้พวกเราเป็นห่วงแกมากนะ" หนึ่งในเพื่อนสนิทของเขา "เกิดอะไรขึ้น บอกพวกเราได้นะ"
"ผม...ผมไม่เป็นไร" อา.ทิตย์ตอบเสียงอ่อย "ขอบคุณที่เป็นห่วงนะ"
"แกแน่ใจนะอา.ทิตย์? พวกเราเห็นข่าวแล้วรู้สึกแย่มาก"
"ผมรู้" อา.ทิตย์ถอนหายใจ "ผมก็หวังว่าความจริงจะปรากฏเร็วๆ นี้"
"แล้วเรื่องคดีความล่ะ เป็นยังไงบ้าง"
"ก็...กำลังสู้กันอยู่"
"ถ้าแกต้องการอะไร บอกได้เลยนะ อย่าเกรงใจ"
"ขอบคุณมากนะ" อา.ทิตย์รู้สึกอบอุ่นขึ้นเล็กน้อยที่ยังมีเพื่อนที่ยังคงเชื่อมั่นในตัวเขา
แต่แล้ววันหนึ่ง เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น ขณะที่อา.ทิตย์กำลังเดินออกจากศาล พร้อมกับพ่อของเขา ก็มีชายคนหนึ่งวิ่งเข้ามาหาเขาอย่างรวดเร็ว
"อา.ทิตย์! อย่าเพิ่งไป!" ชายคนนั้นตะโกนเรียก
อา.ทิตย์หันไปมองด้วยความประหลาดใจ ชายคนนั้นคือ "ประทีป" ชายหนุ่มที่เคยทำงานอยู่ในโบสถ์แห่งนี้มาก่อน แต่ถูกไล่ออกไปเมื่อหลายเดือนก่อน ด้วยข้อหาลักเล็กขโมยน้อย
"ประทีป! นายมีอะไร" อา.ทิตย์ถามด้วยความสงสัย
"ผม...ผมมีเรื่องอยากจะสารภาพ" ประทีปพูดเสียงสั่น "ผมเป็นคนขโมยเงินของวัดไปเองครับ! ผมเห็นแก่เงิน ผมเลยแอบเข้าไปตอนกลางคืน ผมขอโทษนะอา.ทิตย์"
คำสารภาพของประทีปทำให้ทุกคนที่ได้ยินถึงกับตะลึง อา.ทิตย์เองก็ตกใจจนพูดไม่ออก เขาไม่เคยคิดเลยว่าประทีปจะเป็นคนทำ
"นายพูดจริงเหรอประทีป" พ่อของอา.ทิตย์ถามด้วยความไม่แน่ใจ
"จริงครับ! ผมอยากจะสารภาพมานานแล้ว แต่ผมกลัว ผมได้แต่รอให้โอกาสมาถึง" ประทีปกล่าว "ผมเห็นว่าอา.ทิตย์กำลังจะรับผิดแทนผม ผมทนไม่ได้อีกต่อไปแล้ว"
ประทีปเล่ารายละเอียดทั้งหมดของการขโมยเงินให้ฟังอย่างละเอียด โดยมีพยานบางส่วนที่เคยเห็นประทีปมีพฤติกรรมน่าสงสัยในคืนนั้น
ข่าวการสารภาพของประทีปแพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว ชาวบ้านที่เคยตัดสินอา.ทิตย์ ต่างก็รู้สึกละอายใจกับสิ่งที่ตนเองได้ทำลงไป พวกเขาพากันมาขอโทษอา.ทิตย์ และแสดงความเสียใจที่ได้เข้าใจผิด
"อา.ทิตย์ ฉันขอโทษนะ ฉันไม่น่าตัดสินแกเลย" ชาวบ้านคนหนึ่งกล่าว
"ใช่ๆ เรามันโง่จริงๆ ที่เชื่อคำคนง่ายไป" อีกคนเสริม
อา.ทิตย์มองหน้าชาวบ้านเหล่านั้น เขาเห็นถึงความสำนึกผิดในแววตาของพวกเขา เขาค่อยๆ พยักหน้ารับคำขอโทษ
"ไม่เป็นไรครับ" อา.ทิตย์กล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "ผมเข้าใจว่าทุกคนก็รักวัด และไม่อยากให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น"
แม้ว่าความบริสุทธิ์ของเขาจะได้รับการพิสูจน์แล้ว แต่รอยแผลในใจของอา.ทิตย์ก็ยังคงอยู่ เขาไม่แน่ใจว่าตนเองจะกลับไปเป็นคนเดิมได้อีกหรือไม่
4,602 ตัวอักษร