ธารใสแห่งการปล่อยวาง

ตอนที่ 7 / 44

ตอนที่ 7 — การเพาะเมล็ดแห่งสติ

ภาคินก้มหน้าก้มตาถอนหญ้าที่ขึ้นแซมในแปลงผักอย่างขะมักเขม้น เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดขึ้นเต็มหน้าผากและแผ่นหลัง แม้ว่าอากาศยามเช้าจะยังเย็นสบาย แต่การทำงานที่ต้องใช้แรงกายอย่างต่อเนื่องก็ทำให้ร่างกายอบอุ่นขึ้น เขาพบว่าการทำงานในสวนนี้แตกต่างจากการวาดภาพอย่างสิ้นเชิง การวาดภาพต้องใช้สมาธิที่แน่วแน่ จดจ่ออยู่กับรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เพื่อให้ได้ผลงานที่สมบูรณ์แบบ แต่การทำสวนกลับต้องอาศัยการเคลื่อนไหว การสัมผัสกับดิน ต้นไม้ และสรรพสิ่งรอบตัว เป็นการใช้สมาธิในอีกรูปแบบหนึ่ง สมาธิที่ไม่ได้มุ่งเน้นไปที่เป้าหมายใดเป้าหมายหนึ่ง แต่เป็นการอยู่กับปัจจุบันขณะอย่างแท้จริง "เหนื่อยไหมภาคิน" เสียงของแม่ชีอรุณดังขึ้นเบาๆ ขณะที่เธอก้าวเข้ามาใกล้พร้อมกับถังน้ำใบเล็ก "ดื่มน้ำหน่อยนะ" ภาคินเงยหน้าขึ้นมอง ยิ้มรับอย่างอ่อนเพลีย "ไม่เหนื่อยครับแม่ชี ค่อยๆ ทำไปก็เพลินดีครับ" เขาว่าพลางยื่นมือมารับน้ำจากแม่ชีอรุณ ดื่มเข้าไปอึกใหญ่ รู้สึกสดชื่นขึ้นทันที "ดีแล้วที่คิดแบบนั้น" แม่ชีอรุณพยักหน้าเห็นด้วย "การทำงานในสวนนี้ ไม่ใช่แค่การปลูกผักผลไม้ให้ได้ผลผลิตนะ แต่มันคือการฝึกจิตใจไปในตัว" "ฝึกจิตใจอย่างไรหรือครับ" ภาคินถามด้วยความสงสัย เขามักจะจดจ่ออยู่กับการทำงานที่ได้รับมอบหมาย แต่คำพูดของแม่ชีอรุณกลับชวนให้เขาฉุกคิด "ลองสังเกตดูสิ" แม่ชีอรุณชี้ไปที่แปลงผักที่ภาคินกำลังดูแลอยู่ "เวลาเราถอนหญ้า เราเห็นหญ้าขึ้นมาแทนที่วัชพืช เราก็ต้องคอยถอนออกไปเรื่อยๆ มันเหมือนกับกิเลสในใจเรา ที่คอยผุดขึ้นมากลุ้มรุมอยู่เสมอ เราต้องหมั่นสำรวจ ตรวจตรา และค่อยๆ กำจัดมันออกไปทีละน้อย" ภาคินนิ่งฟัง เขานึกถึงความคิดฟุ้งซ่านที่มักจะเข้ามาแทรกแซงเวลาวาดรูป ความกังวลเรื่องเงินทอง ชื่อเสียง หรือคำวิจารณ์จากคนอื่น มันเหมือนกับวัชพืชที่คอยแย่งชิงพื้นที่ในจิตใจเขาจริงๆ "แล้วถ้ามีวัชพืชที่แข็งแรงมาก ถอนออกยากล่ะครับ" ภาคินเอ่ยถาม นึกถึงปัญหาใหญ่ๆ ที่เขากำลังเผชิญอยู่ แม่ชีอรุณหัวเราะเบาๆ "เราก็ต้องใช้ความอดทนและความเพียรมากขึ้น อาจจะต้องใช้เครื่องมือที่เหมาะสม หรืออาจจะต้องเปลี่ยนวิธีการ บางทีวัชพืชบางชนิดก็ให้ประโยชน์นะภาคิน อย่างใบของมันเอาไปทำยา หรือดอกของมันก็สวยงาม" ภาคินยิ่งทึ่ง คำเปรียบเปรยของแม่ชีอรุณนั้นลึกซึ้งนัก มันชวนให้เขาคิดว่าสิ่งที่เคยเป็นปัญหา อาจจะเป็นโอกาสก็ได้ หากมองด้วยมุมมองที่ต่างออกไป "แล้วต้นกล้าเล็กๆ ล่ะครับ" ภาคินถามต่อ ชี้ไปที่ต้นกล้าอ่อนๆ ในกระถาง "ถ้าเราดูแลไม่ดี มันก็ตายได้ง่ายๆ" "นั่นแหละคือการเจริญสติ" แม่ชีอรุณตอบ "ต้นกล้าก็เหมือนกับความดีเล็กๆ ที่เพิ่งจะเริ่มงอกงามในใจเรา เราต้องคอยประคบประหงม รดน้ำพรวนดินให้สม่ำเสมอ ไม่ให้ขาด ป้องกันอันตรายจากศัตรูพืช หรือสภาพอากาศที่ไม่เหมาะสม ถ้าเราละเลยไปแม้แต่นิดเดียว มันก็อาจจะเหี่ยวเฉา หรือตายไปได้" ภาคินเริ่มเข้าใจมากขึ้น ว่าการทำงานในสวนแห่งนี้ไม่ใช่เพียงแค่การใช้แรงกาย แต่เป็นการฝึกฝนจิตใจอย่างแท้จริง ทุกการกระทำ ทุกการสังเกต ล้วนเป็นบทเรียนที่สอนให้เขารู้จักการปล่อยวาง การอดทน และการมีสติ "ผมเคยคิดว่าการทำงานแบบนี้เป็นงานที่น่าเบื่อ" ภาคินยอมรับ "แต่พอได้มาลองทำจริงๆ กลับรู้สึกว่ามันมีความหมายมากกว่าที่ผมเคยคิดไว้มาก" "ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นรอบตัวเรา ล้วนมีบทเรียนสอนเราได้ทั้งสิ้น" แม่ชีอรุณกล่าว "เพียงแต่เราต้องเปิดใจรับฟัง และรู้จักสังเกต" หลังจากนั้น ภาคินก็ตั้งใจทำงานในสวนด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไป เขาไม่ได้มองว่ามันเป็นภาระอีกต่อไป แต่เป็นโอกาสในการฝึกฝนจิตใจ เขาค่อยๆ เรียนรู้ที่จะสังเกตความเปลี่ยนแปลงของต้นไม้ สังเกตการเจริญเติบโตของมัน สังเกตวัชพืชที่ผุดขึ้นมา และที่สำคัญที่สุด เขาเริ่มสังเกตความคิด ความรู้สึกของตัวเองที่ผุดขึ้นมาในขณะที่ทำงาน เขาพบว่าเมื่อจิตใจสงบ การถอนหญ้าก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็น เมื่อจิตใจจดจ่อ การรดน้ำต้นไม้ก็ไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อ เมื่อจิตใจผ่อนคลาย การทำงานหนักก็ไม่ทำให้เหนื่อยล้าจนเกินไป ทุกอย่างดูง่ายขึ้น และมีความสุขมากขึ้น "ภาคิน" แม่ชีอรุณเรียกเมื่อใกล้จะหมดเวลาทำงาน "วันนี้เป็นวันดี เราจะลงมือเพาะเมล็ดพันธุ์พริกกันนะ" ภาคินเดินตามแม่ชีอรุณไปยังแปลงเพาะกล้า เขาเห็นถาดเพาะกล้าที่เตรียมไว้หลายถาด และมีถุงเมล็ดพริกวางอยู่ด้านข้าง "การเพาะเมล็ดก็เหมือนกับการปลูกศรัทธาในใจเรานะภาคิน" แม่ชีอรุณอธิบาย "เราต้องเลือกเมล็ดที่ดี เตรียมดินที่เหมาะสม ดูแลให้ความชุ่มชื้น แสงแดด และอุณหภูมิที่พอเหมาะ แล้วเราก็ต้องรอคอยอย่างอดทน กว่าที่เมล็ดจะงอกเงยขึ้นมาเป็นต้นกล้า" ภาคินหยิบเมล็ดพริกขึ้นมาดู เมล็ดเล็กๆ สีน้ำตาลเข้ม แต่ละเมล็ดมีความหวังซ่อนอยู่ "บางครั้งเราก็คาดหวังมากเกินไป ว่าเมล็ดที่เราหว่านไปจะต้องงอกทุกเมล็ด และเติบโตเป็นต้นที่สมบูรณ์" แม่ชีอรุณกล่าวต่อ "แต่ในความเป็นจริง ไม่ใช่ทุกเมล็ดที่จะเติบโต บางเมล็ดอาจจะเน่าเสียไป บางเมล็ดอาจจะไม่งอกออกมาเลย เราต้องยอมรับความจริงข้อนี้ และไม่ท้อแท้" ภาคินเริ่มบรรจงหยอดเมล็ดพริกลงในหลุมเล็กๆ ที่เขาเตรียมไว้ เขารู้สึกถึงความละเอียดอ่อนของมัน เหมือนกับความตั้งใจดีๆ ที่ต้องประคับประคอง "แล้วถ้าเมล็ดไม่งอกเลยล่ะครับ" ภาคินถาม "เราก็หว่านใหม่" แม่ชีอรุณตอบอย่างเรียบง่าย "เราอาจจะต้องลองหว่านซ้ำอีกหลายครั้งกว่าจะได้ผลที่เราต้องการ แต่ทุกครั้งที่หว่าน เราก็ได้ฝึกฝนตัวเองให้มีความเพียร ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค" ภาคินตั้งใจหยอดเมล็ดพริกแต่ละเม็ดอย่างเบามือ เขาจินตนาการว่าแต่ละเมล็ดคือความตั้งใจดีๆ ที่เขาจะปลูกลงไปในจิตใจของตนเอง เขาจะคอยดูแล รดน้ำ พรวนดินด้วยความอดทนและสติ "เวลาที่เมล็ดเริ่มงอก" แม่ชีอรุณกล่าวต่อ "เราจะดีใจมากใช่มั้ย" "ครับ" ภาคินตอบ "นั่นคือความสุขที่ได้จากการเห็นผลแห่งความเพียรของเรา" แม่ชีอรุณยิ้ม "แต่เราต้องไม่หยุดแค่นั้น เราต้องดูแลต้นกล้าต่อไป จนกว่ามันจะแข็งแรงเติบโตเต็มที่" ภาคินรู้สึกว่าหัวใจของเขาเบาโหวงขึ้น เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่าชีวิตก็เหมือนกับการทำสวนแห่งนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างต้องอาศัยความเพียร ความอดทน และการปล่อยวาง การยึดติดกับผลลัพธ์มากเกินไป อาจทำให้เราผิดหวัง แต่การลงมือทำด้วยใจที่ตั้งมั่นและมีความหวัง คือสิ่งสำคัญที่สุด เมื่อเสร็จสิ้นการเพาะเมล็ด ภาคินมองดูถาดเพาะกล้าที่เต็มไปด้วยเมล็ดพริกเล็กๆ เขารู้สึกถึงความหวังที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในใจ ไม่ใช่ความหวังที่จะประสบความสำเร็จในวงการศิลปะ หรือมีชื่อเสียงโด่งดัง แต่เป็นความหวังที่จะได้เห็นตัวเองเติบโตขึ้นในทางธรรม เป็นความหวังที่จะได้เรียนรู้ที่จะปล่อยวาง และอยู่กับปัจจุบันขณะอย่างมีความสุข

5,228 ตัวอักษร