ตอนที่ 25 — พยานปากสุดท้ายที่ถูกมองข้าม
ทนายความหนุ่มยืนสง่าอยู่เบื้องหน้าบัลลังก์สี่ด้วยน้ำเสียงหนักแน่น มือเรียวชี้ไปยังกองเอกสารที่วางอยู่บนโต๊ะ พยานหลักฐานที่รวบรวมมาตลอดหลายเดือนค่อยๆ ถูกนำเสนอทีละชิ้น แสดงให้เห็นถึงความไม่ชอบมาพากลในกระบวนการสืบสวนสอบสวน และโยงใยไปถึงบุคคลที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ทั้งหมด บัวแก้วยืนอยู่ข้างอาทิตย์ พลางกุมมือเขาแน่น หัวใจเต้นระรัวทุกครั้งที่ทนายกล่าวถึงรายละเอียดที่น่าสงสัย
"ท่านผู้พิพากษาที่เคารพ" ทนายความเริ่มกล่าว "เอกสารเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าการสอบปากคำพยานบางปากนั้นกระทำขึ้นภายใต้การข่มขู่และบีบบังคับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำให้การของนายสมชาย ซึ่งเป็นพนักงานทำความสะอาดของวัดในคืนเกิดเหตุ..."
เสียงของทนายความดังชัดเจนในห้องพิจารณาคดีที่เงียบสงัด ทุกสายตาจับจ้องไปยังทนายและเอกสารที่ทนายกำลังชี้แจง อาคันตุกะที่นั่งฟังอยู่บริเวณด้านหลังเริ่มกระซิบกระซาบกันอย่างหนาหู บัวแก้วเองก็ลอบมองใบหน้าของมารดาของเธอที่นั่งอยู่ไม่ไกล สีหน้าของท่านยังคงฉายแววแห่งความเจ็บปวดและความไม่เชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้น
"ตามที่นายสมชายให้การไว้กับดิฉันเป็นการส่วนตัว" ทนายกล่าวต่อ "เขาไม่เคยเห็นคุณอาทิตย์อยู่ในบริเวณกุฏิที่เกิดเหตุเลยในคืนนั้น ตรงกันข้าม เขาเห็นพระรูปหนึ่งกำลังเดินออกจากบริเวณดังกล่าวด้วยท่าทีมีพิรุธ... ท่าทีที่ชวนให้สงสัยว่ากำลังจะหลบหนี"
คำพูดของทนายทำให้เกิดเสียงฮือฮาขึ้นอีกครั้งในห้องพิจารณาคดี ผู้พิพากษาพยักหน้ารับฟังอย่างตั้งใจ แต่ก็ยังคงมีแววตาที่ประเมินสถานการณ์อยู่
"และเมื่อเราขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบกล้องวงจรปิดในบริเวณใกล้เคียง" ทนายกล่าว พลางหยิบแผ่นซีดีออกมา "เรากลับพบว่ามีการลบไฟล์วิดีโอในช่วงเวลาที่เกิดเหตุออกไปทั้งหมด... เป็นการกระทำที่บ่งชี้ถึงการพยายามปกปิดหลักฐานอย่างชัดเจน"
อาทิตย์บีบมือบัวแก้วเบาๆ เป็นเชิงให้กำลังใจ เขาเหลือบมองไปยังเจ้าอาวาสวัดซึ่งนั่งหน้าตาเฉยเมยอยู่ไม่ไกล สายตาของทั้งสองประสานกันครู่หนึ่ง แววตาของอาทิตย์เต็มไปด้วยคำถามและความไม่เข้าใจ ในขณะที่แววตาของเจ้าอาวาสกลับมีร่องรอยของความเย็นชาและเย่อหยิ่ง
"แต่ที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้น" ทนายความกล่าวเสียงดังขึ้น "คือการค้นพบเอกสารการโอนเงินจำนวนมหาศาลจากบัญชีของวัด ไปยังบัญชีส่วนตัวของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการสืบสวนสอบสวน... เป็นจำนวนเงินที่มากพอที่จะซื้อความเงียบของพยาน หรือแม้กระทั่งซื้อความยุติธรรม"
บัวแก้วสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เธอรู้ดีว่าทนายกำลังกล่าวถึงใคร ความรู้สึกผิดหวังและโกรธแค้นที่ถูกหักหลังพลุ่งพล่านขึ้นมาในอก
"ทั้งหมดนี้" ทนายสรุป "ล้วนเป็นหลักฐานที่ชี้ให้เห็นถึงการจัดฉาก และการใส่ร้ายคุณอาทิตย์ เพื่อปกปิดความผิดบางอย่างของบุคคลผู้มีอิทธิพล และเพื่อปกป้องชื่อเสียงของวัด... ซึ่งขัดแย้งกับหลักการแห่งความจริงและความยุติธรรมที่ศาสนาควรจะเป็น"
ทันใดนั้น เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากแถวหลัง
"เดี๋ยวก่อน!"
ทุกคนหันไปมอง ต้นเสียงคือหญิงชราคนหนึ่ง ใบหน้าอิดโรย แต่ดวงตาฉายแววเด็ดเดี่ยว เธอคือแม่ของนายสมชาย พนักงานทำความสะอาดคนนั้น
"ฉันคือแม่ของสมชาย" หญิงชรากล่าวเสียงสั่น "ลูกของฉันถูกข่มขู่ให้โกหก... พวกเขาบอกว่าถ้าลูกไม่ให้การปรักปรำคุณอาทิตย์ ลูกจะมีอันเป็นไป"
ผู้พิพากษาโบกมือเป็นสัญญาณให้หญิงชราขึ้นมาบนบัลลังก์
"คุณแม่ครับ" ทนายความกล่าวอย่างอ่อนโยน "โปรดเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ศาลได้รับฟัง"
หญิงชราเล่าเรื่องราวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด ลูกชายของเธอถูกกดดันอย่างหนักจากบุคคลที่เธอไม่รู้จักหน้าตา แต่เธอจำได้ว่าคนเหล่านั้นมีรูปร่างสูงใหญ่ และมีท่าทีคุกคาม ลูกชายของเธอกลัวมาก จนยอมทำตามที่พวกเขาบอก
"พวกมันบอกว่า... ถ้าฉันไม่บอกว่าเห็นคุณอาทิตย์ตรงนั้น... พวกมันจะทำให้ลูกฉันหายไป" หญิงชรากล่าว พลางกุมมือของบัวแก้วที่เข้ามาประคอง "ลูกฉันเห็นจริงๆ ค่ะ... เห็นพระอีกองค์หนึ่ง... กำลังรีบเดินออกมาจากตรงนั้น... ตอนที่เกิดเรื่อง"
"พระองค์นั้นคือใครครับ?" ทนายความถามอย่างเร่งรีบ
"ฉัน... ฉันไม่แน่ใจค่ะ... แต่ฉันจำได้ว่า... ท่านมีรอยสักเป็นรูปพญานาคที่ข้อมือซ้าย..."
คำพูดของหญิงชราทำให้บรรยากาศในห้องพิจารณาคดีตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง อาคันตุกะหลายคนเริ่มมองหน้ากันด้วยความสงสัย เจ้าอาวาสหน้าซีดลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ยังคงพยายามรักษามาด
"รอยสักพญานาคที่ข้อมือซ้าย?" ทนายความทวนคำ "คุณแม่แน่ใจหรือครับ?"
"แน่ใจค่ะ" หญิงชราตอบเสียงหนักแน่น "ฉันเห็นชัดเจน... ตอนที่ท่านเดินผ่านแสงไฟ..."
อาทิตย์มองไปยังเจ้าอาวาสด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว เขาเริ่มเข้าใจบางอย่างที่ซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลังทั้งหมดนี้
"ท่านผู้พิพากษาที่เคารพ" ทนายความกล่าว "หลักฐานชิ้นสำคัญนี้ได้ถูกเปิดเผยแล้ว... ข้าพเจ้าเชื่อว่าศาลคงจะประจักษ์ถึงความจริง..."
บัวแก้วมองไปยังอาทิตย์ ใบหน้าของเขากลับมามีความหวังอีกครั้ง แต่เธอก็ยังอดเป็นห่วงไม่ได้ ความจริงที่กำลังจะเปิดเผยนี้ อาจจะนำพาอันตรายมาสู่พวกเขาอีกครั้ง
"เราจะต้องระมัดระวังให้มาก" อาถิตย์กระซิบข้างหูบัวแก้ว "ความจริงที่ถูกซ่อนเร้นมานานมักจะทำให้คนที่พยายามเปิดเผยต้องเผชิญกับแรงต่อต้านที่รุนแรง"
"ฉันรู้ค่ะ" บัวแก้วตอบ "แต่เราจะสู้จนถึงที่สุด... เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของคุณ"
เสียงผู้พิพากษาดังขึ้น เป็นการขอให้คู่ความทั้งสองฝ่ายเตรียมพร้อมสำหรับการสืบพยานเพิ่มเติม ทนายความของฝ่ายจำเลยยิ้มอย่างมีความหวัง สวนทางกับใบหน้าที่ซีดเผือดของเจ้าอาวาส
"เรื่องนี้มันจะไม่ง่ายอย่างที่คิดนะบัวแก้ว" อาถิตย์กล่าว "พวกมันจะไม่มีวันยอมให้ความจริงเปิดเผยออกมาง่ายๆ"
"หนูรู้ค่ะ" บัวแก้วตอบ "แต่เรามีหลักฐาน... และเรามีพยานปากสำคัญ"
เธอเหลือบมองไปยังหญิงชราที่นั่งอยู่ข้างๆ ทนายความของเธอ หญิงชราคนนี้อาจเป็นความหวังสุดท้ายที่จะทำให้อาทิตย์หลุดพ้นจากข้อกล่าวหาที่เขาไม่ได้ก่อ
"แต่เรายังขาดหลักฐานชิ้นสุดท้าย" ทนายความกล่าวกับบัวแก้วและอาทิตย์ หลังจากออกจากห้องพิจารณาคดี "เราต้องหาตัวพระรูปนั้นให้พบ... คนที่มีรอยสักพญานาคที่ข้อมือซ้าย"
"แล้วเราจะหาท่านเจอได้อย่างไรคะ" บัวแก้วถามด้วยความเป็นห่วง
"เราต้องเริ่มจากการตรวจสอบรายชื่อพระที่จำพรรษาอยู่ที่วัดในช่วงเวลาดังกล่าว" ทนายความตอบ "และต้องสืบหาว่ามีพระรูปใดบ้างที่มีลักษณะตรงตามที่แม่ของนายสมชายให้การไว้"
อาทิตย์พยักหน้าเห็นด้วย "ผมจะช่วยคุณเต็มที่"
"ขอบคุณค่ะอาทิตย์" บัวแก้วกล่าว "เราจะผ่านเรื่องนี้ไปด้วยกัน"
เย็นวันนั้น บัวแก้วและอาทิตย์ไปหาพระสมุทรอีกครั้งที่กุฏิเก่าของท่าน
"พระอาจารย์ครับ" บัวแก้วเริ่มกล่าว "เราได้พยานปากสำคัญเพิ่มอีกคนหนึ่งแล้ว เขาบอกว่าคืนเกิดเหตุ เห็นพระรูปหนึ่งกำลังเดินออกจากกุฏิด้วยท่าทีมีพิรุธ พระรูปนั้นมีรอยสักพญานาคที่ข้อมือซ้าย"
พระสมุทรเงียบไปครู่หนึ่ง สีหน้าของท่านดูเคร่งเครียดขึ้น
"รอยสักพญานาคที่ข้อมือซ้าย?" พระสมุทรทวนคำ "น่าจะเป็นไปได้..."
"ท่านพอจะทราบไหมครับว่าใครคือพระรูปนั้น" อาถิตย์ถาม
"วัดเรามีพระที่จำพรรษาอยู่หลายรูป" พระสมุทรตอบ "แต่เท่าที่จำได้... มีพระรูปหนึ่งที่ชอบสักยันต์... และเคยสักรูปพญานาคไว้ที่แขน..."
"พระรูปนั้นชื่ออะไรครับ?" บัวแก้วถามอย่างใจจดใจจ่อ
"พระรูปนั้น... ชื่อพระหาญ" พระสมุทรตอบ "แต่ตอนนี้... เขาไม่อยู่ที่วัดแล้ว"
"ไม่อยู่ที่วัดแล้ว?" อาถิตย์อุทาน "แล้วท่านไปอยู่ที่ไหนครับ?"
"เขาลาสิกขาไปเมื่อหลายเดือนก่อน" พระสมุทรกล่าว "หลังจากเกิดเหตุการณ์... เขาก็หายตัวไปอย่างลึกลับ... ไม่มีใครรู้ว่าไปอยู่ที่ไหน"
บัวแก้วหน้าเสีย "แล้วเราจะตามหาท่านเจอได้อย่างไรคะ"
"อย่าเพิ่งหมดหวัง" พระสมุทรกล่าว "ก่อนที่เขาจะหายตัวไป... เขาเคยบอกกับฉันว่า... หากมีเรื่องอะไร... ให้ลองไปถามหาเขาที่บ้านเก่าของเขา... ซึ่งอยู่ที่จังหวัดทางภาคเหนือ"
"บ้านเก่าของท่านอยู่จังหวัดไหนครับ?" อาถิตย์ถาม
"อำเภอแม่ริม... จังหวัดเชียงใหม่" พระสมุทรตอบ "แต่ฉันก็ไม่แน่ใจว่า... ตอนนี้บ้านนั้นยังอยู่หรือไม่... และมีใครอาศัยอยู่บ้าง"
บัวแก้วมองอาทิตย์ สีหน้าของทั้งสองเต็มไปด้วยความกังวล แต่ก็ยังมีความหวังริบหรี่
"เราต้องไปตามหาพระหาญ" อาถิตย์ตัดสินใจ "เขาคือพยานปากสำคัญคนสุดท้ายของเรา"
"แต่การเดินทางไปเชียงใหม่ตอนนี้... คงไม่ใช่เรื่องง่าย" บัวแก้วกล่าว "เรายังต้องติดตามคดีในศาลอยู่"
"เราจะหาทาง" อาถิตย์ยืนยัน "ฉันจะไปตามหาพระหาญด้วยตัวเอง"
"ไม่ค่ะอาทิตย์" บัวแก้วค้าน "หนูจะไปด้วย"
"แต่..."
"หนูจะไปด้วยค่ะ" บัวแก้วยืนกราน "เราต้องทำทุกอย่างเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของคุณ"
พระสมุทรพยักหน้าอย่างเข้าใจ "ขอให้พวกเจ้าเดินทางปลอดภัย"
"ขอบคุณค่ะพระอาจารย์" บัวแก้วกล่าว
เมื่อเดินทางกลับจากวัด บัวแก้วและอาทิตย์หารือกันถึงแผนการเดินทางไปยังเชียงใหม่ พวกเขารู้ดีว่าการเดินทางครั้งนี้มีความเสี่ยงสูง แต่เพื่อความยุติธรรมแล้ว พวกเขาพร้อมที่จะทุ่มเททุกอย่าง
"เราอาจจะต้องแอบไป" อาถิตย์กล่าว "เพราะถ้าเจ้าอาวาสรู้ว่าเรากำลังจะไปตามหาพระหาญ เขาอาจจะหาทางขัดขวางเรา"
"หนูเข้าใจค่ะ" บัวแก้วตอบ "เราจะรอบคอบที่สุด"
การเดินทางครั้งนี้จึงเป็นเหมือนการเดิมพันครั้งสุดท้ายของพวกเขา เพื่อนำความจริงมาสู่แสงสว่าง และเพื่อกอบกู้ชื่อเสียงของอาทิตย์กลับคืนมา
7,327 ตัวอักษร