ตอนที่ 4 — พบปะครูบาอาจารย์ผู้เมตตา
ภาคินก้าวออกจากห้องพักด้วยความรู้สึกปลอดโปร่ง ผิวหน้าของเขาอมชมพูระเรื่อ ดวงตาที่เคยขุ่นหมองบัดนี้กลับมีประกายสดใส เขาได้เดินสำรวจรอบๆ สำนักปฏิบัติธรรม “วิมุตติธารา” ตลอดช่วงเช้าตรู่ที่ผ่านมา ลมเย็นๆ พัดโชยมาพร้อมกับกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้นานาชนิด ชวนให้รู้สึกผ่อนคลายอย่างประหลาด ทุกสิ่งทุกอย่างที่นี่ดูสงบงาม ราวกับภาพวาดสีน้ำที่ถูกแต่งแต้มอย่างประณีต เสียงน้ำตกที่ไหลรินจากภูเขาเบื้องบน ส่งเสียงกระทบโขดหิน เป็นดนตรีธรรมชาติที่กล่อมเกลาจิตใจ
“อรุณสวัสดิ์ครับ” เสียงทักทายที่อ่อนโยนดังขึ้นด้านหลัง ภาคินหันไปมอง พบกับแม่ชีร่างท้วม ใบหน้าเปื้อนยิ้ม ดวงตาเป็นประกายด้วยความเมตตา “มาปฏิบัติธรรมวันแรก คงยังไม่คุ้นเคยสถานที่สินะ”
“สวัสดีครับแม่ชี ผมภาคินครับ เพิ่งมาถึงเมื่อวานนี้เองครับ” ภาคินยกมือไหว้ด้วยความนอบน้อม
“ยินดีต้อนรับนะภาคิน อาตมาแม่ชีอรุณ แม่ชีประจำสำนักแห่งนี้ มีอะไรสงสัย ถามได้นะ” แม่ชีอรุณเอ่ยพลางเดินนำภาคินไปยังศาลาไม้สักหลังใหญ่ที่ตั้งอยู่ริมสระน้ำใส “ทานข้าวเช้าแล้วหรือยัง”
“ยังเลยครับ” ภาคินตอบ
“งั้นเดี๋ยวไปทานด้วยกันนะ วันนี้มีบิณฑบาตจากญาติโยมที่มาทำบุญด้วย อาหารอาจจะเยอะหน่อย แต่ก็เป็นบุญตา บุญใจของเรา” แม่ชีอรุณชวนภาคินเดินไปยังโรงอาหารที่อยู่ไม่ไกลนัก “ที่นี่เรามีกฎระเบียบอยู่บ้าง แต่ไม่เคร่งครัดจนเกินไป เน้นให้ทุกคนได้ฝึกจิตใจให้สงบและเรียนรู้การอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข”
ภาคินเดินตามแม่ชีอรุณไป แสงแดดยามเช้าสาดส่องลงมากระทบพื้นศาลา เกิดเป็นลวดลายเงาที่เคลื่อนไหวไปมาตามแรงลม เขาเงยหน้ามองยอดเจดีย์สีทองอร่ามที่ตั้งตระหง่านอยู่บนเนินเขา สัญลักษณ์แห่งความสงบและความศรัทธา
“ที่นี่สวยงามมากเลยครับ” ภาคินเอ่ยชมด้วยความรู้สึกจากใจจริง
“สวยงามเพราะธรรมชาติที่สมบูรณ์ และเพราะจิตใจของผู้คนที่ตั้งมั่นในความดี” แม่ชีอรุณตอบ “ที่นี่เป็นแหล่งรวมของผู้ที่ต้องการหลีกหนีความวุ่นวายภายนอก มาฝึกจิตใจให้เข้มแข็ง กลับไปเผชิญโลกได้อย่างไม่หวั่นไหว”
เมื่อไปถึงโรงอาหาร ญาติโยมจำนวนหนึ่งกำลังยืนรอต่อแถวรับอาหารจากแม่ชีและเจ้าหน้าที่สำนัก ภาคินเห็นอาหารหลากหลายชนิด ทั้งข้าวสวยร้อนๆ กับข้าวหลายอย่าง และผลไม้ตามฤดูกาล เขาตักอาหารเพียงเล็กน้อย เน้นผักและผลไม้เป็นส่วนใหญ่
“ทานเยอะๆ นะโยม” แม่ชีท่านหนึ่งที่กำลังตักอาหารให้กล่าวทักทาย
“ขอบคุณครับ” ภาคินยิ้มรับ
เขาเดินไปนั่งที่มุมหนึ่งของศาลา สังเกตผู้คนรอบข้าง ทุกคนดูสงบใบหน้ายิ้มแย้ม ไม่มีการพูดคุยเสียงดัง ทุกคนต่างตั้งใจรับประทานอาหารของตนเอง ภาคินรู้สึกแปลกใจเล็กน้อยกับการที่ทุกคนสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างเงียบสงบเช่นนี้
“เป็นครั้งแรกหรือเปล่า ที่มาอยู่ในบรรยากาศแบบนี้” แม่ชีอรุณนั่งลงข้างๆ ภาคิน
“ใช่ครับ ปกติผมใช้ชีวิตอยู่คนเดียวในกรุงเทพฯ กับงานศิลปะของผม การมาอยู่ที่นี่รู้สึกเหมือนได้หลุดออกมาอยู่อีกโลกหนึ่งเลยครับ” ภาคินยอมรับ
“โลกนี้มีหลายมิติ ภาคิน บางครั้งเราก็ต้องออกมาจากโลกที่เราคุ้นเคย เพื่อไปสำรวจโลกใบใหม่ในจิตใจของเราเอง” แม่ชีอรุณพูดพลางหยิบผลไม้เข้าปาก “งานศิลปะของโยมภาคิน เป็นงานประเภทไหน”
“ผมเป็นจิตรกรครับ ทำงานสีน้ำเป็นหลัก แต่งานของผมช่วงหลังๆ ไม่ค่อยมีคนสนใจเท่าไหร่ครับ” ภาคินพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“อย่าเพิ่งท้อแท้สิ โยม” แม่ชีอรุณปลอบ “บางครั้งผลงานของเราอาจจะยังไม่ถึงเวลาของมัน หรืออาจจะยังไม่ถึงเวลาที่เราจะพบกับคนที่เข้าใจงานของเราก็ได้”
“ผมก็หวังว่าจะเป็นอย่างนั้นนะครับ” ภาคินถอนหายใจเบาๆ “แต่บางครั้งผมก็อดคิดไม่ได้ว่า ปัญหาทางการเงินของผม มันจะส่งผลกระทบต่อการสร้างสรรค์งานของผมไปเรื่อยๆ”
“เรื่องเงินทองเป็นสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิต แต่ก็ไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างของชีวิตนะ” แม่ชีอรุณกล่าว “โยมลองมองหาความสุขจากสิ่งอื่นดูบ้างไหม นอกเหนือจากชื่อเสียงและเงินทอง”
“ผมก็พยายามอยู่ครับ แต่ในโลกที่ผมอยู่ การยอมรับจากสังคมมันสำคัญมาก” ภาคินตอบ
“นั่นคือความยึดติดนะภาคิน” แม่ชีอรุณชี้ให้เห็น “การยอมรับจากผู้อื่น เป็นสิ่งภายนอก ที่เราควบคุมไม่ได้ เราควรจะเรียนรู้ที่จะยอมรับและรักตัวเองให้ได้เสียก่อน แล้วสิ่งอื่นๆ จะตามมาเอง”
ภาคินเงียบไปครู่หนึ่ง เขาครุ่นคิดถึงคำพูดของแม่ชีอรุณ มันเป็นมุมมองที่เขาไม่เคยได้พิจารณาอย่างจริงจังมาก่อน
“หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จแล้ว โยมภาคินจะไปกราบลาหลวงพ่อของเราที่กุฏิ ท่านเป็นผู้ก่อตั้งสำนักแห่งนี้ และเป็นครูบาอาจารย์ที่เมตตาพวกเราทุกคน” แม่ชีอรุณเสนอ
“ด้วยความยินดีครับ” ภาคินตอบรับ
หลังรับประทานอาหารเสร็จ ภาคินและแม่ชีอรุณก็เดินไปยังกุฏิไม้สักหลังเล็กที่ตั้งอยู่ท่ามกลางสวนดอกไม้นานาพันธุ์ กลิ่นหอมของดอกมะลิและจำปาอบอวลไปทั่วบริเวณ เสียงนกร้องประสานเสียงกับเสียงลมพัดใบไม้ ดังเป็นท่วงทำนองที่ไพเราะ
“กราบเรียนเชิญครับ” แม่ชีอรุณเปิดประตูไม้บานใหญ่ให้ภาคิน
ภาคินก้าวเข้าไปในกุฏิ พบกับพระสงฆ์ชรารูปหนึ่ง นุ่งห่มจีวรสีแก่นขนุน ใบหน้าอิ่มเอิบด้วยรอยยิ้ม ดวงตาเปี่ยมไปด้วยประกายแห่งปัญญา ท่านกำลังนั่งอยู่บนอาสนะไม้สักที่จัดไว้อย่างเรียบง่าย
“กราบสวัสดีครับหลวงพ่อ” ภาคินก้มลงกราบด้วยความเคารพ
“โยมภาคิน ยินดีต้อนรับสู่วิมุตติธารา” หลวงพ่อเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงที่สงบนุ่ม “เห็นว่าเพิ่งเดินทางมาเมื่อวาน”
“ครับหลวงพ่อ” ภาคินตอบ “ผมภาคินครับ รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสมากราบท่านครับ”
“ไม่ต้องมีพิธีรีตองมากนักหรอกโยม” หลวงพ่อผายมือ “นั่งลงก่อนเถอะ”
ภาคินนั่งลงบนเสื่อที่ปูไว้ข้างๆ แม่ชีอรุณ
“ทราบว่าโยมภาคินมีปัญหาบางอย่างติดขัดในชีวิต” หลวงพ่อตรัสพลางลูบเคราสีขาว “ลองเล่าให้ฟังได้นะ อาตมายินดีรับฟัง”
ภาคินลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเล่าเรื่องราวของตนเองให้หลวงพ่อฟัง ตั้งแต่ความฝันในการเป็นศิลปินที่ต้องเผชิญกับอุปสรรคทางการเงิน การที่ผลงานไม่ได้รับการยอมรับเท่าที่ควร ความกดดันจากสังคม และความรู้สึกท้อแท้สิ้นหวัง
“ทุกครั้งที่ผมตั้งใจสร้างสรรค์ผลงาน ผมมักจะคาดหวังว่ามันจะต้องได้รับการตอบรับที่ดี ต้องมีคนชื่นชม ต้องสร้างชื่อเสียงให้ผมได้ แต่เมื่อสิ่งเหล่านั้นไม่เป็นไปตามที่หวัง ผมก็รู้สึกผิดหวังอย่างมากครับ” ภาคินเล่าด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ
หลวงพ่อพยักหน้าช้าๆ รับฟังอย่างตั้งใจ “ความคาดหวัง เป็นเหมือนโซ่ตรวน ที่พันธนาการเราไว้กับความทุกข์” ท่านกล่าว “เมื่อเราคาดหวังสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แล้วไม่เป็นไปตามนั้น เราก็จะเกิดความผิดหวัง เสียใจ โกรธ น้อยใจ หรือแม้กระทั่งโทษผู้อื่น โทษโชคชะตา”
“แล้วผมจะทำอย่างไรดีครับหลวงพ่อ” ภาคินถามอย่างร้อนรน
“การปฏิบัติธรรม ก็คือการเรียนรู้ที่จะวางเครื่องพันธนาการเหล่านั้นลงทีละเส้น” หลวงพ่ออธิบาย “เราต้องฝึกฝนจิตใจของเรา ให้รู้จักปล่อยวางความยึดติดในสิ่งที่เราปรารถนา และยอมรับในสิ่งที่เราได้รับ”
“ปล่อยวางความยึดติดในผลงาน หรือชื่อเสียงอย่างนั้นหรือครับ” ภาคินถาม
“ใช่” หลวงพ่อตอบ “เมื่อโยมสร้างสรรค์ผลงาน จงสร้างด้วยใจที่บริสุทธิ์ ด้วยความรักและความตั้งใจในศิลปะของโยมเอง โดยไม่ต้องไปกังวลว่าใครจะชอบหรือไม่ชอบ อย่าให้ความคาดหวัง มาบั่นทอนคุณค่าของสิ่งที่เราสร้างขึ้น”
“แต่ผมก็ต้องมีรายได้จากการขายงานนะครับหลวงพ่อ” ภาคินแย้ง
“แน่นอน” หลวงพ่อกล่าว “เงินทองเป็นสิ่งจำเป็น แต่เราต้องรู้จักใช้มันอย่างเหมาะสม และไม่ให้มันมามีอิทธิพลต่อจิตใจของเรามากเกินไป จงทำในสิ่งที่โยมรัก ด้วยความสุขในการสร้างสรรค์ แล้วค่อยหาช่องทางในการนำเสนอผลงานของโยมให้เป็นที่ประจักษ์แก่ผู้ที่เห็นคุณค่า”
“ผมจะพยายามครับหลวงพ่อ” ภาคินรับคำ
“การมาอยู่ที่นี่ โยมจะได้เรียนรู้การอยู่กับปัจจุบันขณะ” หลวงพ่อกล่าวเสริม “ฝึกการรับรู้สิ่งต่างๆ ตามที่มันเป็น ไม่ปรุงแต่ง ไม่ตัดสิน แล้วโยมจะพบว่า ความสุขที่แท้จริงนั้น อยู่ในตัวเราเอง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิ่งภายนอกใดๆ”
บทสนทนาระหว่างภาคินและหลวงพ่อดำเนินไปอีกพักใหญ่ หลวงพ่อได้ให้ข้อคิดและแนวทางการปฏิบัติธรรมแก่ภาคินหลายประการ ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่ภาคินไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน เขาเริ่มรู้สึกว่ามีบางอย่างในจิตใจของเขาที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป
“ขอบคุณครับหลวงพ่อ” ภาคินกราบลาหลวงพ่อด้วยความรู้สึกที่เบาสบายขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
6,491 ตัวอักษร