ธารใสแห่งการปล่อยวาง

ตอนที่ 14 / 44

ตอนที่ 14 — การภาวนาและการเผชิญหน้ากับเงา

แสงแดดยามเช้าสาดส่องเข้ามาทางหน้าต่าง ทำให้ภาคินค่อยๆ ลืมตาขึ้น เขารู้สึกสดชื่นและมีพลังมากกว่าทุกวัน กิจวัตรยามเช้าที่สำนักปฏิบัติธรรมได้หล่อหลอมร่างกายและจิตใจของเขาให้แข็งแรงขึ้น การตื่นแต่เช้า การสวดมนต์ การเดินจงกรม การทำงานเล็กๆ น้อยๆ การฟังธรรม ล้วนเป็นส่วนผสมที่ลงตัวในการบำบัดเยียวยา วันนี้เป็นวันแรกที่ภาคินจะลองเข้าสู่การภาวนาอย่างจริงจังตามคำแนะนำของพระอาจารย์ เขาเคยคิดว่าการนั่งสมาธิเป็นเรื่องยาก และมักจะล้มเลิกกลางคันทุกครั้งที่พยายาม แต่หลังจากได้สัมผัสถึงความสงบจากการอยู่กับธรรมชาติ และจากการได้สนทนาธรรม เขาก็มีความตั้งใจที่จะฝึกฝนตนเองให้มากขึ้น ภาคินเดินไปยังห้องภาวนาซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากห้องพักของเขา ห้องภาวนาแห่งนี้มีบรรยากาศที่เงียบสงบ มีแสงสลัวๆ ส่องเข้ามาจากหน้าต่างบานเล็กๆ และมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ของสมุนไพรลอยอบอวลอยู่ในอากาศ ผู้ปฏิบัติธรรมคนอื่นๆ เริ่มทยอยกันเข้ามานั่งประจำที่อย่างเงียบเชียบ ภาคินเลือกมุมสงบมุมหนึ่ง แล้วค่อยๆ นั่งลงขัดสมาธิ ปรับกายให้อยู่ในท่าที่สบายที่สุด "ให้ทุกคนตั้งใจภาวนาตามอัธยาศัย" เสียงพระอาจารย์ดังขึ้นแผ่วเบา "หากจิตใจฟุ้งซ่าน ให้ดึงกลับมาอยู่กับลมหายใจ หรือคำบริกรรมที่ได้ตั้งใจไว้ อย่าได้ตัดสินว่าดีหรือชั่ว เพียงแค่รู้เท่าทัน" ภาคินหลับตาลง เริ่มต้นดึงสติกลับมาที่ลมหายใจ เขาพยายามสูดลมหายใจเข้าลึกๆ และผ่อนลมหายใจออกอย่างช้าๆ ในตอนแรก จิตใจยังคงวุ่นวายอยู่กับความคิดต่างๆ นานา ภาพของกองงานที่รออยู่ ภาพของเพื่อนๆ ที่กำลังสงสัยว่าเขาหายไปไหน ภาพของใบหน้าวิจารณ์ผลงานที่เคยทำให้เขารู้สึกเจ็บปวด ผุดขึ้นมาอย่างไม่ขาดสาย "ลมหายใจเข้า... ลมหายใจออก..." ภาคินพยายามบริกรรมในใจซ้ำๆ "นี่มันไม่ได้ผลเลย" เขาคิดในใจ "ทำไมมันยากจัง" ทันใดนั้นเอง ภาพของสตูดิโอที่ว่างเปล่า ภาพของผืนผ้าใบสีขาวที่ดูเหมือนจะกลืนกินทุกความฝันของเขา ก็ปรากฏขึ้นมาอย่างชัดเจน มันเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดหวังและสิ้นหวัง "ฉันเป็นศิลปินที่ไม่เอาไหน" ความคิดนี้ดังขึ้นในหัวของเขา "ฉันไม่มีความสามารถจริงๆ" น้ำตาเริ่มไหลรินออกมาจากดวงตาของภาคิน เขาพยายามเช็ดมันออกอย่างรวดเร็ว แต่ความรู้สึกท่วมท้นก็ยังคงอยู่ เขาไม่เคยคิดว่าการภาวนาจะทำให้เขาต้องเผชิญหน้ากับความกลัวและความไม่มั่นคงของตัวเองอย่างรุนแรงเช่นนี้ "กลับมาที่ลมหายใจ ภาคิน" เสียงของพระอาจารย์ดังก้องอยู่ในหูของเขา "เพียงแค่รู้เท่าทันมัน" ภาคินสูดลมหายใจเข้าลึกอีกครั้ง พยายามดึงสติกลับมา เขาเห็นน้ำตาที่ไหลออกมาบนแก้มของตนเอง เขาเห็นความเจ็บปวดที่ปรากฏอยู่บนใบหน้าของเขา แม้จะหลับตาอยู่ "ฉันกลัว... กลัวว่าจะล้มเหลว" เขาพึมพำออกมาเบาๆ "นั่นคือความจริงที่เกิดขึ้นในขณะนี้" เสียงของพระอาจารย์เหมือนจะอยู่ใกล้กว่าเดิม "แต่ความกลัวนี้ ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงของโยม" ภาคินพยายามพิจารณาความคิดและความรู้สึกของตนเอง เขาตระหนักว่า ความกลัวและความรู้สึกไร้ค่าเหล่านี้ มันคือ "เงา" ที่เขาพยายามหลีกเลี่ยงมาตลอดชีวิต มันคือส่วนหนึ่งของเขาที่เขาไม่เคยยอมรับ "ฉันไม่ต้องการเป็นแบบนี้" ความคิดนี้ดังขึ้นอีกครั้ง "แล้วโยมต้องการเป็นแบบไหน" เสียงจากภายในตัวเขาเองตอบกลับมา "แบบที่ทุกคนยอมรับ? แบบที่ประสบความสำเร็จ? แบบที่ไม่มีความกลัว?" ภาคินนิ่งไปครู่หนึ่ง เขาไม่รู้จะตอบอย่างไร ความปรารถนาที่จะได้รับการยอมรับและประสบความสำเร็จนั้น เป็นสิ่งที่ฝังลึกอยู่ในจิตใจของเขามานาน "แต่ถ้าฉันยอมรับความกลัวนี้ล่ะ" เขาคิด "ถ้าฉันยอมรับว่าฉันก็มีช่วงเวลาที่รู้สึกไร้ค่า" เมื่อความคิดนี้เกิดขึ้น ภาคินรู้สึกถึงความตึงเครียดในร่างกายที่ค่อยๆ คลายลง น้ำตาที่เคยไหลอย่างรุนแรง กลับไหลเอื่อยๆ อย่างสงบ "ฉันยอมรับ" เขาพูดออกมาเบาๆ "ฉันยอมรับความกลัวนี้ ฉันยอมรับความไม่มั่นคงนี้" ทันทีที่เขากล่าวคำยอมรับ ความรู้สึกเจ็บปวดที่เคยถาโถมเข้ามา กลับเบาบางลงอย่างน่าอัศจรรย์ มันไม่ได้หายไปทั้งหมด แต่กลับกลายเป็นเหมือนสายหมอกบางๆ ที่ลอยอยู่รอบตัวเขา ไม่ได้ปกคลุมจนมืดมิดเหมือนเช่นเคย ภาคินยังคงนั่งภาวนาต่อไป เขาพบว่า การยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความคิด ความรู้สึก หรือความเจ็บปวดใดๆ ก็ตาม มันคือหนทางที่จะนำไปสู่การปลดปล่อย เขาเริ่มสังเกตเห็นสิ่งอื่นๆ รอบตัว เขาได้ยินเสียงนกร้องจากภายนอก ได้ยินเสียงลมพัดใบไม้ ได้ยินเสียงหายใจของตนเอง เขารู้สึกถึงความเย็นของพื้นห้องที่สัมผัสกับผิวหนัง "นี่สินะ การอยู่กับปัจจุบันขณะ" เขาคิด การภาวนาของภาคินดำเนินไปจนครบเวลาที่กำหนดไว้ เมื่อลืมตาขึ้น เขารู้สึกเหนื่อยล้า แต่ก็เต็มไปด้วยความโล่งใจ ภาพของความกลัวและความไม่มั่นคงยังคงอยู่ แต่ไม่สามารถครอบงำเขาได้อีกต่อไป เขามองเห็นมันเป็นเพียง "แขก" ที่แวะมาเยี่ยมเยียนชั่วคราว ภาคินลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ เขารู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงภายในจิตใจอย่างแท้จริง เขาได้เผชิญหน้ากับ "เงา" ของตนเอง และได้เรียนรู้ที่จะยอมรับมัน การยอมรับนี้เอง ที่ทำให้เขาไม่ต้องแบกรับภาระอันหนักอึ้งของความเจ็บปวดอีกต่อไป หลังจากเสร็จสิ้นการภาวนา ภาคินเดินออกมาจากห้องภาวนา ท่ามกลางแสงแดดยามเช้าที่สว่างสดใส เขาเดินไปยังสวนป่าที่เขาเคยมาทำงานก่อนหน้านี้ ภาพของต้นไม้ใบหญ้าดูสดชื่นกว่าทุกวัน ราวกับว่าธรรมชาติเองก็กำลังเฉลิมฉลองการเติบโตภายในจิตใจของเขา เขาหยิบพลั่วขึ้นมาและเริ่มขุดดิน การทำงานในวันนี้แตกต่างจากวันอื่นๆ อย่างสิ้นเชิง เขาไม่ได้คิดถึงผลลัพธ์ หรือความสมบูรณ์แบบ แต่กลับมีความสุขกับการได้สัมผัสผืนดิน ได้รับรู้ถึงกลิ่นอายของธรรมชาติ และได้อยู่กับปัจจุบันขณะอย่างเต็มที่ "วันนี้คุณภาคินดูมีความสุขเป็นพิเศษนะครับ" เสียงของแม่ชีท่านหนึ่งที่กำลังเก็บกวาดใบไม้อยู่ใกล้ๆ ทักทาย "ครับแม่ชี วันนี้ผมรู้สึกดีมากๆ เลยครับ" ภาคินตอบพร้อมรอยยิ้ม "เหมือนได้ปลดปล่อยบางสิ่งบางอย่างออกไป" "ดีแล้วค่ะ การปลดปล่อยคือหัวใจของการปฏิบัติ" แม่ชีกล่าว "บางครั้งเราก็ต้องยอมรับความเจ็บปวดที่เรามีอยู่ เพื่อที่เราจะสามารถก้าวข้ามมันไปได้" ภาคินพยักหน้าเห็นด้วย เขารู้สึกขอบคุณทุกคนและทุกสิ่งรอบตัวที่ได้หล่อหลอมให้เขาได้เรียนรู้และเติบโตขึ้นในวันนี้

4,869 ตัวอักษร