ตอนที่ 22 — ความรู้สึกผิดที่ถาโถมหลังนิทรรศการ
แสงไฟสาดส่องไปยังผืนผ้าใบสีสันสดใส ภาพวาดอันงดงามของ “จิตวิญญาณแห่งบุปผา” ที่รำเพยได้สร้างสรรค์ขึ้นมาได้เรียงรายเต็มผนังหอศิลป์ หญิงสาวผู้อยู่เบื้องหลังผลงานเหล่านี้ แม้จะจากไปแล้ว แต่จิตวิญญาณของเธอกลับเบ่งบานผ่านปลายพู่กัน แสดงถึงความเจ็บปวด ความหวัง และความปรารถนาอันแรงกล้าที่ถูกกดทับมานาน ผู้คนที่มาร่วมงานต่างยืนนิ่งด้วยความซาบซึ้ง บางคนถึงกับหลั่งน้ำตาเมื่อได้เห็นความงดงามที่ปะปนไปด้วยความทุกข์ระทมนี้ ท่านหญิงดาราฉายยืนอยู่กลางงาน ใบหน้าของเธอหมองเศร้า ทว่าแฝงไว้ด้วยความภาคภูมิใจระคนเสียใจ เธอสวมชุดสีดำเรียบหรู แต่ดวงตาคู่นั้นสะท้อนถึงพายุอารมณ์ที่กำลังปะทุอยู่ภายใน
“ท่านหญิงคะ งานสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีค่ะ” เสียงของทนายความดังขึ้นข้างๆ ท่านหญิงดาราฉายกระพริบตาปรับโฟกัส “ผู้คนให้การตอบรับดีมากจริงๆ ค่ะ ภาพวาดของคุณรำเพยเป็นที่ชื่นชมอย่างยิ่ง”
“นั่นสินะคะ” ท่านหญิงดาราฉายตอบเสียงแหบพร่า “ฉันหวังว่านี่จะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเยียวยา ไม่ใช่แค่สำหรับฉัน แต่สำหรับทุกๆ คนที่เคยได้รับความเดือดร้อนจากเรื่องราวทั้งหมดนี้”
“แน่นอนค่ะท่านหญิง” ทนายความพยักหน้า “ยอดขายจากงานประมูลภาพวาดก็สูงเกินคาด หักค่าใช้จ่ายต่างๆ แล้ว เราสามารถนำเงินส่วนนี้ไปมอบให้กับมูลนิธิช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบได้เป็นจำนวนมากเลยค่ะ”
ท่านหญิงดาราฉายพยักหน้ารับ แต่ในใจกลับรู้สึกว่างเปล่า เธอเดินฝ่าฝูงชนไปยังมุมหนึ่งของห้องจัดแสดง ที่นั่นมีภาพวาดหนึ่งภาพตั้งอยู่โดดเดี่ยว มันเป็นภาพที่แตกต่างจากภาพอื่นๆ โดยสิ้นเชิง ไม่ได้เต็มไปด้วยสีสันสดใส หรือลวดลายที่ละเอียดอ่อน แต่เป็นภาพขาวดำ แสดงถึงใบหน้าที่ซูบเซียว ดวงตาที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง และมือที่พยายามเอื้อมคว้าอากาศธาตุ ภาพนี้มีชื่อว่า “กรงทอง”
“ภาพนี้… ทำไมถึงมาอยู่ตรงนี้ล่ะคะ” ท่านหญิงดาราฉายเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“อ๋อ ภาพนี้เป็นภาพวาดร่างแรกๆ ของคุณรำเพยค่ะ” ทนายความอธิบาย “คุณรำเพยตั้งใจจะวาดเป็นภาพปิดท้ายนิทรรศการ เพื่อสื่อถึงสภาพจิตใจของเธอในช่วงที่ถูกกักขัง และความรู้สึกผิดบาปที่เธอแบกรับมาตลอด แต่สุดท้ายเธอก็ไม่ได้ลงสีให้เสร็จสมบูรณ์”
ท่านหญิงดาราฉายจ้องมองภาพนั้นอย่างไม่กระพริบตา เธอมองเห็นภาพของตัวเองในนั้น ภาพของความโลภ ความทะเยอทะยาน และความโหดร้ายที่เธอเคยมีต่อรำเพย น้ำตาเริ่มคลอเบ้า “นี่สิ คือภาพที่สะท้อนความจริงได้ดีที่สุด” เธอพึมพำ
“ท่านหญิงคะ อย่าคิดมากเลยค่ะ” ทนายความพยายามปลอบ “ทุกอย่างกำลังจะดีขึ้นแล้วนะคะ”
“ดีขึ้นสำหรับใครกันคะ” ท่านหญิงดาราฉายถามกลับด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ “สำหรับฉันที่กำลังจะพ้นผิดไปอย่างสบายๆ หรือสำหรับคนที่ต้องแบกรับความเจ็บปวดเหล่านั้นไปตลอดชีวิต”
เธอเดินออกจากงานนิทรรศการอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้ทนายความยืนงงอยู่เพียงลำพัง ท่านหญิงดาราฉายขับรถกลับบ้านด้วยความเร็วสูง หัวใจของเธอเต้นระรัว ภาพวาด “กรงทอง” ยังคงติดตาเธออยู่ตลอดเวลา มันเหมือนเงาสะท้อนของบาปกรรมที่เธอได้ก่อไว้ มันกำลังจะกลืนกินเธอเข้าไป
เมื่อกลับมาถึงบ้าน ท่านหญิงดาราฉายตรงไปยังห้องทำงานของเธอ เปิดลิ้นชักเก็บเอกสารเก่าๆ ที่เธอไม่เคยแตะต้องมานาน เธอค้นหาเอกสารบางอย่างด้วยมือที่สั่นเทา จนในที่สุดเธอก็พบมัน มันคือสัญญาเงินกู้ฉบับหนึ่ง ซึ่งลงนามโดยชื่อของรำเพย ในฐานะผู้กู้ และบริษัทของท่านหญิงดาราฉาย ในฐานะผู้ให้กู้
“เป็นไปไม่ได้…” ท่านหญิงดาราฉายพึมพำ “นี่มัน… นี่มันคือหลักฐานทั้งหมด…”
เธอจำได้ลางๆ ว่าเคยมีดีลธุรกิจกับบริษัทที่ปรึกษาทางการเงินแห่งหนึ่ง ซึ่งมีนักธุรกิจที่ชื่อ “คุณบุญเลิศ” เป็นเจ้าของ และรำเพยเคยทำงานเป็นที่ปรึกษาให้กับบริษัทนั้นมาก่อน ท่านหญิงดาราฉายเชื่อว่ารำเพยถูกใช้เป็นเครื่องมือในการฉ้อโกง แต่เธอไม่เคยคิดว่ารำเพยจะเข้าไปพัวพันโดยตรงถึงขนาดนี้
“รำเพย… เธอพยายามจะบอกอะไรฉันกันแน่” ท่านหญิงดาราฉายถามตัวเอง น้ำตาไหลอาบแก้ม “ฉันทำอะไรลงไปบ้าง”
เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา กดโทรหาคุณวิชัย ทนายความคู่ใจ
“วิชัย ฉันเจอหลักฐานบางอย่างที่นี่” ท่านหญิงดาราฉายกล่าวด้วยเสียงสะอื้น “มันเกี่ยวกับสัญญาเงินกู้ของรำเพย ฉันคิดว่า… ฉันคิดว่าฉันคงเข้าใจผิดมาตลอด”
“ท่านหญิงครับ ใจเย็นๆ นะครับ” เสียงของคุณวิชัยฟังดูสงบ “เล่าให้ผมฟังได้ไหมครับ”
ท่านหญิงดาราฉายเล่าเรื่องสัญญาเงินกู้ให้คุณวิชัยฟังทั้งหมด คุณวิชัยรับฟังอย่างตั้งใจ ก่อนจะกล่าวว่า “ท่านหญิงครับ ผมเข้าใจว่าท่านกำลังรู้สึกแย่ แต่ผมอยากให้ท่านลองคิดดูให้ดีนะครับ หลักฐานนี้อาจจะไม่ได้หมายความอย่างที่ท่านคิดก็ได้นะครับ”
“แล้วมันจะหมายความว่าอย่างไรคะ” ท่านหญิงดาราฉายถามอย่างสิ้นหวัง
“ผมเคยได้ยินมาว่า คุณรำเพยเป็นคนมีความสามารถด้านการเงินมาก และมีความตั้งใจที่จะช่วยเหลือธุรกิจของครอบครัวในยามที่ลำบาก บางที… บางทีสัญญาฉบับนี้อาจจะเป็นการตัดสินใจของคุณรำเพยเองก็ได้นะครับ”
“แต่… แต่ฉันเคยเห็นเอกสารบางอย่างที่แสดงว่าเธอถูกบังคับ” ท่านหญิงดาราฉายแย้ง
“นั่นเป็นเอกสารที่มาจากแหล่งข่าวที่ไม่น่าเชื่อถือเท่าไหร่นะครับท่านหญิง” คุณวิชัยอธิบาย “ผมอยากให้ท่านลองเปิดใจรับฟังความเป็นไปได้อื่นๆ ด้วยนะครับ”
ท่านหญิงดาราฉายเงียบไป เธอพยายามปะติดปะต่อเรื่องราวต่างๆ ในหัว ยิ่งคิดเธอก็ยิ่งสับสน ความรู้สึกผิด บาป และความเสียใจ มันถาโถมเข้ามาพร้อมกันราวกับคลื่นยักษ์ เธอไม่รู้ว่าควรจะเชื่อใคร ไม่รู้ว่าความจริงคืออะไรกันแน่
“ฉัน… ฉันควรจะทำอย่างไรดีคะ วิชัย” ท่านหญิงดาราฉายถามเสียงแผ่วเบา
“ตอนนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือท่านต้องสงบใจนะครับท่านหญิง” คุณวิชัยกล่าว “ผมจะขอเวลาตรวจสอบเอกสารฉบับนี้เพิ่มเติมนะครับ ส่วนท่านหญิง… ถ้าเป็นไปได้ ผมอยากให้ท่านลองกลับไปทบทวนความทรงจำในอดีตอีกครั้งหนึ่งนะครับ อะไรที่ท่านเคยเห็น เคยได้ยิน หรือเคยรู้สึกเกี่ยวกับเรื่องนี้ ลองนึกถึงมันให้ละเอียดที่สุดนะครับ บางทีคำตอบอาจจะอยู่ที่นั่นก็ได้ครับ”
ท่านหญิงดาราฉายวางสายโทรศัพท์ลง เธอนั่งมองสัญญาเงินกู้ฉบับนั้นด้วยสายตาที่เลื่อนลอย ภาพความทรงจำต่างๆ ผุดขึ้นมาในหัวมากมาย ทั้งใบหน้าของรำเพย ทั้งเสียงของบุญเลิศ ทั้งคำพูดของพ่อของเธอเอง… ทุกอย่างมันซับซ้อนเกินกว่าที่เธอจะเข้าใจได้ในตอนนี้
“ฉัน… ฉันถูกหลอกงั้นเหรอ” ท่านหญิงดาราฉายพึมพำกับตัวเอง “ตลอดเวลาที่ผ่านมา ฉันถูกหลอกมาตลอดจริงๆ หรือ”
เธอเริ่มรู้สึกถึงความเหนื่อยล้าที่เข้ามาเกาะกุม แต่ในขณะเดียวกัน ความมุ่งมั่นที่จะค้นหาความจริงก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น เธอจะไม่ยอมให้เรื่องนี้จบลงเพียงเท่านี้ เธอจะต้องรู้ให้ได้ว่าอะไรคือความจริงที่แท้จริง และใครคือคนที่อยู่เบื้องหลังแผนการทั้งหมดนี้
5,245 ตัวอักษร