แสงแห่งปัญญาในใจ

ตอนที่ 13 / 49

ตอนที่ 13 — เมื่อความเข้าใจกระจ่างขึ้นในสถานการณ์จริง

เช้าวันหนึ่ง ขณะที่เขากำลังเตรียมตัวไปมหาวิทยาลัย เขาพบว่าตนเองมีอารมณ์หงุดหงิดเล็กน้อย เมื่อเห็นว่ากุญแจรถมอเตอร์ไซค์ของเขาหายไปจากที่เดิมทุกวัน เขารู้สึกใจร้อนขึ้นมาทันที ปกติแล้วเขาจะวางมันไว้บนชั้นวางข้างประตูเสมอ แต่ครั้งนี้มันกลับไม่อยู่ตรงนั้น ความหงุดหงิดเริ่มก่อตัวขึ้นในอก ความคิดว่าใครอาจจะหยิบไป หรือตนเองอาจจะลืมเก็บไว้ที่อื่นก็ผุดขึ้นมา “ให้ตายสิ กุญแจไปไหนของมันนะ” นนท์พึมพำกับตัวเอง เสียงเริ่มแข็งขึ้นเล็กน้อย เขากวาดตามองไปรอบๆ ห้องรับแขกอย่างร้อนรน พยายามนึกย้อนว่าเมื่อคืนเขาไปวางไว้ที่ไหนบ้าง แต่ภาพสุดท้ายที่จำได้ก็คือการกลับถึงบ้านและวางกุญแจไว้ที่เดิมตามปกติ เมื่อสติเริ่มเตลิดออกนอกกรอบ ความหงุดหงิดก็ยิ่งทวีคูณขึ้น นนท์เริ่มเดินวนไปวนมาในบ้าน เปิดลิ้นชัก ตู้ต่างๆ อย่างลวกๆ ราวกับว่าการรื้อค้นอย่างบ้าคลั่งจะทำให้กุญแจปรากฏตัวขึ้นมาได้ “หาไม่เจอจริงๆ ด้วย! จะไปเรียนทันไหมเนี่ย วันนี้มีนัดกับอาจารย์ด้วยนะ” ความคิดฟุ้งซ่านเริ่มครอบงำ เขาเริ่มโทษตัวเอง โทษคนอื่น โทษสถานการณ์ไปเสียหมด ในขณะที่ความกระวนกระวายกำลังจะพาเขาดำดิ่งลงไปในวังวนแห่งความทุกข์ เสียงเล็กๆ เสียงหนึ่งที่เขาคุ้นเคยจากคอร์สปฏิบัติธรรมก็ดังขึ้นในใจ “การปรุงแต่ง” เขาหยุดชะงัก หายใจเข้าลึกๆ พยายามดึงสติกลับมาที่ลมหายใจอีกครั้ง “ใจเย็นๆ นนท์” เขาพูดกับตัวเองเบาๆ “กุญแจมันจะหายไปไหนได้ล่ะ มันอยู่ที่นี่แหละ แค่เรายังไม่เห็นมัน” เขาหลับตาลง สูดลมหายใจเข้าออกช้าๆ พยายามระงับอารมณ์หงุดหงิดที่กำลังปะทุ “ลองกลับไปดูที่เดิมอีกครั้งอย่างใจเย็นๆ” เขาก้าวกลับไปที่ชั้นวางข้างประตูอย่างช้าๆ ดวงตาของเขากวาดมองอย่างละเอียดอีกครั้ง คราวนี้เขาไม่ได้มองแบบรีบร้อน มองแบบขอไปที แต่เป็นการมองด้วยความตั้งใจ สังเกตทุกรายละเอียด และแล้ว สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นบางอย่างที่ซ่อนอยู่ใต้ใบแจ้งหนี้ที่วางซ้อนทับกันอยู่ มันคือพวงกุญแจรถมอเตอร์ไซค์ของเขาเอง “เจอแล้ว!” เขาอุทานเบาๆ ด้วยความโล่งอก ความรู้สึกหงุดหงิดเมื่อครู่หายไปอย่างรวดเร็วราวกับไม่เคยมีอยู่จริง เขาหยิบกุญแจขึ้นมา เช็คเวลา พบว่ายังพอมีเวลาไปมหาวิทยาลัยทัน เขาเดินออกจากบ้านด้วยรอยยิ้มที่มุมปาก ระหว่างทางไปมหาวิทยาลัย นนท์ครุ่นคิดถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ การที่เขาเคยจะหัวเสียและวุ่นวายอย่างมากหากกุญแจหายไป แต่ครั้งนี้ เขากลับสามารถจัดการกับอารมณ์ของตนเองได้ เขาไม่ได้ตกอยู่ในอำนาจของความหงุดหงิด แต่สามารถหยุดมันไว้ได้ด้วยการดึงสติกลับมาที่ลมหายใจและการยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น “เมื่อก่อนนะ แค่กุญแจหายก็หัวเสียไปทั้งวันแล้ว” เขาคิดกับตัวเอง “แต่พอปฏิบัติธรรมมาเรื่อยๆ มันเหมือนมีเกราะบางๆ มาป้องกันเราจากอารมณ์เหล่านั้น” เขาเริ่มเข้าใจว่าสิ่งที่เขาเรียนรู้จากการปฏิบัติธรรม ไม่ใช่แค่การนั่งสมาธิหรือการกำหนดรู้ลมหายใจเท่านั้น แต่มันคือการฝึกฝนจิตใจให้มีความเข้มแข็ง สามารถรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันได้อย่างมีสติ เมื่อถึงมหาวิทยาลัย นนท์เดินเข้าไปในคณะด้วยท่าทีที่ผ่อนคลายกว่าเดิม เขาไม่ได้เร่งรีบหรือกังวลกับอะไรมากนัก เขายังคงสังเกตสิ่งรอบตัว แต่คราวนี้เป็นการสังเกตด้วยความรู้สึกเป็นสุข ไม่ใช่การมองหาข้อบกพร่องหรือสิ่งที่ทำให้ตนเองไม่พอใจ “นนท์! มาแล้วเหรอ” เสียงของฟ้าดังขึ้นเมื่อเห็นเขากำลังเดินไปที่ห้องสมุด “เกือบจะคิดว่านายมาไม่ได้ซะแล้ว” นนท์ยิ้มให้เพื่อน “นิดหน่อยน่ะ พอดีหากุญแจรถไม่เจอตอนเช้า แต่ก็หาเจอจนได้” ฟ้ามองนนท์ด้วยความสงสัย “นายดูแปลกๆ ไปนะช่วงนี้ ดูสงบขึ้นเยอะเลย” “ก็คงจะเป็นผลจากการไปปฏิบัติธรรมมั้ง” นนท์ตอบตามตรง “มันช่วยให้ใจเย็นลงเยอะเลยจริงๆ” “จริงเหรอ? ฉันก็อยากไปนะ แต่ไม่รู้จะเริ่มยังไง” ฟ้าแสดงความสนใจ “จริงๆ มันก็ไม่ได้ยากอย่างที่คิดนะ” นนท์อธิบาย “แค่ลองไปนั่งสมาธิสักวันสองวันก่อนก็ได้ แล้วค่อยๆ เพิ่มเวลา หรือถ้ามีโอกาสก็ลองไปปฏิบัติแบบเข้มข้นดูสักครั้ง แล้วจะรู้ว่ามันต่างออกไป” การสนทนากับฟ้าทำให้นนท์ได้ทบทวนอีกครั้งว่า การเปลี่ยนแปลงของเขาไม่ได้เกิดขึ้นเพียงลำพัง แต่ยังส่งผลกระทบต่อคนรอบข้างด้วย เขาตระหนักว่า การแบ่งปันประสบการณ์และแนวทางปฏิบัติธรรมให้กับผู้อื่น ก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการทำความดี และเป็นการเผยแพร่แสงสว่างแห่งปัญญาให้แก่สังคม เมื่อถึงเวลาเรียน นนท์ตั้งใจฟังอาจารย์สอนมากขึ้น พยายามทำความเข้าใจเนื้อหาอย่างเต็มที่ เขารู้สึกว่าสมาธิของเขานานขึ้น สามารถจดจ่ออยู่กับบทเรียนได้โดยไม่วอกแวกไปกับเสียงรบกวนรอบข้าง หรือความคิดฟุ้งซ่านของตนเอง “นนท์ นายกำลังคิดอะไรอยู่นะ สีหน้าดูครุ่นคิดเชียว” ฟ้ากระซิบถาม เมื่อเห็นนนท์นั่งนิ่งไป ดวงตาเหม่อลอยเล็กน้อย นนท์สะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะตอบกลับมาด้วยรอยยิ้ม “เปล่าหรอก กำลังพยายามทำความเข้าใจเรื่องนี้ให้ลึกซึ้งขึ้นนิดหน่อยน่ะ” “จริงเหรอ? ฉันว่าอาจารย์อธิบายไปแล้วนะ” ฟ้ายังคงสงสัย “ก็ใช่ แต่บางที การที่เราลองคิดทบทวนในมุมที่ต่างออกไป มันก็ช่วยให้เราเข้าใจอะไรได้มากขึ้นนะ” นนท์กล่าว “เหมือนกับเวลาเราดูของสิ่งหนึ่ง เรามองจากมุมเดียว เราก็เห็นแค่ด้านเดียว แต่ถ้าเราหมุนมันไปเรื่อยๆ เราก็จะเห็นรายละเอียดครบทุกด้าน” บทสนทนาสั้นๆ นี้ ยิ่งตอกย้ำให้นนท์เห็นชัดเจนว่า วิธีคิดและการมองโลกของเขาได้เปลี่ยนไป เขาไม่ได้มองเพียงผิวเผินอีกต่อไป แต่เริ่มมองเห็นถึงแก่นแท้ของสิ่งต่างๆ และพยายามทำความเข้าใจในระดับที่ลึกซึ้งขึ้น การที่เขาสามารถนำสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการปฏิบัติธรรม มาปรับใช้กับสถานการณ์ต่างๆ ในชีวิตประจำวันได้อย่างเป็นธรรมชาติเช่นนี้ คือสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกภาคภูมิใจในตัวเองมากที่สุด

4,484 ตัวอักษร