ตอนที่ 9 — เสียงเพรียกจากธรรมชาติ
ภาคินกลับมาที่ห้องพักของตนเองด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไป เขาหยิบเอากล่องเก็บภาพวาดที่เขาขนติดตัวมาด้วยขึ้นมาวางบนพื้นห้องอย่างระมัดระวัง เขามองดูกล่องนั้นราวกับกำลังจะเผชิญหน้ากับศัตรูเก่า แต่ในใจลึกๆ เขากลับรู้สึกถึงความตื่นเต้นระคนความหวัง
"เอาล่ะ" เขาพึมพำกับตัวเอง "มาดูกันว่ามีอะไรซ่อนอยู่ข้างในนี้บ้าง"
เขาค่อยๆ เปิดกล่องออก ภาพวาดหลายต่อหลายภาพปรากฏขึ้นต่อหน้า เขาหยิบภาพที่เขาภูมิใจที่สุดขึ้นมา ภาพทิวทัศน์ของเมืองที่เขาเคยอาศัยอยู่ เต็มไปด้วยสีสันสดใส แต่กลับให้ความรู้สึกอึดอัด แน่นขนัดไปด้วยตึกรามบ้านช่อง
"นี่คือสิ่งที่ฉันต้องการให้คนอื่นเห็น" ภาคินคิด "ความเจริญรุ่งเรือง ความมีชีวิตชีวา"
แต่เมื่อเขาลองมองภาพนั้นด้วยสายตาที่ว่างเปล่าตามที่หลวงพ่อสอน เขาเริ่มเห็นความจริงที่ซ่อนอยู่ภายใต้สีสันอันฉูดฉาด เขาเห็นความเหนื่อยล้าของเมืองที่ต้องแข่งขันกันอยู่ตลอดเวลา เห็นความโดดเดี่ยวของผู้คนท่ามกลางความวุ่นวาย
"มันไม่ใช่ความงามที่บริสุทธิ์" ภาคินกล่าว "มันคือความงามที่ปรุงแต่ง"
เขาวางภาพนั้นลง แล้วหยิบภาพอื่นๆ ขึ้นมาดู ภาพเหมือนของบุคคลต่างๆ ภาพจัดวางสิ่งของ ภาพนามธรรม ทุกภาพล้วนมีร่องรอยของความคาดหวัง ความยึดติด และความกังวลที่เขาใส่ลงไป
"ฉันกำลังวาดภาพเหล่านี้เพื่ออะไรกันแน่" ภาคินถามตัวเอง "เพื่อตัวเอง หรือเพื่อคนอื่น"
เขาเริ่มเห็นว่าหลายครั้ง เขาวาดภาพตามกระแสที่ตลาดต้องการ หรือวาดภาพที่คิดว่าคนอื่นจะชื่นชม เขาลืมไปว่าศิลปะที่แท้จริง ควรจะมาจากข้างใน จากหัวใจที่บริสุทธิ์
ขณะที่เขากำลังครุ่นคิดอยู่นั้น เสียงนกร้องเจื้อยแจ้วก็ดังขึ้นมาจากนอกหน้าต่าง ภาคินเงยหน้ามองไปยังต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ไม่ไกลจากห้องพักของเขา นกน้อยตัวหนึ่งกำลังเกาะอยู่บนกิ่งไม้ ส่งเสียงร้องเพลงอย่างมีความสุข
"นกน้อยตัวนั้น มันร้องเพลงเพื่ออะไร?" ภาคินสงสัย "มันไม่ได้ต้องการให้ใครมาชื่นชม ไม่ได้ต้องการรางวัลอะไร"
เขาเดินออกไปที่ระเบียง และมองดูธรรมชาติรอบตัวอย่างตั้งใจ เขาเห็นแสงแดดที่สาดส่องลงมาอย่างอ่อนโยน เห็นลมที่พัดโชยมาอย่างแผ่วเบา เห็นใบไม้ที่ไหวเอนตามแรงลม
"ธรรมชาติกำลังสื่อสารกับเราตลอดเวลา" ภาคินตระหนักได้ "มันไม่ได้เรียกร้องอะไร มันเพียงแค่เป็นอยู่"
เขาตัดสินใจที่จะลองวาดภาพใหม่ เขาจะไม่อ้างอิงจากภาพวาดเก่าๆ ของเขาอีกต่อไป แต่เขาจะออกไปสัมผัสกับธรรมชาติ และวาดสิ่งที่เขารู้สึกจริงๆ
เขาหยิบสมุดสเก็ตช์เล่มเล็กและอุปกรณ์วาดภาพเท่าที่เขาจะนำมาได้ แล้วเดินออกจากห้องพักไปยังริมลำธารที่ไหลผ่านสำนัก
ภาคินนั่งลงบนโขดหินริมลำธาร เขาปล่อยให้จิตใจของเขาเป็นอิสระ เขาไม่ต้องคิดถึงเรื่องเงิน เรื่องชื่อเสียง หรือเรื่องผลงานอีกต่อไป เขามองดูสายน้ำที่ไหลริน มองดูต้นไม้ใบหญ้าที่เขียวชอุ่ม มองดูท้องฟ้าสีคราม
"ฉันจะวาดเสียงของสายน้ำ" ภาคินตัดสินใจ "ฉันจะวาดสีเขียวของใบไม้ ฉันจะวาดความสงบของท้องฟ้า"
เขาเริ่มลงมือวาดอย่างแผ่วเบา เขาไม่ได้บังคับพู่กันให้ไปในทิศทางที่ต้องการ แต่เขาปล่อยให้พู่กันเคลื่อนไหวไปตามความรู้สึกที่เกิดขึ้น เขาใช้สีที่เขาเห็นจริงๆ สีฟ้าของน้ำ สีเขียวของใบไม้ สีขาวของเมฆ
ยิ่งวาด เขาก็ยิ่งรู้สึกถึงความผ่อนคลาย ความสุขที่แท้จริง เขาไม่ได้รู้สึกถึงแรงกดดันใดๆ อีกต่อไป เขาเพียงแค่เป็นตัวเขาเอง เป็นศิลปินที่กำลังสื่อสารกับธรรมชาติ
เขาใช้เวลาอยู่ที่ริมลำธารนานหลายชั่วโมง เมื่อเขามองผลงานที่เพิ่งเสร็จ เขาพบว่ามันแตกต่างจากงานเก่าๆ ของเขาอย่างสิ้นเชิง ภาพวาดนี้ไม่ได้เต็มไปด้วยรายละเอียด หรือเทคนิคที่ซับซ้อน แต่มันกลับเต็มไปด้วยชีวิตชีวา และความสงบเย็น
"นี่คือฉัน" ภาคินกล่าวกับตัวเองด้วยรอยยิ้ม "นี่คือสิ่งที่ฉันอยากจะบอกเล่า"
เขารู้สึกถึงความอิ่มเอมใจอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน เขาไม่ได้คาดหวังว่าใครจะชอบงานชิ้นนี้ เขาเพียงแค่มีความสุขที่ได้สร้างสรรค์มันขึ้นมา
เมื่อภาคินเดินกลับมายังห้องพัก เขารู้สึกว่าตัวเองได้ปลดปล่อยบางสิ่งบางอย่างที่ผูกมัดเขามานาน เขาไม่ได้รู้สึกสิ้นหวังกับอดีตอีกต่อไป และเขาก็ไม่ได้กังวลกับอนาคต
"ขอบคุณนะ ธรรมชาติ" ภาคินกระซิบเบาๆ "ขอบคุณที่สอนให้ฉันได้ยินเสียงหัวใจของตัวเอง"
เขาตัดสินใจว่า จะไม่กลับไปวาดภาพตามที่เคยเป็นอีกต่อไป เขาจะใช้ศิลปะของเขาเพื่อถ่ายทอดความสงบเย็น และความงามที่แท้จริงของธรรมชาติ เขาจะใช้ศิลปะเพื่อฝึกฝนจิตใจของตัวเอง และหวังว่ามันจะสามารถส่งต่อแรงบันดาลใจเล็กๆ น้อยๆ ไปยังผู้คนอื่นๆ ได้เช่นกัน
ภาคินรู้ดีว่าหนทางยังอีกยาวไกล แต่เขาก็ไม่หวั่นไหวอีกต่อไป เขาได้พบแล้วซึ่ง "ธารใสแห่งการปล่อยวาง" และเขาพร้อมที่จะก้าวเดินต่อไปบนเส้นทางสายธรรมอย่างมีความสุข
3,692 ตัวอักษร