สังโยชน์ 10 รั้งรักให้มั่นคง

ตอนที่ 16 / 46

ตอนที่ 16 — การปลดเปลื้องทิฐิ สู่ความเข้าใจที่แท้จริง

ภาคปิดหนังสือลง สีหน้าของเขาดูสงบ แต่ก็มีความรู้สึกบางอย่างที่ยังค้างคา “เรามาถึงจุดที่ต้องพิจารณา ‘มานะ’ อย่างลึกซึ้งอีกครั้งแล้วนะพิมพ์” พิมพ์พยักหน้า น้ำเสียงของเธอแฝงความสงสัย “เมื่อวานเราพูดถึงมานะในแง่ของความถือดี ความเป็นตัวตนของเราใช่ไหมคะ แต่คุณภาคบอกว่ามันละเอียดอ่อนกว่านั้น” “ใช่แล้ว” ภาคกล่าว “มานะที่แท้จริงมันไม่ใช่แค่ความถือดี หรือการเห็นว่าตัวเองดีกว่าคนอื่น แต่มันคือการยึดมั่นใน ‘ตัวกู’ ใน ‘ของกู’ ในความคิดของตัวเอง ในมุมมองของตัวเอง และที่สำคัญคือใน ‘ความถูกต้อง’ ของตัวเอง” “แล้วความถูกต้องของเรามันผิดตรงไหนคะ” พิมพ์ถาม น้ำเสียงเริ่มมีความกังวล “ถ้าเราคิดว่าเราถูก เราก็ควรจะยืนหยัดในความถูกต้องของเราสิคะ” “นั่นแหละคือกับดัก” ภาคส่ายหน้าช้าๆ “เมื่อเรายึดมั่นใน ‘ความถูกต้อง’ ของเรามากเกินไป เราจะปิดกั้นตัวเองจากการรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง เราจะเริ่มตัดสินผู้อื่นว่าผิด แทนที่จะพยายามทำความเข้าใจว่าทำไมเขาถึงคิดหรือทำแบบนั้น” “เหมือนตอนที่เราทะเลาะกันเรื่องการวางแผนเที่ยวทะเลนะคะ” พิมพ์ครุ่นคิด “ฉันอยากไปทะเลหัวหินเพราะมันใกล้ ขับรถไม่เหนื่อย แต่คุณภาคอยากไปเกาะเต่าเพราะอยากดำน้ำลึก ฉันก็ยืนกรานว่าหัวหินดีกว่า เพราะมันสบายกว่าสำหรับฉัน แล้วก็บอกว่าคุณภาคคิดถึงแต่ตัวเอง” “ใช่” ภาคพยักหน้า “ในตอนนั้น ฉันก็ยึดมั่นในความต้องการของตัวเองเช่นกัน อยากไปดำน้ำ อยากไปพักผ่อนในแบบของฉัน แล้วก็มองว่าความคิดของเธอเป็นอุปสรรค ฉันไม่ได้พยายามทำความเข้าใจว่าทำไมเธอถึงอยากไปที่ที่สบายกว่า หรืออาจจะมีเหตุผลอื่นที่เธอไม่ได้บอกออกมา” “ตอนนั้นฉันรู้สึกเหมือนคุณภาคไม่ฟังฉันเลยค่ะ” พิมพ์พูดต่อ “ฉันพยายามอธิบายแล้วว่าฉันเหนื่อยจากการทำงานทั้งสัปดาห์ อยากพักผ่อนแบบไม่ต้องคิดมาก แต่คุณภาคก็ยังคงยืนกรานเรื่องดำน้ำของเขาอยู่ดี” “และเธอก็คงรู้สึกว่าความต้องการของเธอไม่ได้รับการยอมรับ” ภาคเสริม “นั่นแหละคือผลกระทบของมานะ เมื่อเรามองว่าความคิดของเรา ‘ถูกต้อง’ เราจะมองว่าความคิดของอีกฝ่าย ‘ผิด’ ทันที เราจะพยายามเอาชนะ หรือทำให้เขาเห็นด้วยกับเรา โดยไม่ได้เปิดใจรับฟังจริงๆ” “แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรคะว่าเรากำลังยึดติดกับมานะอยู่” พิมพ์ถามอย่างจริงจัง “สังเกตตัวเองเวลาที่เกิดความขัดแย้ง” ภาคแนะนำ “ถ้าเมื่อไรก็ตามที่เธอรู้สึกว่า ‘ฉันถูกเสมอ’ ‘ทำไมเขาถึงไม่เข้าใจฉัน’ ‘ความคิดของฉันดีที่สุดแล้ว’ นั่นแหละคือสัญญาณของมานะที่กำลังครอบงำจิตใจอยู่ มันจะมาพร้อมกับความรู้สึกหงุดหงิด ไม่พอใจ และอยากจะเอาชนะ” “เหมือนตอนที่ฉันโกรธคุณภาคที่เขาไปทานข้าวกับเพื่อนร่วมงานผู้หญิง” พิมพ์นึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ “ฉันคิดว่าฉันถูกแล้วที่ต้องรู้สึกไม่พอใจ เพราะเขากำลังไปสนิทสนมกับคนอื่น ฉันยึดติดกับความคิดว่า ‘เขาเป็นของฉัน’ ‘เขาควรจะให้ความสำคัญกับฉัน’ และมองว่าการกระทำของเขาคือการไม่ให้เกียรติ” “นั่นคือมานะในรูปแบบของความหวงแหนที่แฝงอยู่” ภาคกล่าว “เราหวงแหนในความสัมพันธ์ของเรา หวงแหนในตัวตนของอีกฝ่ายที่ควรจะเป็นของเรา เราไม่ยอมรับว่าอีกฝ่ายก็มีโลกส่วนตัว มีเพื่อนฝูง มีสังคมของเขาเอง การที่เรายึดติดกับ ‘ความถูกต้อง’ ของเราว่า ‘คนรักที่ดีควรทำแบบนี้’ หรือ ‘คนรักที่ไม่ดีจะไม่ทำแบบนั้น’ มันก็คือมานะ” “แล้วเราจะปลดเปลื้องมันได้อย่างไรคะ” พิมพ์ถามด้วยความหวัง “การปลดเปลื้องมานะต้องเริ่มจากการยอมรับว่า ‘เราไม่รู้ทั้งหมด’ ” ภาคตอบ “เราต้องลดทิฐิ ยอมรับว่ามุมมองของเราอาจจะไม่ใช่ความจริงทั้งหมดเสมอไป เราต้องเปิดใจรับฟังความคิดเห็นของอีกฝ่ายจริงๆ ไม่ใช่แค่ฟังแต่ในใจยังคงตัดสินเขาอยู่” “แล้วเราจะฝึกการ ‘เปิดใจรับฟัง’ ได้อย่างไรคะ” “ลองฝึกการ ‘วางใจ’ ดูก่อน” ภาคแนะนำ “เวลาที่เธอรู้สึกว่ากำลังจะหงุดหงิด หรือกำลังจะตัดสินใจ ให้ลองหายใจลึกๆ แล้วคิดว่า ‘ถ้าฉันเป็นเขา ฉันจะรู้สึกอย่างไร’ ‘มีเหตุผลอะไรที่ทำให้เขาคิดหรือทำแบบนั้น’ ลองเปลี่ยนจากการ ‘ตัดสิน’ เป็นการ ‘ทำความเข้าใจ’ ” “ยากจังเลยค่ะ” พิมพ์ถอนหายใจ “มันต้องใช้เวลาและการฝึกฝน” ภาคจับมือเธอไว้ “จำได้ไหมที่เราเคยคุยกันเรื่อง ‘อวิชชา’ หรือความไม่รู้” พิมพ์พยักหน้า “มานะคือหนึ่งในเครื่องพันธนาการที่เกิดจากอวิชชา เมื่อเราไม่รู้ เราก็จะสร้าง ‘ตัวตน’ ที่แข็งแกร่งขึ้นมาเพื่อปกป้องตัวเอง เพื่อยืนยันว่าเรา ‘มีอยู่’ และ ‘ถูกต้อง’ แต่นั่นคือภาพลวงตา” ภาคกล่าว “เมื่อเราค่อยๆ ขยายความเข้าใจของเราออกไป เห็นว่าโลกนี้มีความหลากหลาย มีมุมมองที่แตกต่างมากมาย ความยึดมั่นใน ‘ตัวกู’ ก็จะค่อยๆ ลดลง” “เหมือนคุณภาคบอกว่า เราไม่ได้เป็นเพียงแค่ ‘ภาค’ หรือ ‘พิมพ์’ เท่านั้น แต่เราเป็นส่วนหนึ่งของบางสิ่งที่ใหญ่กว่า” พิมพ์ทวนความจำ “ใช่แล้ว” ภาคยิ้ม “เมื่อเราเริ่มเห็นว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของสรรพสิ่ง เราจะเลิกยึดติดกับ ‘ตัวกู’ ‘ของกู’ มากเกินไป เราจะเห็นว่าความสุขและความทุกข์มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับการที่เรา ‘ถูก’ หรือ ‘ผิด’ แต่ขึ้นอยู่กับว่าเรามองสิ่งต่างๆ ด้วยสายตาแบบไหน” “แล้วถ้าเราทะเลาะกันอีกในอนาคต เราจะรับมือกับมานะของตัวเองและของเขาได้อย่างไรคะ” พิมพ์ถาม “เราจะใช้หลักการของการ ‘ไม่ยึดมั่นถือมั่น’ ” ภาคตอบ “เมื่อเธอเห็นว่าฉันกำลังยึดติดกับความคิดของตัวเอง ให้ลองใช้ความเมตตาพิจารณาว่าฉันกำลังทุกข์อยู่กับการยึดมั่นนั้น แล้วค่อยๆ ชวนคุยด้วยเหตุผลที่นุ่มนวล ไม่ใช่การตำหนิ หรือการบอกว่าฉันผิด” “แล้วถ้าฉันเองที่กำลังยึดติดอยู่ คุณภาคจะช่วยฉันได้อย่างไรคะ” “ฉันจะพยายามไม่ตัดสินเธอ” ภาคกล่าว “ฉันจะพยายามตั้งคำถาม เพื่อชวนให้เธอได้มองเห็นมุมมองที่แตกต่าง แทนที่จะบอกว่า ‘เธอคิดผิด’ ฉันอาจจะถามว่า ‘แล้วถ้าลองมองอีกมุมหนึ่งล่ะ’ หรือ ‘มีเหตุผลอะไรที่ทำให้เธอคิดแบบนั้น’ เราจะใช้บทสนทนา เพื่อค่อยๆ คลี่คลายความยึดติดนั้นออกไป” “เหมือนการเปิดประตูที่เคยปิดตายให้ค่อยๆ แง้มออก” พิมพ์เปรียบเทียบ “ใช่แล้ว” ภาคกล่าว “การปลดเปลื้องมานะไม่ใช่การลบล้างตัวตนของเรา แต่เป็นการลดทอนความแข็งกร้าวของตัวตนลง ทำให้เรามีความยืดหยุ่นมากขึ้น เปิดรับสิ่งใหม่ๆ มากขึ้น และที่สำคัญคือ ทำให้เราเห็นอกเห็นใจผู้อื่นมากขึ้น” “แล้วเมื่อมานะถูกปลดเปลื้องไป ความรักของเราจะเป็นอย่างไรคะ” พิมพ์ถามอย่างมีความหวัง “ความรักจะมีความเข้าใจที่ลึกซึ้งขึ้น” ภาคตอบ “เราจะรักกันด้วยการยอมรับในความเป็นตัวตนของกันและกัน ไม่ใช่การพยายามปรับเปลี่ยนให้อีกฝ่ายเป็นไปตามที่เราต้องการ เราจะมองเห็นความสุขและความทุกข์ของอีกฝ่าย และพร้อมที่จะอยู่เคียงข้าง โดยไม่ตัดสิน” “แล้วความสัมพันธ์ของเราจะมั่นคงขึ้นใช่ไหมคะ” “มั่นคงขึ้นอย่างแน่นอน” ภาคกล่าว “เพราะเมื่อเราไม่ยึดติดกับ ‘ตัวกู’ ‘ของกู’ หรือ ‘ความถูกผิด’ เราก็จะเลิกสร้างกำแพงระหว่างกัน เราจะเปิดใจให้กันและกันอย่างแท้จริง และความรักที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจและความเมตตา จะเป็นความรักที่ยั่งยืน” พิมพ์มองหน้าภาค ดวงตาของเธอเปล่งประกายด้วยความหวัง “ฉันพร้อมที่จะลองฝึกฝนค่ะคุณภาค” “เราจะไปด้วยกันนะพิมพ์” ภาคบีบมือเธอเบาๆ “เราจะค่อยๆ ปลดเปลื้องมานะที่อาจจะซ่อนตัวอยู่ในใจของเราทั้งสองคน เพื่อสร้างความรักที่มั่นคงและยั่งยืน”

5,641 ตัวอักษร