ตอนที่ 22 — บทเรียนจากความผิดที่ไม่อาจลืม
น้ำใสยืนนิ่งอยู่ใต้ร่มเงาของต้นจามจุรีใหญ่ หัวใจของเธอเต้นแรงราวกับจะทะลุออกมานอกอก กล่องกระดาษในมือสั่นไหวเล็กน้อยตามแรงสั่นของอารมณ์ที่ปั่นป่วน ภาพสุดท้ายของเจ้าจิ๊บที่โบยบินขึ้นสู่ท้องฟ้าสีครามยังคงฉายชัดในม่านตา แสงอาทิตย์ยามเช้าที่เคยให้ความรู้สึกอบอุ่น ตอนนี้กลับกลายเป็นความร้อนระอุที่แผดเผาจิตใจของเธอ เสียงนกร้องเจื้อยแจ้วที่เคยเป็นเสียงเพลงอันไพเราะ บัดนี้กลับดังเสียดแทงแก้วหู ราวกับจะเย้ยหยันความผิดพลาดในอดีตที่เธอไม่อาจลืมเลือน
“เจ้าจิ๊บ… ไปดีนะ” เธอพึมพำออกมาเบาๆ เสียงแหบพร่า ลมหายใจติดขัด น้ำตาเอ่อคลอหน่วย แต่ก็พยายามกลั้นไว้ เธอไม่ต้องการให้ภาพสุดท้ายของเธอที่ปล่อยนกไปมีน้ำตา เธอต้องการให้เจ้าจิ๊บจำเธอในฐานะผู้ที่มอบอิสรภาพให้ ไม่ใช่ผู้ที่โศกเศร้าเสียใจ
“ทำไมถึงทำแบบนั้นกับตัวเองนะ น้ำใส” เสียงใครคนหนึ่งดังขึ้นมาจากด้านหลัง เรียกให้เธอสะดุ้ง หันขวับไปมอง พบว่าเป็นคุณยายปรียา ยืนมองเธอด้วยแววตาอ่อนโยนปนเอ็นดู “ปล่อยนกไปแล้วคิดมากจนยืนแข็งทื่อแบบนี้เชียวหรือ”
น้ำใสหน้าแดงก่ำ รู้สึกละอายใจที่ความคิดของเธอถูกจับได้ง่ายดายขนาดนี้ “เปล่าค่ะ… หนูแค่… หนูแค่นึกถึงตอนที่ต้องปล่อยเขา” เธอพยายามหาคำแก้ตัวที่ฟังดูสมเหตุสมผลที่สุด
คุณยายปรียาเดินเข้ามาใกล้ วางมือที่เหี่ยวย่นแต่แฝงไปด้วยความอบอุ่นลงบนบ่าของน้ำใส “การจากลาเป็นเรื่องที่ยากเสมอ โดยเฉพาะเมื่อเราผูกพันกับสิ่งนั้นมาก แต่การยอมรับความจริงและปล่อยวาง คือการให้เกียรติทั้งตัวเองและสิ่งที่เราผูกพันนะ”
“แต่หนู… หนูรู้สึกผิดค่ะคุณยาย” น้ำใสเอ่ยเสียงแผ่วเบา “หนูรู้ว่าตัวเองเคยทำอะไรไว้กับสัตว์อื่นๆ ก่อนหน้านี้ หนูเคยคิดว่ามันเป็นแค่สัตว์ตัวเล็กๆ ไม่มีความรู้สึกอะไรเลย หนูเคย… หนูเคยทำร้ายมันโดยไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลย”
“แล้วตอนนี้ล่ะ” คุณยายถามอย่างนุ่มนวล “ตอนนี้รู้สึกอย่างไร”
“หนู… หนูรู้สึกเจ็บปวดค่ะ” น้ำใสหลับตาลง น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ก็ไหลรินอาบแก้ม “หนูเห็นความทุกข์ทรมานของเจ้าจิ๊บตอนที่มันบาดเจ็บ หนูเห็นความหวาดกลัวในแววตาของมันเวลาที่หนูจะจับตัว หนูเห็นความสุขของมันเวลาที่มันเริ่มแข็งแรงขึ้น และหนูก็รู้สึก… รู้สึกเหมือนได้เห็นชีวิตหนึ่งชีวิตที่กำลังจะสูญเสียไป”
“นั่นแหละคือสิ่งที่เรียกว่า ‘เมตตา’ และ ‘กรุณา’ จ้ะ” คุณยายปรียากล่าว เสียงของเธอเปี่ยมไปด้วยความเข้าอกเข้าใจ “เจ้าจิ๊บได้สอนบทเรียนที่ยิ่งใหญ่ให้กับน้ำใส ทำให้เห็นถึงคุณค่าของชีวิตทุกชีวิต ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ และสอนให้รู้ว่าทุกการกระทำของเรา ย่อมมีผลตามมาเสมอ”
“หนูเคยคิดว่าหนูเป็นคนใจร้ายค่ะ” น้ำใสสารภาพ “หนูทำอะไรตามใจตัวเองมาตลอด ไม่เคยคิดถึงความรู้สึกของใครเลย แม้กระทั่งคนในครอบครัว หนูคิดว่าตัวเองไม่เคยมีหัวใจ”
“ใครๆ ก็เคยทำผิดพลาดกันได้ทั้งนั้น น้ำใส” คุณยายปลอบ “สำคัญอยู่ที่ว่าเราเรียนรู้จากความผิดพลาดนั้นอย่างไร และเราจะแก้ไขมันอย่างไร เจ้าจิ๊บไม่ได้จากไปอย่างสูญเปล่า แต่มันได้มอบโอกาสครั้งที่สองให้กับน้ำใส ได้มีชีวิตใหม่ ได้รู้จักคำว่า ‘ความเห็นอกเห็นใจ’ และ ‘การให้อภัย’ ตัวเอง”
“แต่หนูจะให้อภัยตัวเองได้อย่างไรคะ” น้ำใสถามด้วยน้ำเสียงตัดพ้อ “หนูรู้ว่าความผิดที่หนูเคยทำไว้ มันอาจจะแก้ไขไม่ได้ทั้งหมด หนูอาจจะต้องอยู่กับความรู้สึกผิดนี้ไปตลอดชีวิต”
“ความรู้สึกผิดเป็นสิ่งที่ดีนะ ถ้ามันทำให้เราไม่กล้าทำผิดซ้ำอีก” คุณยายปรียาตอบ “แต่ถ้าความรู้สึกผิดนั้นมันบั่นทอนจิตใจจนเราไม่สามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้ มันก็จะไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย น้ำใสลองคิดดูสิว่า ถ้าวันนั้นเจ้าจิ๊บไม่ถูกน้ำใสช่วยไว้ มันอาจจะตายไปแล้วก็ได้ แต่เพราะน้ำใสเลือกที่จะช่วยเหลือ มันจึงมีโอกาสได้มีชีวิตต่อไป”
“แต่หนู… หนูทำไปเพราะรู้สึกสงสาร มันไม่ใช่เพราะหนูอยากจะชดเชยความผิด” น้ำใสแย้ง
“แล้วถ้าตอนนั้นน้ำใสไม่เคยทำร้ายสัตว์มาก่อน น้ำใสจะรู้สึกสงสารเจ้าจิ๊บมากขนาดนี้หรือเปล่า” คุณยายถามกลับ “บางที สิ่งที่เราเคยทำผิดไว้ มันก็เป็นเหมือน ‘เชื้อ’ ที่ทำให้เราเห็นคุณค่าของสิ่งตรงข้าม เมื่อเราได้สัมผัสกับมันโดยตรง”
น้ำใสเงียบไป นิ่งคิดตามคำพูดของคุณยาย มันอาจจะเป็นเช่นนั้นจริงๆ การได้เห็นเจ้าจิ๊บดิ้นรนเอาชีวิตรอด การได้เห็นมันหวาดกลัว การได้เห็นมันค่อยๆ ฟื้นฟู ทำให้เธอเข้าใจความเจ็บปวดที่สิ่งมีชีวิตอื่นๆ อาจเคยได้รับจากเธอ
“คุณยายคะ… หนูคิดว่าหนูเริ่มเข้าใจแล้วค่ะ” น้ำใสกล่าว เสียงเบาลง “การให้อภัยตัวเอง มันไม่ใช่การลืมความผิด แต่เป็นการยอมรับความผิดนั้น แล้วเดินหน้าต่อไปโดยไม่ทำผิดซ้ำอีกใช่ไหมคะ”
“ถูกเผงเลยจ้ะ” คุณยายปรียายิ้มอย่างเอ็นดู “และสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่านั้น คือการนำบทเรียนที่ได้เรียนรู้ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน การที่เรามองเห็นคุณค่าของชีวิตเจ้าจิ๊บ มันก็หมายความว่าเราต้องมองเห็นคุณค่าของชีวิตทุกชีวิตรอบตัวเราด้วย”
“หนูจะพยายามค่ะคุณยาย” น้ำใสกล่าวอย่างหนักแน่น “หนูจะไม่ทำร้ายใครอีกแล้ว หนูจะพยายามเข้าใจและเห็นอกเห็นใจผู้อื่นให้มากขึ้น”
“ดีมากจ้ะ” คุณยายปรียากล่าว “ตอนนี้กลับบ้านกันเถอะ แม่ของน้ำใสคงเป็นห่วงแย่แล้ว”
น้ำใสพยักหน้า เธอรู้สึกว่าภาระหนักอึ้งในอกได้เบาบางลงไปบ้าง การได้ระบายความรู้สึกและความสับสนออกมา ทำให้เธอรู้สึกดีขึ้น การได้มีคนคอยรับฟังและให้คำแนะนำ เป็นเหมือนแสงสว่างที่ส่องนำทางให้เธอออกจากวังวนแห่งความรู้สึกผิด
ขณะที่กำลังจะก้าวเดินกลับบ้าน สายตาของน้ำใสก็เหลือบไปเห็นรังนกเล็กๆ ที่มุมหนึ่งของต้นจามจุรี เธอเดินเข้าไปดูใกล้ๆ ในรังมีลูกนกตัวเล็กๆ อยู่สามตัว กำลังส่งเสียงร้องจิ๊บๆ ขออาหารจากแม่นกที่เพิ่งบินกลับมา
ภาพนั้นทำให้น้ำใสยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน หัวใจของเธอเต็มไปด้วยความรู้สึกอบอุ่น เธอเห็นถึงความผูกพันระหว่างแม่นกกับลูกๆ เห็นถึงการดูแลเอาใจใส่ที่แม่นกมีให้ เห็นถึงความหวังในชีวิตน้อยๆ ที่กำลังจะเติบโตขึ้น
“สวัสดีนะ เจ้าตัวน้อย” เธอพึมพำ “ขอให้พวกเจ้าเติบโตอย่างแข็งแรงนะ”
เธอหันไปมองคุณยายปรียาด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป มีประกายแห่งความหวังและความตั้งใจฉายชัดอยู่ภายใน “หนูพร้อมแล้วค่ะคุณยาย”
4,800 ตัวอักษร