มหาสมุทรแห่งจิตอันสงบนิ่ง

ตอนที่ 7 / 41

ตอนที่ 7 — การเผชิญหน้ากับความพลัดพราก

ช่วงบ่ายวันหนึ่ง หลังจากที่มานีได้เผชิญหน้ากับความเจ็บปวดจากอดีตที่เคยพยายามกลบฝังเอาไว้ จิตใจของเธอก็ยังคงสั่นคลอนอยู่ไม่น้อย แต่การฝึกสติที่เธอได้เพียรพยายามมาตลอดหลายวันก็เริ่มส่งผลให้เธอสามารถประคองตัวเองได้ดีขึ้น แทนที่จะจมปลักอยู่กับความเศร้า เธอเลือกที่จะสังเกตความรู้สึกเหล่านั้นอย่างพิจารณา ราวกับกำลังมองดูเมฆที่ลอยผ่านไปบนท้องฟ้า จากนั้นเธอก็กลับไปสู่ลมหายใจของเธออีกครั้ง การกลับมาอยู่กับปัจจุบันขณะเป็นเหมือนสมอเรือที่ยึดเหนี่ยวเธอไว้ในท่ามกลางพายุอารมณ์ที่ถาโถม “คุณมานี วันนี้ดูเหมือนจะเหม่อลอยเป็นพิเศษนะคะ” เสียงของแม่ชีน้อย รัศมี ดังขึ้นอย่างแผ่วเบาขณะที่เธอเดินเข้ามาในสวนผักที่มานีกำลังรดน้ำต้นไม้อยู่ รัศมีเป็นแม่ชีที่อายุน้อยที่สุดในวัดแห่งนี้ เพิ่งจะบวชได้ไม่นานนัก ใบหน้ายังคงมีเค้าของความอ่อนเยาว์ แต่แววตาฉายประกายแห่งความสงบที่เกินวัย มานีเงยหน้าขึ้นมอง ยิ้มบางๆ ให้กับแม่ชีสาว “ก็คงเป็นเพราะเมื่อคืนนอนไม่ค่อยหลับน่ะ รัศมี” เธอตอบพลางวางบัวรดน้ำลง รัศมีเดินเข้ามาใกล้ ชวนพูดคุย “เมื่อคืนมีเรื่องอะไรมากวนใจหรือเปล่าคะ” มานีลังเลเล็กน้อย เธอไม่ได้สนิทกับใครในวัดมากนัก แต่รัศมีดูเป็นคนเปิดเผยและมีเมตตา “ก็...เมื่อคืนฝันถึงลูกชายอีกแล้วน่ะ” เธอเอ่ยเสียงเบา “ฝันว่าเขากลับมาหา ฝันถึงวันที่เขายังอยู่กับเรา” น้ำตาเอ่อขึ้นที่ขอบตาของมานี เธอพยายามปาดมันออกอย่างรวดเร็ว แต่ความรู้สึกสูญเสียที่ประดังเข้ามาก็ยากจะต้านทาน รัศมีมองมานีด้วยความเข้าใจ “ความฝันก็เป็นเช่นนั้นค่ะ บางครั้งก็สะท้อนสิ่งที่เราคิดถึง หรือสิ่งที่เรายังละวางไม่ได้” “ละวางไม่ได้จริงๆ รัศมี” มานีถอนหายใจยาว “เวลาผ่านไปตั้งหลายปีแล้ว แต่บางทีก็ยังรู้สึกเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้ ภาพเขายิ้ม ภาพเขาหัวเราะ... มันยังชัดเจนในใจเสมอ” “ท่านอาจารย์เคยสอนค่ะว่า ความทรงจำก็เหมือนเงา บางครั้งมันก็ตามติดเราไปทุกหนแห่ง แต่เราก็สามารถเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันโดยไม่ให้มันบดบังแสงสว่างในปัจจุบันของเราได้” รัศมีพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “การที่คุณมานีได้มาอยู่ที่นี่ ได้ฝึกสติ ได้เจริญสติในทุกอิริยาบถ ก็เป็นการค่อยๆ ฝึกฝนจิตใจให้ยอมรับความเปลี่ยนแปลง ยอมรับความพลัดพราก” “แต่การยอมรับมันยากเหลือเกิน” มานีพึมพำ “ยิ่งเห็นต้นไม้ที่นี่เติบโต แตกใบออกดอก แล้วก็ร่วงโรยไปตามฤดูกาล มันก็ยิ่งตอกย้ำความรู้สึกว่า ทุกสิ่งไม่เคยคงอยู่ถาวรเลย” “นั่นคือความจริงของอนิจจังค่ะ” รัศมีกล่าว “การที่เราเห็นแจ้งในความไม่เที่ยง มันจะช่วยลดความยึดมั่นถือมั่นของเราลง ทำให้เราไม่ทุกข์ร้อนจนเกินไปเมื่อต้องพบเจอกับการเปลี่ยนแปลง” มานีมองดอกพวงแสดที่กำลังบานสะพรั่งอยู่ข้างทางเดิน สีส้มสดใสตัดกับสีเขียวของใบไม้ เป็นภาพที่สวยงาม แต่เธอก็รู้ดีว่าความงามนี้จะอยู่ไม่นาน “ฉันก็พยายามอยู่นะรัศมี พยายามที่จะไม่ยึดติด แต่บางครั้งมันก็เหมือนมีอะไรบางอย่างดึงฉันกลับไป” “ไม่เป็นไรค่ะ คุณมานี กระบวนการนี้ต้องใช้เวลา” รัศมีให้กำลังใจ “ท่านอาจารย์บอกว่า การฝึกสติเหมือนการเดินบนเส้นเชือก แรกๆ อาจจะโคลงเคลงบ้าง แต่เมื่อเราฝึกฝนจนชำนาญ เราก็จะสามารถเดินไปได้อย่างมั่นคง” “แล้วถ้าวันหนึ่งเราล้มลงล่ะ” มานีถามด้วยความกังวล “ถ้าล้มลง เราก็ค่อยๆ ลุกขึ้นใหม่ค่ะ” รัศมีตอบอย่างไม่ลังเล “การล้มลงไม่ใช่ความล้มเหลว แต่คือโอกาสในการเรียนรู้ว่า เราต้องปรับสมดุลอย่างไร เราต้องก้าวต่อไปอย่างไร” มานีเงียบไปครู่หนึ่ง คำพูดของแม่ชีสาวแฝงไว้ด้วยความเข้าใจอันลึกซึ้ง ราวกับว่าเธอเองก็เคยผ่านประสบการณ์คล้ายๆ กันมาก่อน “ขอบใจนะรัศมี ที่คุยกับฉัน” “ยินดีเสมอค่ะ” รัศมีส่งยิ้ม “ถ้ามีอะไรไม่สบายใจ หรืออยากระบาย ก็บอกดิฉันได้เสมอนะคะ” หลังจากที่รัศมีเดินจากไป มานียังคงยืนอยู่ที่เดิม มองไปยังสวนผักที่เธอเพิ่งรดน้ำเสร็จ ต้นกล้าเล็กๆ ที่กำลังงอกงาม แสงแดดยามบ่ายสาดส่องลงมาอย่างอบอุ่น เธอสูดลมหายใจลึกๆ และพยายามนำคำพูดของรัศมีมาพิจารณา ความพลัดพราก... เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในชีวิต ทุกสิ่งทุกอย่างที่เรารักล้วนมีความไม่แน่นอน การยึดติดกับสิ่งที่เคยมี เคยเป็น คือบ่อเกิดแห่งทุกข์ เธอจำได้ว่าครั้งหนึ่งเคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับพุทธศาสนาที่กล่าวถึงเรื่อง “อุปาทานขันธ์” การยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ 5 คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ การยึดมั่นในตัวตน ในความรู้สึก ในความคิดของเราเอง สิ่งเหล่านี้ล้วนไม่เที่ยง แต่เรากลับไปยึดมันเอาไว้ราวกับว่ามันคือตัวเราที่แท้จริง มานีหลับตาลง นึกถึงหน้าลูกชายอีกครั้ง ภาพรอยยิ้มที่สดใส เสียงหัวเราะที่เคยเต็มบ้าน ความรู้สึกอบอุ่นในอ้อมกอด ทุกอย่างยังคงชัดเจน แต่คราวนี้ เธอไม่ได้พยายามผลักไสความทรงจำเหล่านั้นออกไป เธอเพียงแค่มองดูมัน ปล่อยให้มันไหลผ่านไป “ลูกรัก...” เธอพึมพำในใจ “แม่รู้ว่าลูกอยู่ดีมีความสุขในภพภูมิที่ดี แม่ไม่ต้องการกักขังลูกไว้ในความทรงจำของแม่” เธอเริ่มเดินกลับไปยังกุฏิของเธอ แสงแดดยามบ่ายสาดทาบทาพื้นดิน ทำให้เกิดเงาทอดยาวไปตามทางเดิน เสียงนกร้องกังวานมาจากป่าด้านหลังวัด เป็นเสียงแห่งธรรมชาติที่บริสุทธิ์ ไม่มีเงื่อนไข เมื่อมาถึงกุฏิ เธอนั่งลงบนอาสนะที่คุ้นเคย เตรียมตัวจะเข้าสู่การภาวนาอีกครั้ง แต่ก่อนที่จะหลับตา เธอนึกถึงคำสอนของท่านอาจารย์ที่ว่า “การยอมรับคือการปล่อยวาง” การยอมรับว่าลูกชายของเธอจากไปแล้วจริงๆ การยอมรับว่าเธอไม่มีวันได้พบหน้าเขาอีกในชาตินี้... มันเจ็บปวด แต่ก็เป็นความจริง เธอค่อยๆ หลับตาลง หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ ปล่อยวางความกังวล ความเศร้าโศกที่เคยเกาะกินใจ เธอสังเกตความรู้สึกของความเจ็บปวดที่ยังคงมีอยู่ แต่ครั้งนี้ เธอไม่ปฏิเสธมัน เธอเพียงแค่ยอมรับว่ามันคือความรู้สึกที่เกิดขึ้นในขณะนี้ และเช่นเดียวกับทุกสิ่งทุกอย่าง ความรู้สึกนี้ก็ไม่คงอยู่ตลอดไป เธอจดจ่ออยู่กับลมหายใจของเธอเพียงอย่างเดียว ปล่อยให้ทุกความคิด ความทรงจำ ล่องลอยไป เหมือนใบไม้ที่ลอยไปตามสายน้ำ ความสงบเริ่มคืบคลานเข้ามาในจิตใจ แทนที่ความฟุ้งซ่านและความหวั่นไหว มันไม่ใช่ความสงบที่เกิดจากการไม่มีปัญหา แต่เป็นความสงบที่เกิดจากการยอมรับในความเป็นจริง มานียังรู้ดีว่าการเดินทางนี้ยังอีกยาวไกล การเผชิญหน้ากับความพลัดพรากเป็นเพียงก้าวหนึ่ง แต่เธอก็รู้สึกขอบคุณความเจ็บปวดที่ทำให้เธอได้มีโอกาสเรียนรู้ที่จะปล่อยวาง และก้าวไปสู่การยอมรับอย่างแท้จริง

5,035 ตัวอักษร