สายใยจากริมคลอง

ตอนที่ 34 / 49

ตอนที่ 34 — ความจริงที่เปิดเผยกับอัสนี

“ฉัน…ไม่…รู้…ว่า…คุณ…อัสนี…จะ…เชื่อ…หรือ…เปล่า…” มะลิเริ่มพูด เสียงยังคงสั่นเครือแต่มีความหนักแน่นมากขึ้น เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามรวบรวมสติที่กระเจิดกระเจิงไปให้กลับคืนมา ภาพของเชฟนนท์ที่ยืนอยู่ตรงหน้าเธอเมื่อไม่นานมานี้ ยังคงชัดเจนในมโนภาพ ใบหน้าเปื้อนน้ำตาที่เล่าเรื่องราวในอดีตที่เธอไม่เคยล่วงรู้ สร้อยคอเส้นเดียวกันที่อยู่บนคอของเขา และความจริงที่ว่าเธอคือลูกสาวที่หายไปของท่านหญิงบุปผา มันเป็นเรื่องราวที่เหลือเชื่อราวกับหลุดออกมาจากนิยายน้ำเน่า แต่ทุกอย่างมันมีหลักฐาน ทุกอย่างมันคือความจริง อัสนีเฝ้ามองมะลิด้วยสายตาที่อ่อนโยนและเข้าใจ เขาก้าวเข้าไปใกล้อีกเล็กน้อย วางมือลงบนไหล่ของเธอเบาๆ เป็นการปลอบโยนที่เงียบงันแต่เปี่ยมไปด้วยความหมาย “มะลิ ฉันเชื่อเธอ” เขาตอบเสียงทุ้ม “ไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไร ฉันจะอยู่ตรงนี้กับเธอเสมอ” คำพูดนั้นเหมือนสายน้ำเย็นที่ชโลมจิตใจที่กำลังร้อนรุ่มของมะลิให้สงบลง เธอเงยหน้าขึ้นสบตากับอัสนี ดวงตาของเขาฉายแววของความจริงใจที่เธอสัมผัสได้ “คุณนนท์…เขา…เขาคือคุณพ่อของฉันเองค่ะ” มะลิเอ่ยออกมาอย่างแผ่วเบา คำว่า ‘พ่อ’ หลุดออกจากปากของเธอเป็นครั้งแรกหลังจากที่พรากจากกันมานานแสนนาน มันมีความรู้สึกหลากหลายประดังประเดเข้ามา ทั้งความโกรธ ความเสียใจ ความสับสน และความหวังที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้น “ท่านหญิงบุปผา…ท่านคือแม่ของฉัน…แล้ว…แล้วเรื่องที่ฉันต้องแต่งงาน…มันเป็นเพราะ…เพราะคุณหญิงบุปผา…บังคับ…ท่านอยากให้ฉัน…แต่งงานกับคุณ…” น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ก็ไหลรินลงมาอีกครั้ง เธอเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่ได้ยินจากปากของเชฟนนท์ให้แก่อัสนีฟังอย่างละเอียด ตั้งแต่เรื่องราวความรักที่ต้องห้ามของพ่อแม่ การถูกส่งตัวไปอยู่กับญาติห่างๆ เพื่อปกปิด การที่เธอถูกพรากจากครอบครัวตั้งแต่เด็ก การเติบโตมาในชุมชนริมคลองโดยที่ไม่เคยรู้ชาติกำเนิดที่แท้จริง จนกระทั่งวันนี้ที่ความจริงทั้งหมดได้ถูกเปิดเผย “สร้อยคอเส้นนี้…” มะลิยกสร้อยคอขึ้นมาให้ดู “คุณนนท์บอกว่ามันเป็นของแม่…ของท่านหญิงบุปผา…แม่เคยบอกไว้ว่า…ถ้าฉันเจอคนที่ดี…คนที่รักฉันจริงๆ…ให้มอบสร้อยคอเส้นนี้ให้เขา…มันเป็นเหมือนคำอวยพร…และเป็นเครื่องยืนยันความรัก…” มะลิมองอัสนีด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกที่อัดอั้น “ฉัน…ฉันไม่รู้ว่าความรู้สึกของฉันที่มีต่อคุณ…มันใช่ความรักหรือเปล่า…แต่…ฉัน…ฉันรู้สึกสบายใจเวลาอยู่กับคุณ…คุณดูแลฉัน…คุณเข้าใจฉัน…แล้ว…วันนี้…ฉันได้รู้ความจริง…ว่าคุณพ่อ…และคุณแม่…ท่านรักฉันมาก…ถึงแม้ว่า…เส้นทางชีวิตของท่านทั้งสองจะไม่ได้สุขสมหวัง…แต่…ท่านก็พยายามอย่างที่สุด…เพื่อฉัน…” อัสนีฟังทุกคำพูดของมะลิด้วยความตั้งใจ เขาไม่ได้ขัดจังหวะ ปล่อยให้เธอได้ระบายความในใจออกมาจนหมด เขารู้ดีว่าเรื่องราวเหล่านี้หนักหนาเพียงใดสำหรับเธอ การค้นพบตัวตนที่แท้จริง การต้องมาเผชิญหน้ากับอดีตอันซับซ้อนของครอบครัว มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย “ฉันเข้าใจนะมะลิ” อัสนีพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “มันคงเป็นเรื่องที่ยากลำบากมากสำหรับเธอที่จะยอมรับความจริงทั้งหมดนี้…แต่จำไว้ว่า…ไม่ว่าอดีตจะเป็นอย่างไร…อนาคตของเรา…เราสร้างมันขึ้นมาเองได้” เขาดึงมือของมะลิขึ้นมาจรดริมฝีปากอย่างแผ่วเบา “ฉันเองก็มีเรื่องที่อยากจะบอกเธอเหมือนกัน” มะลิเงยหน้าขึ้นมองอัสนีด้วยความประหลาดใจ “คุณ…มีอะไรจะบอกฉันหรือคะ” “ฉัน…แอบดูสร้อยคอเส้นนั้นของเธอมานานแล้ว” อัสนีเริ่มต้นเล่า “มันมีความคล้ายคลึงอย่างมากกับสร้อยคอของแม่ฉัน…แม่ฉันเคยเล่าให้ฟังว่า…ท่านมีน้องสาวที่พลัดพรากจากกันไปตั้งแต่เด็ก…แล้วก็…สร้อยคอเส้นนั้น…ท่านหญิงบุปผา…แม่ของเธอ…ท่านก็คือ…น้องสาวที่แม่ของฉันตามหามาตลอดชีวิต” มะลิเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง นี่มันเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด “คุณ…คุณหมายความว่า…คุณกับฉัน…เราเป็น…ลูกของพี่น้อง…อย่างนั้นหรือคะ” “ใช่” อัสนีพยักหน้า “แม่ของฉัน…คุณหญิงดารารัตน์…ท่านคือพี่สาวของท่านหญิงบุปผา…แม่ของเธอ…นั่นหมายความว่า…เราคือญาติกัน…แต่…ไม่ใช่ในแบบที่เราคิด” ความรู้สึกของมะลิตีบตันในอก เธอไม่รู้จะอธิบายความรู้สึกนี้อย่างไร ความจริงที่เพิ่งจะคลี่คลายลงมา มันกลับซับซ้อนยิ่งกว่าเดิม เธอไม่ได้แค่สูญเสียพ่อแม่ไปนานแสนนาน แต่เธอยังได้ค้นพบว่าครอบครัวของเธอมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งและซับซ้อนกว่าที่เธอเคยจินตนาการไว้ “ฉัน…ฉันไม่รู้จะพูดยังไงดีค่ะ” มะลิกล่าวอย่างตะกุกตะกัก “มัน…มันเหมือนกับว่า…โลกทั้งใบของฉัน…มันกลับตาลปัตรไปหมด…” “ฉันรู้” อัสนีบีบมือของมะลิแน่นขึ้น “แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเราจะมีความสุขไม่ได้นะมะลิ…ความจริงบางครั้งมันอาจจะเจ็บปวด…แต่มันก็ทำให้เราได้ก้าวต่อไป…แม่ของฉัน…ท่านคงจะดีใจมาก…ถ้าท่านรู้ว่า…น้องสาวที่ท่านตามหามาตลอดชีวิต…ได้กลับมาเจอลูกสาวของท่านอีกครั้ง…” “แล้ว…คุณ…คุณรู้เรื่องนี้…มาตลอดเลยหรือคะ” มะลิถามด้วยความสงสัย “เปล่าเลย” อัสนีส่ายหน้า “ฉันเพิ่งจะมาสงสัย…เมื่อเห็นสร้อยคอของเธอ…แล้วก็…เมื่อได้ยินเรื่องราวจากปากของพ่อของเธอ…ตอนนั้นฉันถึงได้เชื่อมโยงทุกอย่างเข้าด้วยกัน…แม่ของฉัน…ท่านไม่เคยพูดถึงน้องสาวของท่านเลย…ท่านคงจะเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ…เพราะท่านอาจจะกลัวว่า…มันจะทำให้ครอบครัวของฉัน…วุ่นวาย…” “แล้ว…เรื่องที่ฉันต้องแต่งงานกับคุณ…” มะลิถามต่อ “คุณ…คุณรู้เรื่องนี้มาก่อนไหม” “ไม่” อัสนีตอบทันที “ฉันรู้เรื่องเดียวคือ…เราถูกจับให้มาอยู่ด้วยกัน…แต่ไม่เคยรู้เหตุผลที่แท้จริง…จนกระทั่ง…เธอเล่าให้ฉันฟังวันนี้…” เขาเว้นวรรคไปครู่หนึ่ง “มะลิ…ฉันขอโทษนะ…ที่ทำให้เธอต้องมาเจอเรื่องราวที่ยุ่งยากแบบนี้…แต่…ฉันอยากให้เธอรู้…ว่า…ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น…ฉันจะอยู่ตรงนี้…เพื่อเธอเสมอ…” มะลิมองอัสนีด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย เธอไม่เคยคิดเลยว่าชีวิตของเธอจะพลิกผันไปได้ถึงขนาดนี้ เธอคือสาวน้อยจากริมคลองที่ต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อชีวิต วันนี้เธอได้พบกับครอบครัวที่แท้จริง ได้รู้ว่าพ่อแม่ของเธอรักเธอมากเพียงใด และที่สำคัญที่สุด เธอได้ค้นพบว่าความรู้สึกที่เธอมีต่ออัสนี…มันไม่ใช่แค่ความสบายใจ…แต่มันคือความรัก…ความรักที่ก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ ท่ามกลางความยากลำบากและอุปสรรค “ฉัน…ฉันก็รักคุณค่ะ…คุณอัสนี” มะลิเอ่ยออกมาอย่างแผ่วเบา เป็นคำสารภาพรักครั้งแรกของเธอ คำพูดนั้นทำให้รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของอัสนี เขาโน้มตัวลงมา จุมพิตลงบนหน้าผากของมะลิอย่างแผ่วเบา ราวกับจะปลอบประโลมและบอกให้รู้ว่าทุกอย่างจะผ่านไปด้วยดี

5,204 ตัวอักษร