เมื่อศรัทธาถูกทดสอบ

ตอนที่ 4 / 43

ตอนที่ 4 — ความหวังริบหรี่ในวันที่มืดมน

อา.ทิตย์กลับไปทำงานที่โบสถ์อีกครั้ง แต่ครั้งนี้ทุกอย่างดูไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป แม้ว่าชาวบ้านส่วนใหญ่จะคลี่คลายความสงสัยและกลับมาให้ความเคารพเขาเหมือนเดิม แต่ก็ยังมีบางสายตาที่มองเขาด้วยความเคลือบแคลง บางคำพูดที่กระซิบกระซาบยังคงตามหลอกหลอนเขาอยู่ไม่ห่าง การกลับมาครั้งนี้ไม่ได้หอมหวานเหมือนดังที่เขาเคยคาดหวังไว้ ความรู้สึกผิด ความอับอาย และความเจ็บปวดที่เคยถูกตราหน้าว่าเป็นคนผิด ยังคงเป็นเงาตามตัวที่ไม่อาจสลัดทิ้งไปได้ง่ายๆ จิตใจของเขาที่เคยเต็มเปี่ยมไปด้วยศรัทธาและความสงบสุข บัดนี้กลับถูกปกคลุมด้วยม่านหมอกแห่งความสับสนและความไม่แน่นอน "อ.ทิตย์ กลับมาแล้วหรือครับ" เสียงทักทายของแม่ชีแสงดาวดังขึ้นพร้อมรอยยิ้มที่ดูจะฝืนเล็กน้อย "ท่านเจ้าอาวาสท่านคิดถึงท่านมากเลยนะครับ" อา.ทิตย์พยักหน้ารับเบาๆ "ขอบคุณครับแม่ชี ผมเองก็คิดถึงที่นี่เหมือนกัน" เขาพยายามปรับสีหน้าให้ดูเป็นปกติที่สุด แม้ภายในใจจะรู้สึกโหวงเหวงอย่างบอกไม่ถูก "ท่านเจ้าอาวาสอยู่ที่ไหนครับ ผมอยากจะเข้าไปกราบท่าน" "อยู่ที่ห้องทำงานของท่านครับ ท่านกำลังรอท่านอยู่พอดีเลยครับ" แม่ชีแสงดาวตอบพลางผายมือเชิญให้เขาเดินนำหน้าไป "เชิญทางนี้ครับ" อา.ทิตย์เดินตามแม่ชีแสงดาวไปยังห้องทำงานของท่านเจ้าอาวาส หัวใจของเขากระตุกวูบเมื่อนึกถึงการเผชิญหน้าครั้งแรกหลังจากผ่านมรสุมชีวิตอันหนักหน่วง ท่านเจ้าอาวาสเป็นผู้มีพระคุณกับเขาอย่างแท้จริง ท่านเป็นคนเดียวที่เชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ของเขามาตลอด ยามที่คนทั้งหมู่บ้านรุมประณาม ท่านเจ้าอาวาสกลับยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือและเป็นที่พึ่งให้เขา เมื่อมาถึงหน้าห้องทำงาน ท่านเจ้าอาวาสก็เปิดประตูออกมาพอดี ร่างท้วมท้นของท่านดูอ่อนเพลียกว่าที่อา.ทิตย์เคยเห็น ใบหน้าเปี่ยมเมตตาของท่านมีริ้วรอยลึกกว่าเดิมเล็กน้อย แต่ดวงตาของท่านยังคงฉายแววแห่งความอบอุ่นและความเข้าใจ "อา.ทิตย์ มาแล้วรึ" ท่านเจ้าอาวาสเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่าเล็กน้อย "เข้ามาสิ เข้ามา" อา.ทิตย์ก้าวเข้าไปในห้องทำงานที่คุ้นเคย กลิ่นหอมอ่อนๆ ของธูปและน้ำมันตะเกียงยังคงอบอวลอยู่เหมือนเดิม แต่บรรยากาศกลับดูเงียบเหงาผิดปกติ เขายื่นมือพนมไหว้ท่านเจ้าอาวาสด้วยความเคารพอย่างสูง "กราบเรียนท่านเจ้าอาวาสครับ" "ลุกขึ้นเถิดอา.ทิตย์ ไม่ต้องมากพิธี" ท่านเจ้าอาวาสผายมือเชิญให้นั่งลงบนเก้าอี้ตัวเก่า "เป็นอย่างไรบ้าง สบายดีนะ" "ผมสบายดีครับท่าน" อา.ทิตย์ตอบ พลางมองสำรวจท่านเจ้าอาวาสอย่างสังเกต "แต่ผมเป็นห่วงท่านมากกว่า ท่านดู...โทรมไปนะครับ" ท่านเจ้าอาวาสหัวเราะเบาๆ เสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า "ก็แก่แล้วล่ะสิ ร่างกายมันไม่เหมือนหนุ่มๆ แล้ว ไหนจะเรื่องของเจ้าอีกที่ทำให้ข้าเป็นห่วง" ท่านถอนหายใจยาว "แต่ตอนนี้ทุกอย่างก็ผ่านพ้นไปแล้ว ดีใจที่เจ้ากลับมายืนอยู่ตรงนี้ได้อีกครั้ง" "ผมต้องขอขอบพระคุณท่านอีกครั้งครับท่าน" อา.ทิตย์กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "หากไม่มีท่าน ผมคงไม่รู้จะทำอย่างไร" "อย่าได้พูดเช่นนั้นเลย" ท่านเจ้าอาวาสโบกมือ "เจ้าทำความดีมาตลอด เป็นธรรมดาที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์จะคุ้มครองคนดี" ท่านหยุดนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง "แต่เรื่องราวที่เกิดขึ้น มันก็ได้ทิ้งรอยแผลไว้ในใจของเจ้า และในใจของคนในหมู่บ้านเช่นกัน" อา.ทิตย์พยักหน้ารับ เขารู้ดีถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น "ผมเข้าใจครับท่าน" "การกลับมาครั้งนี้ เจ้าอาจจะต้องเผชิญกับความท้าทายอีกมาก" ท่านเจ้าอาวาสกล่าว "ไม่ใช่ทุกคนที่จะลืมเรื่องราวที่ผ่านมาได้ง่ายๆ ยังคงมีคนที่ยังคงสงสัย ยังคงตำหนิเจ้าอยู่" "ผมเตรียมใจไว้แล้วครับท่าน" อา.ทิตย์ตอบ แม้ว่าคำพูดของท่านเจ้าอาวาสจะตอกย้ำความรู้สึกไม่มั่นคงในใจของเขา "ผมจะพยายามทำหน้าที่ของผมให้ดีที่สุด เพื่อพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าผมเป็นคนอย่างไร" "ดีแล้ว" ท่านเจ้าอาวาสพยักหน้าอย่างชื่นชม "ความดีของเจ้านั่นแหละ จะเป็นเครื่องพิสูจน์ที่ดีที่สุด" ท่านยื่นมือมาวางบนบ่าของอา.ทิตย์ "เจ้าไม่ต้องกดดันตัวเองมากเกินไปนะ ค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป" "ครับท่าน" "อา.ทิตย์" ท่านเจ้าอาวาสกล่าวต่อ "เจ้าประทีปสารภาพผิดแล้ว แต่การสารภาพของเขา ก็เหมือนการเปิดบาดแผลเก่าให้ลุกลามอีกครั้ง" อา.ทิตย์เงียบไป เขาเข้าใจสิ่งที่ท่านเจ้าอาวาสหมายถึง การที่ประทีปสารภาพผิด ได้ทำให้ชาวบ้านบางส่วนเกิดความรู้สึกโกรธแค้นประทีปอย่างรุนแรง ในขณะเดียวกัน ก็ยังมีบางส่วนที่ยังคงมองเขาด้วยสายตาที่เหมือนจะบอกว่า "สุดท้ายเจ้าก็เคยถูกกล่าวหา" ความรู้สึกผิดในอดีตของประทีป กลายเป็นความหวังที่สั่นคลอนสำหรับอา.ทิตย์ "ผมรู้ครับท่าน" อา.ทิตย์ตอบเสียงเบา "บางที การพิสูจน์ตัวเอง อาจจะยากกว่าที่ผมคิดไว้" "อย่าเพิ่งท้อถอยไปอา.ทิตย์" ท่านเจ้าอาวาสปลอบโยน "ทุกสิ่งทุกอย่างต้องใช้เวลา" ท่านหันไปมองออกไปนอกหน้าต่าง "ข้าเองก็รู้สึกเสียใจที่เรื่องราวบานปลายไปถึงขนาดนี้" "ผมไม่โทษใครครับท่าน" อา.ทิตย์ยืนยัน "ผมโทษตัวเองที่เคยอ่อนแอ...ที่เคยเกือบจะยอมแพ้" "แต่เจ้าก็ไม่ยอมแพ้" ท่านเจ้าอาวาสเน้นย้ำ "นั่นแหละคือสิ่งสำคัญ" ท่านมองเข้าไปในดวงตาของอา.ทิตย์ "เจ้าจะกลับมาช่วยงานที่โบสถ์เหมือนเดิมใช่หรือไม่" "ครับท่าน ผมจะทำหน้าที่ของผมอย่างเต็มกำลัง" "ดีมาก" ท่านเจ้าอาวาสยิ้มบางๆ "ข้าจะให้เจ้าดูแลเรื่องการสอนธรรมะเด็กๆ เหมือนเดิมนะ เด็กๆ คงคิดถึงเจ้ามาก" "ผมก็คิดถึงพวกเขาครับ" อา.ทิตย์ตอบด้วยรอยยิ้มที่เริ่มจะจริงใจขึ้นมาบ้าง "ผมจะพยายามทำให้ดีที่สุดครับ" หลังจากออกจากห้องทำงานของท่านเจ้าอาวาส อา.ทิตย์ก็เดินไปที่ห้องโถงใหญ่ของโบสถ์ บรรยากาศยังคงเงียบสงัด มีเพียงเสียงพัดลมที่สั่นไหวเป็นระยะ เขาเดินไปที่มุมหนึ่งของห้อง ซึ่งเป็นที่ตั้งของรูปปั้นพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่เขาเคยร่วมสร้างมากับมือ ทุกครั้งที่เขามองดูรูปปั้นนี้ เขามักจะรู้สึกถึงความสงบและพลังใจที่เพิ่มขึ้น แต่ครั้งนี้ ความสงบนั้นกลับเลือนรางไป เขาได้ยินเสียงกระซิบกระซาบจากกลุ่มแม่ชีที่กำลังกวาดพื้นอยู่ไม่ไกล "เห็นไหม...ถึงจะพ้นผิดไปแล้ว แต่ก็ยังดีที่เขากลับมา" "ก็ไม่รู้สิ...เรื่องมันผ่านมาแล้วก็ผ่านไป แต่บางที...ความรู้สึกมันก็ฝังใจนะ" "ใช่ๆ ฉันเองก็ยังรู้สึกแปลกๆ อยู่บ้าง" อา.ทิตย์ได้ยินทุกคำพูดนั้นอย่างชัดเจน แม้จะพยายามทำเป็นไม่ได้ยิน แต่คำพูดเหล่านั้นก็เหมือนมีดกรีดลงบนบาดแผลที่ยังไม่ทันหายดี เขาหลับตาลง สูดหายใจลึกๆ พยายามรวบรวมสติ "อา.ทิตย์" เสียงของแม่ชีแสงดาวดังขึ้นอีกครั้ง "ถึงเวลาแล้วนะคะ ที่จะเริ่มสอนเด็กๆ แล้วค่ะ" อา.ทิตย์ลืมตาขึ้น เขามองไปยังกลุ่มเด็กๆ ที่นั่งรวมตัวกันอยู่หน้าห้องเรียนเล็กๆ ดวงตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความสดใสและไร้เดียงสา ราวกับว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นไม่ได้ส่งผลกระทบต่อพวกเขาเลย "ครับแม่ชี" อา.ทิตย์ตอบรับ พลางเดินตรงไปยังกลุ่มเด็กๆ รอยยิ้มที่เขาเคยมีให้พวกเขาอย่างเต็มเปี่ยม บัดนี้กลับมีบางอย่างที่ขาดหายไป เขาพยายามอย่างยิ่งที่จะฉายรอยยิ้มที่อบอุ่นและมั่นคงให้พวกเขาเห็น "สวัสดีจ้ะเด็กๆ" อา.ทิตย์เอ่ยทักทาย เสียงของเขาฟังดูหนักแน่น แต่แฝงไปด้วยความเหนื่อยอ่อน "วันนี้ครูจะมาเล่านิทานเรื่อง...เด็กชายกับดอกไม้" เด็กๆ ส่งเสียงร้องอย่างตื่นเต้น "เย้!" อา.ทิตย์เริ่มเล่านิทาน เขาพยายามใช้เสียงที่สดใสและน่าสนใจ แต่ในใจเขากลับรู้สึกถึงภาระอันหนักอึ้ง เขารู้ดีว่า การกลับมาครั้งนี้ไม่ใช่จุดเริ่มต้นใหม่ที่สดใส แต่เป็นเพียงการเริ่มต้นของการต่อสู้ครั้งใหม่ ที่เขาต้องใช้ทุกวิถีทางเพื่อเยียวยาหัวใจของตนเอง และเพื่อพิสูจน์คุณค่าที่แท้จริงของเขาให้โลกได้รับรู้

5,967 ตัวอักษร