ตอนที่ 10 — ความผูกพันที่ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงัน
แสงแดดยามบ่ายสาดส่องผ่านหน้าต่างบานใหญ่ของห้องสมุดมหาวิทยาลัย สะท้อนลงบนกองเอกสารและหนังสือที่กระจัดกระจายอยู่บนโต๊ะ ปิงและมิ้นต์กำลังนั่งประจันหน้ากันอย่างขะมักเขม้น ปากกากำลังขีดเขียนลงบนกระดาษอย่างต่อเนื่อง ดวงตาของทั้งคู่จับจ้องอยู่กับข้อมูลที่อยู่ตรงหน้า บรรยากาศรอบตัวเงียบสงบ มีเพียงเสียงกระดาษเสียดสีและเสียงคลิกเมาส์เป็นระยะๆ หลังจากเหตุการณ์ที่โรงอาหารและความตึงเครียดที่เคยมีจางหายไป ความสัมพันธ์ของพวกเขาก็เหมือนจะกลับมาสู่สภาวะปกติ แต่ก็ไม่ใช่การกลับไปเป็นเหมือนเดิมเสียทีเดียว มีบางสิ่งบางอย่างที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างละเอียดอ่อน ยากที่จะอธิบายเป็นคำพูด
“ตรงนี้เราน่าจะเพิ่มกราฟแสดงผลการสำรวจได้นะมิ้นต์” ปิงเอ่ยขึ้นพลางชี้ไปยังส่วนหนึ่งของรายงาน “คิดว่าไง”
มิ้นต์เงยหน้าขึ้นจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ ดวงตาของเธอสบเข้ากับดวงตาของปิงเพียงชั่วครู่ก่อนจะก้มลงมองกราฟที่ปิงชี้ “อืม… ก็เป็นความคิดที่ดีนะ มันจะช่วยให้ข้อมูลดูน่าเชื่อถือมากขึ้น เราต้องหาแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือด้วยนะปิง”
“ได้เลย! เดี๋ยวผมหาให้” ปิงตอบรับอย่างกระตือรือร้น เขารู้สึกดีขึ้นทุกครั้งที่มิ้นต์แสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้ มันทำให้เขารู้สึกว่ากำแพงที่เคยมองไม่เห็นระหว่างพวกเขากำลังค่อยๆ พังทลายลงทีละน้อย
“แล้วส่วนของสมมติฐาน เราจะยังยึดตามเดิม หรือจะปรับเปลี่ยนอะไรบ้าง” มิ้นต์ถามต่อ สายตาของเธอมองไปที่สมุดบันทึกของปิง
ปิงถอนหายใจเบาๆ “ผมว่าเราลองปรับเปลี่ยนนิดหน่อยดีไหมครับ จากที่คุยกันวันก่อน ผมคิดว่าเราอาจจะมองข้ามปัจจัยบางอย่างไป” เขาหยิบปากกาขึ้นมาขีดเขียนบางอย่างลงบนหน้ากระดาษ “อย่างเช่น… เรื่องของสภาพแวดล้อมและปัจจัยภายนอกที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของลูกค้า ตอนแรกเราเน้นไปที่ตัวผลิตภัณฑ์และราคาเป็นหลัก แต่ผมว่ามันอาจจะไม่ครอบคลุมเท่าที่ควร”
มิ้นต์พยักหน้าช้าๆ “เข้าใจค่ะ ปิงพูดถูก เราควรจะพิจารณาปัจจัยแวดล้อมให้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคปัจจุบันที่ข้อมูลข่าวสารไหลเวียนอย่างรวดเร็ว ผู้บริโภคได้รับอิทธิพลจากหลายทาง” เธอเริ่มพิมพ์บางอย่างลงบนคีย์บอร์ด “ลองร่างแนวคิดออกมาคร่าวๆ ก่อนก็ได้ค่ะ แล้วเดี๋ยวเราค่อยมาขัดเกลาให้เป็นรูปเป็นร่าง”
พวกเขาทำงานร่วมกันอย่างเงียบๆ อีกครั้ง แต่คราวนี้ความเงียบนั้นไม่ได้อึดอัดเหมือนเคย มันมีความรู้สึกของความเข้าใจและความสบายใจที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้น ปิงสังเกตเห็นว่ามิ้นต์ไม่ได้มีท่าทีเย็นชาเหมือนตอนแรกอีกแล้ว แม้เธอจะยังคงสุขุมและรอบคอบ แต่ก็มีรอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเธอเป็นครั้งคราว เมื่อปิงพูดอะไรที่เธอเห็นด้วย หรือเมื่อเธอประสบความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาบางอย่าง
“นี่ปิง” มิ้นต์พูดขึ้นหลังจากผ่านไปเกือบชั่วโมง “วันเสาร์นี้ว่างไหม”
ปิงเงยหน้าขึ้นอย่างแปลกใจ “ว่างครับ ทำไมเหรอครับ”
“พอดีฉันอยากจะไปดูงานที่บริษัทแห่งหนึ่งแถวสาทรน่ะค่ะ เป็นบริษัทที่เกี่ยวกับด้านการตลาด ถ้าปิงสนใจ ก็ไปเป็นเพื่อนฉันได้นะ” มิ้นต์บอก ใบหน้าของเธอมีแววครุ่นคิด “ฉันคิดว่ามันอาจจะเป็นประโยชน์กับโปรเจกต์ของเราด้วย”
ปิงรู้สึกดีใจอย่างบอกไม่ถูก เขาดีใจที่มิ้นต์เริ่มชวนเขาไปไหนมาไหนด้วยกันมากขึ้น “แน่นอนครับ! ผมไปแน่นอนครับ” เขาตอบรับทันที “ไปกี่โมงครับ”
“ประมาณสิบโมงเช้า ฉันจะนัดคนที่จะพาเราชมงานไว้แล้ว” มิ้นต์แจ้ง “เดี๋ยวฉันส่งรายละเอียดให้ทางอีเมลนะ”
“โอเคครับ” ปิงยิ้มกว้าง เขารู้สึกว่าความสัมพันธ์ของเขากับมิ้นต์กำลังก้าวไปอีกขั้นหนึ่ง
“แล้ว… หลังจากนั้นล่ะ” มิ้นต์ถามเสียงเบา สายตาของเธอหลุบต่ำลงเล็กน้อย “ถ้าปิงไม่ติดอะไร เราอาจจะหาอะไรทานด้วยกันก่อนกลับก็ได้นะ”
แก้มของปิงเริ่มร้อนผ่าว เขารู้สึกได้ถึงความอบอุ่นที่แผ่ซ่านเข้ามาในหัวใจ “ได้เลยครับ! ผม… ผมอยากไปทานข้าวกับมิ้นต์ครับ” เขาตอบเสียงตะกุกตะกัก
มิ้นต์เงยหน้าขึ้นมองเขา ดวงตาของเธอมีประกายบางอย่างที่ปิงไม่เคยเห็นมาก่อน มันเป็นประกายแห่งความอ่อนโยนและความหวัง “ดีค่ะ” เธอตอบสั้นๆ แต่รอยยิ้มที่ปรากฏขึ้นบนริมฝีปากของเธอนั้นจริงใจและอบอุ่นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ปิงรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุนในวินาทีนั้น เขาไม่เคยคิดเลยว่านักศึกษาบริหารธุรกิจผู้เย็นชาและดูเข้าถึงยากอย่างมิ้นต์ จะมีมุมที่อ่อนหวานและน่ารักขนาดนี้ เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่า ทำไมกำแพงของเธอถึงค่อยๆ พังทลายลง มันเป็นเพราะความพยายามของเขาเอง หรือเป็นเพราะว่าถึงเวลาแล้วที่เธอจะเปิดใจให้กับใครสักคน
“ผมว่าเราพักทานอะไรกันก่อนดีไหมครับ” ปิงเสนอ “ทำงานมานานแล้ว เดี๋ยวจะปวดตา”
มิ้นต์พยักหน้าเห็นด้วย “ก็ได้ค่ะ แต่ก่อนอื่น ขอฉันเช็คอีเมลแป๊บนึง” เธอพิมพ์บนคีย์บอร์ดอีกสักครู่ “เรียบร้อยแล้วค่ะ”
“มีเรื่องอะไรด่วนหรือเปล่าครับ” ปิงถาม
“เปล่าค่ะ แค่… เช็คว่ามีใครส่งข้อความมา” มิ้นต์ตอบ พลางปิดโน้ตบุ๊ก “ไปหาอะไรทานกันเถอะค่ะ”
พวกเขาเดินออกจากห้องสมุด แสงแดดที่สาดส่องเข้ามาทำให้รู้สึกอบอุ่น ปิงสังเกตเห็นว่ามิ้นต์เดินใกล้เขามากขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย บางครั้งแขนของพวกเขาก็เกือบจะสัมผัสกัน เขารู้สึกถึงกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ ที่แล่นผ่านผิวหนังเมื่อสัมผัสกัน
“ร้านอาหารตรงโรงอาหารวันนี้คนเยอะจังเลย” ปิงพูดขึ้นเมื่อเห็นผู้คนมากมาย
“งั้นเราไปร้านข้างนอกดีกว่าไหม” มิ้นต์เสนอ “ร้านตรงตึกคณะวิศวะ มีเมนูใหม่น่าสนใจ”
“ดีเลยครับ ผมชอบลองอะไรใหม่ๆ” ปิงตอบ
ขณะเดินไปร้านอาหาร ปิงก็อดไม่ได้ที่จะชวนมิ้นต์คุยเรื่องต่างๆ “มิ้นต์เคยไปแข่งกีฬาอะไรมาก่อนไหมครับ”
มิ้นต์หันมามองเขา “ไม่เคยค่ะ ฉันไม่ค่อยถนัดเรื่องกีฬาเท่าไหร่”
“อ้าวเหรอครับ” ปิงทำหน้าประหลาดใจ “ผมนึกว่าทุกคนจะเคยเล่นกีฬาอะไรสักอย่างตอนเด็กๆ ซะอีก”
“อาจจะเป็นเพราะฉันสนใจอย่างอื่นมากกว่า” มิ้นต์ตอบ “ตอนเด็กๆ ฉันชอบอ่านหนังสือ ชอบเล่นเปียโน”
“จริงเหรอครับ! ผมชอบฟังเพลงเปียโนมากเลย” ปิงตาเป็นประกาย “มีนักเปียโนคนโปรดไหมครับ”
“ก็… มีหลายคนค่ะ แต่ที่ชอบที่สุดน่าจะเป็น… เฟรเดริก โชแปง” มิ้นต์ตอบ ใบหน้าของเธอมีรอยยิ้มบางๆ “ผลงานของเขามันลึกซึ้ง กินใจดี”
“ผมก็ชอบนะครับ! โดยเฉพาะ Nocturne Op.9 No.2” ปิงพูดด้วยความตื่นเต้น “เพลงนี้ฟังแล้วรู้สึกสงบดี”
“ใช่ค่ะ เพลงนั้นเป็นเพลงโปรดของฉันเพลงหนึ่งเลย” มิ้นต์ยิ้มกว้างขึ้น “ไม่น่าเชื่อว่าปิงจะชอบเพลงแนวนี้ด้วย”
“ผมก็ไม่น่าเชื่อเหมือนกันครับว่ามิ้นต์จะชอบเพลงของโชแปง” ปิงหัวเราะเบาๆ “โลกกลมจริงๆ ครับ”
บทสนทนาของพวกเขาไหลลื่นไปเรื่อยๆ ราวกับว่าพวกเขาเป็นเพื่อนเก่าที่เพิ่งกลับมาเจอกันอีกครั้ง ปิงค้นพบว่ามิ้นต์มีความคิดเห็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับหลายๆ เรื่อง ไม่ใช่แค่เรื่องการเรียนหรือธุรกิจ แต่รวมถึงศิลปะ ดนตรี และแม้กระทั่งเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน
เมื่อถึงร้านอาหาร พวกเขาสั่งอาหารและนั่งคุยกันต่อ ปิงเล่าเรื่องราวในวัยเด็กของเขาที่เขาเคยเป็นนักกีฬา แต่ต้องเลิกเล่นไปเพราะอาการบาดเจ็บ ส่วนมิ้นต์ก็เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับครอบครัวของเธอที่ค่อนข้างเข้มงวดกับการเรียน
“พ่อแม่ฉันคาดหวังไว้สูงมากค่ะ” มิ้นต์เล่า “พวกเขาอยากให้ฉันประสบความสำเร็จในสายธุรกิจ”
“ผมเข้าใจเลยครับ” ปิงพยักหน้า “แต่ผมเชื่อว่ามิ้นต์ทำได้อยู่แล้ว”
“ขอบคุณนะปิง” มิ้นต์มองปิงด้วยสายตาอบอุ่น “คำพูดของปิงทำให้ฉันรู้สึกดีขึ้นมาก”
ปิงรู้สึกใจเต้นแรง เขาไม่เคยคิดว่าคำพูดง่ายๆ ของเขาจะมีผลต่อความรู้สึกของมิ้นต์ได้มากขนาดนี้ เขาเริ่มรู้สึกถึงความผูกพันที่ก่อตัวขึ้นระหว่างพวกเขาอย่างเงียบๆ มันไม่ใช่ความรักที่ฉูดฉาด แต่เป็นความผูกพันที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นจากความเข้าใจ การสนับสนุน และการแบ่งปันเรื่องราวในชีวิต
“ผมก็ดีใจครับที่ได้คุยกับมิ้นต์” ปิงตอบ “ผมรู้สึกว่า… เราเข้ากันได้ดี”
มิ้นต์ยิ้ม “ใช่ค่ะ ฉันก็รู้สึกอย่างนั้น”
บทสนทนาในช่วงบ่ายวันนั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย มันมีทั้งความสนุกสนาน ความเข้าใจ และความหวังเล็กๆ ที่กำลังเบ่งบานขึ้นมาในหัวใจของทั้งสองคน ปิงรู้สึกว่าการทำโปรเจกต์กับมิ้นต์ครั้งนี้ นอกเหนือจากความรู้ที่เขาจะได้รับแล้ว เขายังได้ค้นพบอะไรบางอย่างที่มีค่ามากกว่านั้น นั่นคือมิตรภาพที่กำลังจะพัฒนาไปสู่ความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกว่าเดิม
6,428 ตัวอักษร