ตอนที่ 5 — เมล็ดพันธุ์แห่งกิเลสที่งอกงาม
ใบหน้าของท่านผู้จัดการใหญ่ หรือคุณวิรัช ปรากฏขึ้นที่ประตูห้องทำงานท่านหญิงดาราฉาย เขาเป็นชายวัยกลางคน รูปร่างสันทัด ใบหน้าเปื้อนยิ้มที่ดูเป็นมิตร แต่แววตาของเขากลับฉายประกายบางอย่างที่ท่านหญิงดาราฉายไม่เคยสังเกตมาก่อน
"มีอะไรหรือครับท่านหญิง" คุณวิรัชถาม เสียงของเขาฟังดูสุภาพ แต่กลับแฝงไปด้วยความมั่นใจในตัวเอง
ท่านหญิงดาราฉายชี้ไปที่เอกสารบนโต๊ะ "คุณวิรัช ช่วยอธิบายหน่อยว่า ค่าใช้จ่ายเหล่านี้คืออะไร"
คุณวิรัชเดินเข้ามาดูเอกสาร ใบหน้าของเขาฉายแววแปลกใจเล็กน้อย "อ๋อ เรื่องนี้เองครับท่านหญิง ผมนึกว่าท่านหญิงจะทรงทราบแล้ว"
"ทราบเรื่องอะไร" ท่านหญิงดาราฉายถามกลับ น้ำเสียงเริ่มแข็งกร้าวขึ้น
"ก็เรื่องที่... เรากำลังดำเนินการรื้อฟื้นคดีของคุณพ่อท่านหญิงที่เคยชนะมาเมื่อสิบกว่าปีก่อนน่ะครับ" คุณวิรัชกล่าวอย่างสบายๆ ราวกับกำลังพูดเรื่องดินฟ้าอากาศ
ท่านหญิงดาราฉายแทบไม่เชื่อหูตัวเอง "รื้อฟื้น? คุณกำลังจะบอกว่า... คุณจะรื้อฟื้นคดีที่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน เพื่ออะไร"
"เพื่อผลประโยชน์ของบริษัทครับท่านหญิง" คุณวิรัชตอบหน้าตาเฉย "ที่ปรึกษากฎหมายของเราพบช่องโหว่บางอย่างในสำนวนคดีเดิม มีความเป็นไปได้สูงที่เราจะชนะคดีนี้อีกครั้ง และได้ทรัพย์สินบางส่วนกลับคืนมา ซึ่งจะส่งผลดีต่อสภาพคล่องทางการเงินของบริษัทเราอย่างมาก"
"ผลประโยชน์ของบริษัท" ท่านหญิงดาราฉายทวนคำ "แล้วคุณไม่คิดถึง 'ความถูกต้อง' หรือ 'ความรู้สึกของคนที่เคยได้รับความเดือดร้อน' เลยหรือไง"
คุณวิรัชหัวเราะเบาๆ "ท่านหญิงครับ เราอยู่ในโลกธุรกิจนะครับ ความถูกต้องที่แท้จริงคือชัยชนะ และผลกำไรที่จับต้องได้ ส่วนเรื่องความรู้สึกของคนอื่น... นั่นเป็นเรื่องรองครับ"
คำพูดของคุณวิรัชเหมือนมีดที่กรีดลึกลงไปในใจของท่านหญิงดาราฉาย มันสะท้อนให้เห็นถึงตัวตนของเธอในอดีตอย่างชัดเจน คนที่เคยคิดว่าความร่ำรวยและอำนาจคือทุกสิ่ง และพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มา
"คุณวิรัช" ท่านหญิงดาราฉายกล่าวเสียงเย็น "ฉันไม่เคยสั่งให้คุณทำแบบนี้ และฉันก็ไม่เห็นด้วยกับการกระทำนี้เลย"
"แต่ท่านหญิงครับ..." คุณวิรัชพยายามจะอธิบาย "นี่คือโอกาสที่เราจะพลิกฟื้นสถานการณ์ของบริษัทนะครับ ถ้าเราไม่ทำตอนนี้ เราอาจจะเสียโอกาสที่ดีที่สุดไป"
"ฉันไม่สนใจ!" ท่านหญิงดาราฉายตวาด "ฉันไม่ต้องการผลประโยชน์ที่ได้มาจากการเหยียบย่ำผู้อื่นอีกต่อไป ฉันสั่งให้คุณหยุดทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้เดี๋ยวนี้!"
คุณวิรัชยืนนิ่ง สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปเป็นขุ่นเคืองเล็กน้อย "ท่านหญิงครับ การตัดสินใจครั้งนี้เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดสำหรับบริษัทในระยะยาวนะครับ ถ้าท่านหญิงไม่เห็นด้วย... ผมคิดว่าเราอาจจะต้องมีการหารือกันอย่างจริงจังอีกครั้ง"
"หมายความว่าอย่างไร" ท่านหญิงดาราฉายถามอย่างไม่เข้าใจ
"ก็หมายความว่า... หากท่านหญิงยังคงไม่เห็นด้วยกับการบริหารงานของผม ผมก็อาจจะต้องนำเรื่องนี้เสนอต่อคณะกรรมการบริหารเพื่อขอความเห็นชอบในการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารสูงสุดครับ" คุณวิรัชกล่าวอย่างตรงไปตรงมา
ท่านหญิงดาราฉายรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังหมุนคว้าง คำพูดของคุณวิรัชไม่ได้เป็นเพียงการข่มขู่ แต่เป็นสัญญาณเตือนถึงการต่อสู้ที่กำลังจะเกิดขึ้น การต่อสู้ระหว่างความถูกต้องกับผลประโยชน์ การต่อสู้ระหว่างจิตใจที่กำลังจะหลุดพ้น กับกิเลสที่ยังคงฝังรากลึก
"คุณวิรัช" ท่านหญิงดาราฉายสูดลมหายใจลึก "ฉันเข้าใจแล้ว"
หลังจากคุณวิรัชออกไป ท่านหญิงดาราฉายก็นั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง สมองของเธอเต็มไปด้วยความสับสนและสับสน เธอรู้ดีว่าการตัดสินใจของเธอที่จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับคดีในอดีตนั้นถูกต้องตามหลักธรรม แต่ในทางธุรกิจ มันคือการตัดสินใจที่อาจนำมาซึ่งหายนะ
"นี่คือบททดสอบจริงๆ สินะ" เธอพึมพำกับตัวเอง "หลวงพ่อกิตติคุณทรงสอนว่า การปลดวาง ไม่ใช่การหนีปัญหา แต่คือการเผชิญหน้ากับมันด้วยใจที่สงบ"
เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา โทรศัพท์หาหลวงพ่อกิตติคุณ
"หลวงพ่อคะ ลูกมีเรื่องที่อยากจะขอคำปรึกษาค่ะ" ท่านหญิงดาราฉายกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เจือไปด้วยความกังวล
"โยมมีเรื่องอันใดเล่า" เสียงหลวงพ่อกิตติคุณดังมาจากปลายสาย
"มีคนพยายามจะรื้อฟื้นคดีในอดีตของลูกค่ะ เป็นคดีที่ลูกเคยทำผิดพลาดไป และลูกไม่ต้องการให้มันเกิดขึ้นอีก แต่การปฏิเสธของลูก อาจจะส่งผลกระทบต่อตำแหน่งหน้าที่และความมั่นคงของบริษัทค่ะ"
หลวงพ่อกิตติคุณเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวว่า "โยมจำคำสอนของอาตมาได้หรือไม่ การเผชิญหน้ากับกิเลส คือการเผชิญหน้ากับ 'ตัวเรา' เอง"
"ลูกจำได้ค่ะหลวงพ่อ"
"เมื่อโยมตัดสินใจที่จะไม่ข้องเกี่ยวกับคดีนั้นแล้ว นั่นคือการตัดสินใจที่ถูกต้องตามหลักธรรมแล้ว" หลวงพ่อกล่าว "ส่วนผลกระทบที่ตามมานั้น เป็นเรื่องของโลกภายนอก เป็นเรื่องของ 'รูป' ที่เกิดขึ้นจากการกระทำของเราเอง"
"แต่ลูกกลัวค่ะหลวงพ่อ" ท่านหญิงดาราฉายยอมรับ "ลูกกลัวว่าจะสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยมี"
"แล้วโยมเคยถามใจตัวเองหรือยังว่า สิ่งที่โยมเคยมีนั้น สร้างความสุขที่แท้จริงให้กับโยมได้หรือไม่" หลวงพ่อถามกลับ "หรือมันเป็นเพียงสิ่งที่โยมยึดติด เพราะกลัวที่จะสูญเสีย"
คำถามของหลวงพ่อทำให้ท่านหญิงดาราฉายคิดหนัก เธอเคยมีทุกสิ่งทุกอย่าง ความร่ำรวย อำนาจ ชื่อเสียง แต่สิ่งเหล่านั้นไม่เคยทำให้เธอมีความสุขอย่างแท้จริง ตรงกันข้าม มันกลับเป็นสิ่งที่ฉุดรั้งเธอให้จมอยู่กับความทุกข์ และการกระทำที่ผิดพลาด
"ลูก... ลูกไม่เคยมีความสุขที่แท้จริงเลยค่ะหลวงพ่อ" ท่านหญิงดาราฉายยอมรับ "ลูกมักจะวิ่งตามหาความสุขอยู่เสมอ แต่ก็ไม่เคยเจอ"
"นั่นแหละ คือสิ่งโยมกำลังจะค้นพบ" หลวงพ่อกล่าว "ความสุขที่แท้จริง ไม่ได้อยู่ที่ทรัพย์สมบัติ หรืออำนาจ แต่อยู่ที่ 'ใจ' ที่ปราศจากกิเลสต่างหาก"
"แล้วลูกจะทำอย่างไรดีคะ"
"จงทำในสิ่งที่ใจของโยมเชื่อว่าถูกต้อง" หลวงพ่อกล่าว "หากโยมตัดสินใจที่จะไม่ข้องเกี่ยวกับคดีนั้นแล้ว จงยืนหยัดในการตัดสินใจนั้น แล้วปล่อยวางผลที่จะตามมา ไม่ว่าดีหรือร้าย"
"แต่ถ้าลูกถูกบีบให้ต้องลาออกจากตำแหน่ง หรือเสียทุกอย่างไป ลูกจะทำอย่างไร"
"นั่นคือโอกาสที่โยมจะได้ทดสอบ 'การปล่อยวาง' อย่างแท้จริง" หลวงพ่อตอบ "เมื่อโยมไม่ยึดติดกับตำแหน่ง หรือทรัพย์สินใดๆ แล้ว อะไรๆ ก็ไม่สามารถทำร้ายโยมได้"
ท่านหญิงดาราฉายรู้สึกเหมือนมีพลังบางอย่างหล่อเลี้ยงจิตใจ เธอรู้ดีว่าการตัดสินใจของเธอจะนำมาซึ่งความยากลำบาก แต่ก็เป็นความยากลำบากที่จะนำพาเธอไปสู่ความสงบที่แท้จริง
"ขอบพระคุณหลวงพ่อมากค่ะ" ท่านหญิงดาราฉายกล่าว "ลูกจะทำในสิ่งที่ลูกเชื่อว่าถูกต้องค่ะ"
เธอวางสายโทรศัพท์ลง และมองออกไปนอกหน้าต่าง ดวงตาของเธอฉายแววแห่งความมุ่งมั่น เธอรู้ดีว่านี่คือจุดเริ่มต้นของบทพิสูจน์ที่แท้จริง ว่าเมล็ดพันธุ์แห่งการเปลี่ยนแปลงที่หลวงพ่อกิตติคุณหว่านลงไปในจิตใจของเธอ จะเติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ที่แข็งแกร่งได้หรือไม่ หรือจะถูกกิเลสแห่งความโลภและความกลัวกลืนกินไปเสียก่อน
เธอตัดสินใจแน่วแน่ที่จะยืนหยัดต่อต้านการรื้อฟื้นคดีในอดีต แม้ว่านั่นอาจหมายถึงการสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างที่เธอเคยมีก็ตาม
5,560 ตัวอักษร