ตอนที่ 12 — ความจริงที่เจ็บปวดซ่อนเร้น
เช้าวันต่อมา วารินทร์มาถึงโรงเรียนแต่เช้าตรู่ เธอยังคงรู้สึกอ่อนเพลียจากการนอนน้อย แต่เมื่อนึกถึงข้อความของภวัต หัวใจของเธอก็เต้นแรงขึ้นมาอีกครั้ง เธอเดินเข้าไปในห้องพักครูด้วยความรู้สึกที่ปะปนกันระหว่างความหวังและความกังวล
“อรุณสวัสดิ์ค่ะคุณครู” อรุณีทักทายเมื่อเห็นวารินทร์เดินเข้ามา “ดูสดใสขึ้นนะคะวันนี้”
วารินทร์ยิ้มรับ “ก็พยายามค่ะ” เธอเดินไปนั่งที่โต๊ะทำงาน หยิบเอกสารการสอนขึ้นมาเตรียมพร้อมสำหรับคาบเรียนแรก
ไม่นานนัก ภวัตก็เดินเข้ามาในห้องพักครู เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อน ดูผ่อนคลายกว่าวันก่อนๆ เล็กน้อย “อรุณสวัสดิ์ครับคุณครูวารินทร์” เขาเดินตรงมาที่โต๊ะของเธอ
“อรุณสวัสดิ์ค่ะคุณครูภวัต” วารินทร์ตอบรับด้วยรอยยิ้ม “เมื่อคืนคุณครูส่งข้อความมา… มีเรื่องอะไรที่อยากจะคุยเป็นพิเศษหรือเปล่าคะ”
ภวัตพยักหน้า “มีครับ” เขามองซ้ายมองขวาเล็กน้อย ก่อนจะก้มลงมากระซิบข้างหูวารินทร์ “เย็นนี้หลังเลิกงาน ไปทานข้าวด้วยกันไหมครับ ผมอยากจะคุยเรื่องบางอย่างกับคุณครูให้ชัดเจน”
คำชวนของภวัตทำให้วารินทร์รู้สึกตื่นเต้นปนประหม่า “ค่ะ” เธอตอบรับเสียงแผ่วเบา
“ดีมากครับ” ภวัตยิ้ม “ผมจะไปรอคุณครูที่ร้านอาหาร ‘เลอ แกรนด์’ นะครับ ประมาณหกโมงเย็น”
หลังจากนั้น ภวัตก็เดินกลับไปที่โต๊ะทำงานของเขา ปล่อยให้วารินทร์นั่งใจเต้นระรัวอยู่เพียงลำพัง เธอพยายามรวบรวมสมาธิในการสอน แต่ภาพของภวัตและบทสนทนาของเขาก็ยังคงวนเวียนอยู่ในหัว
ตลอดทั้งวัน วารินทร์รู้สึกเหมือนมีผีเสื้อนับพันกำลังบินวนอยู่ในท้อง เธอตื่นเต้นที่จะได้พูดคุยกับภวัตอย่างเปิดอก ได้รับคำตอบที่เธอตามหามาตลอด แต่ในขณะเดียวกัน เธอก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกกังวล
“เราจะคุยเรื่องอะไรกันนะ” เธอพึมพำกับตัวเอง “เขาจะบอกความจริงอะไรกับฉันบ้าง”
เมื่อถึงเวลาเลิกเรียน วารินทร์รีบเก็บข้าวของและตรงไปยังร้านอาหาร ‘เลอ แกรนด์’ ร้านอาหารหรูที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง บรรยากาศภายในร้านตกแต่งอย่างสวยงาม เพลงบรรเลงคลอเบาๆ วารินทร์รู้สึกประหม่าเล็กน้อยเมื่อเดินเข้าไป
ภวัตอยู่ที่โต๊ะมุมสุดของร้าน เขาลุกขึ้นยืนเมื่อเห็นวารินทร์เดินเข้ามา “คุณครูวารินทร์ มาแล้ว” เขายิ้ม “ผมสั่งเครื่องดื่มไว้ให้แล้วนะครับ”
วารินทร์นั่งลงตรงข้ามเขา “ขอบคุณค่ะ” เธอตอบพลางมองสำรวจใบหน้าของเขา “ดูคุณครูเครียดๆ นะคะ มีอะไรหรือเปล่า”
ภวัตถอนหายใจยาว “ผม… ผมมีเรื่องอยากจะบอกคุณครูวารินทร์” เขาหยุดพูดครู่หนึ่ง ราวกับกำลังรวบรวมความกล้า “เรื่องเกี่ยวกับผม… และเรื่องเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเรา”
วารินทร์ตั้งใจฟังอย่างใจจดใจจ่อ “ฉันพร้อมรับฟังค่ะ”
“ผม… ผมมาจากครอบครัวธนาวัฒน์ครับ” ภวัตเริ่มเล่า “เป็นตระกูลที่มีชื่อเสียงและมีอำนาจมากในสังคม”
วารินทร์พยักหน้ารับ เธอรู้เรื่องนี้ดีอยู่แล้ว
“แต่เบื้องหลังความร่ำรวยและความมีหน้ามีตาเหล่านั้น…” ภวัตหยุดพูด หางตาของเขาสบเข้ากับวารินทร์ “ผมต้องแบกรับภาระและความคาดหวังมากมายจากครอบครัว ผมไม่มีอิสระที่จะตัดสินใจเรื่องต่างๆ ในชีวิตได้ตามใจผมทั้งหมด”
น้ำเสียงของภวัตแฝงความเหนื่อยอ่อน “โดยเฉพาะอย่างยิ่ง… เรื่องความรัก”
วารินทร์มองหน้าเขาอย่างรอคอย “หมายความว่ายังไงคะ”
“ครอบครัวผม… ต้องการให้ผมแต่งงานกับคนที่เหมาะสม” ภวัตพูดเสียงเบา “คนที่มาจากครอบครัวที่มีฐานะทัดเทียมกัน หรือคนที่สามารถช่วยเสริมสร้างอำนาจให้กับตระกูลของเราได้”
หัวใจของวารินทร์บีบรัดแน่น เธอเริ่มเข้าใจถึงสิ่งที่ภวัตพยายามจะสื่อ “แล้ว… คุณครูวารินทร์ล่ะคะ” เธอถามเสียงสั่น “คุณครูคิดยังไง”
ภวัตเงยหน้าขึ้นสบตาวารินทร์ ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน “ผม… ผมชอบคุณครูวารินทร์จริงๆ ครับ” เขาพูดเสียงหนักแน่น “ผมมีความสุขทุกครั้งที่ได้อยู่ใกล้ๆ คุณครู ได้เห็นรอยยิ้มของคุณครู ได้พูดคุยกับคุณครู”
วารินทร์รู้สึกโล่งใจขึ้นมาเล็กน้อย แต่ความกังวลก็ยังคงอยู่ “แต่…”
“แต่…” ภวัตพูดต่อ “ผมรู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้… หรืออาจจะยากมากเหลือเกิน” เขาหยุดพูด หันไปมองนอกหน้าต่าง “คุณหญิงอรพินท์… ท่านไม่เคยชอบคุณครูเลย ท่านมองว่าคุณครูไม่เหมาะสมกับผม”
วารินทร์หน้าซีดเผือด “คุณหญิงอรพินท์… ท่านพูดกับคุณครูเหรอคะ”
“ท่านไม่ได้พูดโดยตรงกับผม” ภวัตตอบ “แต่ผมรู้… จากการสังเกต และจากการที่ท่านพยายามกีดกันทุกอย่าง”
“แล้ว… แล้วคุณครูจะทำยังไงคะ” วารินทร์ถามเสียงแผ่ว พลางน้ำตาคลอเบ้า
ภวัตหันกลับมามองเธอ “ผม… ผมไม่รู้จริงๆ ครับ” เขาถอนหายใจ “ผมพยายามจะหาทางออกที่ดีที่สุดให้ทุกฝ่าย แต่บางที… ทางออกที่ดีที่สุด อาจจะหมายถึงการที่ผมต้องยอมปล่อยมือ”
คำพูดของภวัตเหมือนมีดที่กรีดลงกลางใจของวารินทร์ เธอรู้สึกราวกับโลกทั้งใบกำลังพังทลายลงตรงหน้า เธอคาดหวังว่าจะได้รับคำตอบที่ทำให้เธอมีความสุข แต่สิ่งที่เธอได้รับกลับเป็นความจริงอันโหดร้าย
“คุณครู… อย่าเพิ่งเสียใจนะครับ” ภวัตพยายามปลอบ “ผมแค่อยากจะบอกความจริงให้คุณครูรู้ เพื่อที่คุณครูจะได้ไม่ต้องเสียเวลา หรือเสียใจไปมากกว่านี้”
“ฉัน… ฉันไม่เข้าใจ” วารินทร์พยายามกลั้นน้ำตา “ทำไม… ทำไมชีวิตมันถึงต้องเป็นแบบนี้”
“ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันครับ” ภวัตพูดเสียงเครือ “บางที… การเกิดมาในตระกูลที่ร่ำรวยและมีอำนาจ มันก็ไม่ได้นำมาซึ่งความสุขเสมอไป”
บทสนทนาของทั้งคู่จบลงด้วยความเงียบงัน มีเพียงเสียงเพลงบรรเลงเบาๆ ที่ดังกลบเสียงสะอื้นของวารินทร์ วารินทร์รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเพียง ‘ดอกปีบ’ ที่ถูกพัดพามาให้หล่นลงในสวนกุหลาบ แต่สุดท้ายก็ต้องเหี่ยวเฉาไปตามกาลเวลาและความแตกต่างของสายพันธุ์
4,336 ตัวอักษร