เงาสะท้อนในฌานรู้แจ้ง

ตอนที่ 13 / 42

ตอนที่ 13 — การเผชิญหน้ากับภาพลวงตา

เช้าวันใหม่มาถึง ธีรเดชลุกขึ้นจากที่นอนด้วยความรู้สึกที่แตกต่างจากทุกๆ วัน ความว้าวุ่นในใจที่เคยมีจากการรับสายของอรุณรัศมีนั้น จางหายไปเกือบหมดสิ้น เหลือเพียงความสงบที่แผ่ซ่านไปทั่วทั้งร่างกายและจิตใจ เขาเดินไปที่หน้ากุฏิ ยืนมองไปยังทุ่งนาเบื้องหน้า ลมเย็นๆ ยามเช้าพัดพาเอาความสดชื่นมาให้ “อรุณสวัสดิ์ครับหลวงพ่อ” ธีรเดชเอ่ยทักหลวงพ่อที่กำลังเดินจงกรมอยู่ไม่ไกลนัก หลวงพ่อหันมายิ้มให้อย่างอ่อนโยน “อรุณสวัสดิ์เหมือนกันโยมธีรเดช วันนี้ดูแจ่มใสกว่าทุกวันนะ” “ครับหลวงพ่อ เมื่อคืนก่อนนอน อาตมาลองทำตามที่หลวงพ่อแนะนำ คือการเฝ้าดูเสียงที่เกิดขึ้นในใจ” ธีรเดชเล่าพลางนึกถึงคืนที่ผ่านมา “ตอนแรกก็มีเสียงของความกังวล ความผูกพันเข้ามาตลอด แต่วันนี้แปลกจังครับหลวงพ่อ มันเหมือนกับว่าเสียงเหล่านั้นมันค่อยๆ จางลงไปเอง” หลวงพ่อพยักหน้ารับ “ดีแล้วโยม นั่นแหละคือการฝึกฝน การรู้ทันจิตใจของตนเอง การที่เรา ‘เฝ้าดู’ โดยไม่ปรุงแต่ง ไม่เข้าไปต่อต้าน หรือส่งเสริม มันคือการปล่อยวางไปตามธรรมชาติของมัน เหมือนกับเมฆที่ลอยผ่านไปบนท้องฟ้า เราเห็นมัน เราไม่ต้องไปจับต้อง หรือผลักไสมัน ปล่อยให้มันเป็นไปของมันเอง” “แต่หลวงพ่อครับ เสียงของพี่อรุณรัศมีที่โทรเข้ามาเมื่อคืน มันยังคงวนเวียนอยู่ในหัวผมอยู่บ้างครับ” ธีรเดชเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ยังคงมีความลังเลอยู่ “ผมรู้สึกผิดที่ไปตอบรับคำชวนของเขา มันเหมือนผมกำลังจะหลุดออกจากเส้นทางที่กำลังจะเจอความสงบ” หลวงพ่อเดินเข้ามาใกล้ ธีรเดชหยุดเดินจงกรม หันมาเผชิญหน้ากับลูกศิษย์ “โยมธีรเดช อย่าเพิ่งตัดสินตัวเองเร็วเกินไป ความผิดพลาดมันเกิดขึ้นได้เสมอ การที่เรารู้ว่าเรากำลังจะพลาด นั่นแหละคือสติที่เริ่มทำงานแล้ว” “แต่ผมรู้สึกว่าผมอ่อนแอเหลือเกินครับ” ธีรเดชยอมรับความรู้สึกที่แท้จริง “ผมคิดว่าผมพร้อมแล้วที่จะสละทุกสิ่งทุกอย่าง แต่พอเจอเสียงของความผูกพันที่คุ้นเคย มันเหมือนมีแรงดึงดูดที่มองไม่เห็น ค่อยๆ ดึงผมกลับไป” “โยมกำลังติดกับดักของ ‘ความคาดหวัง’ อีกแล้ว” หลวงพ่อกล่าวอย่างนุ่มนวล “โยมคาดหวังว่าการปฏิบัติธรรมจะต้องพาไปสู่ความสงบอย่างเดียว โยมคาดหวังว่าเมื่อปฏิบัติแล้วจะต้องไม่หวั่นไหวต่อสิ่งใดๆ เลย แต่ความเป็นจริงคือ กิเลสเป็นเหมือนเงา มันติดตามเราไปทุกหนทุกแห่ง ไม่ว่าเราจะไปที่ไหน มันก็จะปรากฏขึ้นเสมอ” “แล้วผมจะทำอย่างไรดีครับหลวงพ่อ” ธีรเดชถามอย่างสิ้นหวัง “กลับมาที่การ ‘เฝ้าดู’ อีกครั้ง” หลวงพ่อกล่าว “เมื่อเสียงของความผูกพัน เสียงของความกังวล หรือแม้กระทั่งเสียงของความปรารถนาจะกลับมาอีก จงอย่าไปต่อสู้กับมัน จงสังเกตมันเหมือนที่โยมสังเกตลมหายใจ หรืออาการปวดเมื่อยตามร่างกาย มันเป็นเพียงปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป” “แล้วภาพลวงตาที่ผมเห็นเมื่อคืนล่ะครับหลวงพ่อ” ธีรเดชถามถึงนิมิตที่เกิดขึ้นระหว่างการทำสมาธิ “มันไม่ใช่ของจริงใช่ไหมครับ” หลวงพ่อหยุดคิดอยู่ครู่หนึ่ง “นิมิต หรือภาพที่ปรากฏขึ้นในขณะทำสมาธิ มันมีหลายรูปแบบ โยมอาจจะเห็นภาพในอดีต เห็นภาพอนาคต เห็นภาพที่เกิดจากการปรุงแต่งของจิตใจ หรือบางครั้งก็เป็นสัญญาณเตือนจากจิตใต้สำนึก” “แล้วของผมล่ะครับหลวงพ่อ มันคืออะไร” ธีรเดชต้องการคำตอบที่ชัดเจน “นั่นแหละคือสิ่งที่โยมต้องค้นหาด้วยตัวเอง” หลวงพ่อตอบ “การที่เราไปยึดติดว่ามันคือ ‘ความจริง’ หรือ ‘ภาพลวงตา’ ตั้งแต่ต้น มันก็เป็นการสร้างกรอบให้กับจิตใจของเราอีกชั้นหนึ่งแล้ว” “ผมไม่เข้าใจครับหลวงพ่อ” ธีรเดชกล่าวอย่างงงงวย “ลองนึกถึงตอนที่โยมกำลังฝัน” หลวงพ่ออธิบาย “ในขณะที่ฝัน โยมเชื่อมั่นว่าทุกสิ่งที่เห็นคือความจริง แต่พอตื่นขึ้นมา โยมก็รู้ว่ามันเป็นเพียงความฝัน” “ครับ” ธีรเดชพยักหน้า “นิมิตก็เช่นกัน” หลวงพ่อกล่าวต่อ “ในขณะที่เห็น จงอย่าเพิ่งไปตัดสินว่ามันคืออะไร เพียงแค่ ‘สังเกต’ มัน สังเกตว่ามันทำให้เกิดความรู้สึกอย่างไรในใจของเรา สังเกตว่ามันเกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร แล้วเมื่อโยมตื่นจากสภาวะนั้นแล้ว ค่อยมาพิจารณาดูอีกครั้ง” “แต่ผมรู้สึกกลัวครับหลวงพ่อ” ธีรเดชยอมรับ “ภาพของพี่อรุณรัศมีที่กำลังยื่นมือมาหาผม มันทำให้ผมรู้สึกเหมือนกำลังจะถูกดึงกลับไปสู่โลกใบเดิม” “ความกลัว” หลวงพ่อพยักหน้า “เป็นอีกกิเลสหนึ่งที่ทรงพลัง” “ถ้าผมไม่ยอมรับเขา จะเป็นอะไรไหมครับ” ธีรเดชถาม “ถ้าโยมพยายามจะ ‘ปฏิเสธ’ ความรู้สึกที่เกิดขึ้น นั่นแหละคือการต่อสู้กับมัน” หลวงพ่อกล่าว “จงยอมรับว่าความรู้สึกกลัวนั้นมีอยู่จริงในใจเรา สังเกตมันดูว่ามันก่อตัวขึ้นมาได้อย่างไร มันส่งผลต่อร่างกายของเราอย่างไร แล้วปล่อยให้มันผ่านไป เหมือนกับเมฆที่ลอยผ่านไป” ธีรเดชยืนนิ่ง ครุ่นคิดถึงคำสอนของหลวงพ่อ ความรู้สึกที่สับสนในใจเริ่มค่อยๆ คลายลง เขาเริ่มเข้าใจว่าการปฏิบัติธรรมไม่ใช่การต่อสู้กับโลกภายนอก หรือแม้กระทั่งการต่อสู้กับกิเลสอย่างที่เขาเคยเข้าใจ แต่มันคือการทำความเข้าใจธรรมชาติของจิตใจตนเอง “ขอบคุณครับหลวงพ่อ” ธีรเดชกล่าวด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นขึ้น “ผมจะลองกลับไปเฝ้าดูมันอีกครั้ง” “ดีมากโยม” หลวงพ่อกล่าว “จำไว้ว่าเส้นทางนี้ต้องอาศัยความอดทนและสติปัญญา จงก้าวเดินไปทีละก้าวอย่างมั่นคง” เมื่อกลับมาถึงกุฏิ ธีรเดชจัดท่าทางนั่งสมาธิอีกครั้ง เขาหลับตาลง หายใจเข้าออกอย่างสม่ำเสมอ เขาปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นภายนอก ทิ้งความคาดหวัง ความกลัว และความปรารถนาทั้งหมด เมื่อจิตใจเริ่มสงบลง เขาก็เริ่มเฝ้าดูสิ่งที่เกิดขึ้นภายใน ทันใดนั้น ภาพของอรุณรัศมีก็ปรากฏขึ้นในห้วงความคิดของเขาอีกครั้ง ใบหน้าของเธอที่เคยเปื้อนรอยยิ้ม ตอนนี้กลับดูเหมือนกำลังอ้อนวอน มือของเธอยื่นออกมาอย่างคุ้นเคย ราวกับจะเชื้อเชิญให้เขากลับไป ธีรเดชสูดลมหายใจลึก เขาจำคำสอนของหลวงพ่อได้ เขาไม่ได้ต่อต้าน ไม่ได้ส่งเสริม เขาเพียงแค่มองดูภาพนั้น สังเกตความรู้สึกที่เกิดขึ้นในใจ เขาเห็นความผูกพัน ความเสียดาย และความลังเลที่ก่อตัวขึ้น เขาปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ “เจ้ากำลังเรียกหาข้าหรือ อรุณรัศมี” ธีรเดชพึมพำกับตัวเองเบาๆ ภาพของอรุณรัศมียิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน “กลับมาเถอะธีรเดช โลกของเรายังรอคุณอยู่” ธีรเดชพยายามรักษาอาการสงบของจิตใจเอาไว้ เขาเห็นความสวยงามของโลกที่เขาเคยจากมา เห็นภาพความสำเร็จ ความสุขสบายที่เคยสัมผัส แต่แล้วเขาก็นึกถึงคำสอนเรื่อง “ความไม่เที่ยง” ขึ้นมาได้ “ความสุขเหล่านั้นมันไม่เที่ยง” ธีรเดชกล่าวกับภาพในความคิดของตนเอง “มันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป” ภาพของอรุณรัศมีค่อยๆ เลือนหายไป เหลือเพียงความว่างเปล่า ธีรเดชรู้สึกถึงความโล่งเบาที่กลับมาอีกครั้ง เขารู้สึกว่าตนเองได้ก้าวข้ามผ่านบางสิ่งบางอย่างไปได้อีกขั้นหนึ่ง

5,241 ตัวอักษร