สังโยชน์ 10 รั้งรักให้มั่นคง

ตอนที่ 19 / 46

ตอนที่ 19 — การปรับเปลี่ยนมุมมอง สู่ความสัมพันธ์ที่เติบโต

ภาคปิดหนังสือธรรมะเล่มหนาลงอย่างนุ่มนวล แสงสุดท้ายของวันสาดลอดม่านเข้ามาเป็นลำ แยงตาเพียงแผ่วเบา “เรามาถึงบทสุดท้ายของการศึกษาเรื่องสังโยชน์ 10 แล้วนะพิมพ์” พิมพ์เงยหน้ามองภาค ดวงตาของเธอฉายแววครุ่นคิด “ใช่ค่ะคุณภาค ตลอดระยะเวลาที่เราศึกษามา เราได้เห็นถึงกิเลสต่างๆ ที่เคยร้อยรัดใจเราไว้ ทั้งที่เรารู้ตัวและไม่รู้ตัว” “ถูกต้อง” ภาคพยักหน้า “และเมื่อเราเข้าใจถึงธรรมชาติของกิเลสเหล่านั้น การเจริญสติก็เข้ามาช่วยให้เราเท่าทันความคิด ความรู้สึก และการกระทำของเราเอง ทำให้เราไม่ตกเป็นทาสของมันอีกต่อไป” “แต่การเจริญสติเพื่อเท่าทันตัวเองก็ยังเป็นเพียงการ ‘รักษา’ อาการใช่ไหมคะคุณภาค” พิมพ์เอ่ยถามอย่างใคร่รู้ “เหมือนเราคอยสังเกตว่ากิเลสกำลังจะเกิดขึ้น แล้วเราก็พยายามระงับมันไว้” ภาคยิ้มบางๆ “คำถามของพิมพ์เฉียบคมมาก การเจริญสติคือรากฐานสำคัญของการปรับเปลี่ยน แต่การปรับเปลี่ยนที่แท้จริง ไม่ใช่แค่การระงับกิเลส แต่คือการ ‘เปลี่ยนมุมมอง’ ต่อสิ่งต่างๆ ต่างหาก” “เปลี่ยนมุมมอง?” พิมพ์ทวนคำ “หมายถึงการมองสิ่งเดียวกันให้ต่างไปจากเดิมอย่างนั้นหรือคะ” “ใช่” ภาคขยายความ “ลองนึกถึงสถานการณ์ที่เราเคยทะเลาะกันเรื่องความหึงหวง ความไม่ไว้ใจ หรือการยึดติดในความคิดของตัวเอง เมื่อก่อน เราจะมองว่าอีกฝ่ายผิด เราถูก หรือมองว่าปัญหาเกิดจากตัวเขาเพียงอย่างเดียว” “จริงด้วยค่ะ” พิมพ์พยักหน้า เห็นภาพตาม “เรามักจะโทษอีกฝ่ายเสมอ” “แต่เมื่อเราฝึกเจริญสติ เราจะเริ่มเห็นกระบวนการความคิดของตัวเอง เห็นว่าความรู้สึกหึงหวงนั้นมาจากความไม่มั่นคงในใจเราเอง ความไม่ไว้ใจนั้นมาจากประสบการณ์ในอดีต หรือการยึดติดในความคิดของเราเอง เกิดจาก ‘เรา’ ไม่ใช่จาก ‘เขา’” “พอเราเห็นแบบนี้ เราก็จะเริ่มเข้าใจว่าปัญหามันไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคล แต่อยู่ที่ ‘มุมมอง’ ของเราต่างหาก” ภาคกล่าวต่อ “เมื่อเราเปลี่ยนมุมมอง เราจะเริ่มมองเห็นว่า สิ่งที่เราเคยคิดว่าเป็นปัญหา อาจจะเป็นโอกาสในการเรียนรู้ หรือเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้ความสัมพันธ์ของเราแข็งแกร่งขึ้นก็ได้” “โอกาสในการเรียนรู้?” พิมพ์ทำหน้าสงสัย “อย่างเรื่องที่เคยเข้าใจผิดกัน แล้วเกือบจะเลิกกันไปครั้งนั้น มันจะเป็นโอกาสในการเรียนรู้ได้อย่างไรคะ” “ครั้งนั้น” ภาคยกมือขึ้นลูบกลุ่มผมของพิมพ์เบาๆ “เราต่างก็ยึดติดในความเข้าใจของตัวเอง โทษอีกฝ่าย และมีความทิฐิสูง นั่นคือสิ่งที่เราได้เรียนรู้จากสังโยชน์ข้อต่างๆ ใช่ไหม” “ใช่ค่ะ” “แต่หลังจากเราผ่านจุดนั้นมา เราได้มานั่งคุยกัน เราได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และเราได้พยายามทำความเข้าใจในมุมของอีกฝ่ายมากขึ้น นั่นคือการเปลี่ยนมุมมอง” ภาคกล่าว “เราไม่ได้มองว่าความผิดพลาดครั้งนั้นคือหายนะอีกต่อไป แต่เรามองว่ามันคือบทเรียนอันล้ำค่าที่ทำให้เราทั้งคู่ได้เห็นข้อบกพร่องของตัวเอง และเรียนรู้วิธีที่จะสื่อสารกันให้ดีขึ้น” “และเพราะเราเปลี่ยนมุมมอง เราจึงไม่จมอยู่กับความผิดพลาดเดิมๆ แต่เรานำมันมาปรับปรุงแก้ไข” ภาคกล่าวต่อ “เมื่อพิมพ์รู้สึกไม่สบายใจ หรือมีอะไรที่อยากจะปรับปรุงในตัวภาค พิมพ์ก็สามารถบอกได้ทันที โดยไม่ต้องรอให้มันสะสมจนกลายเป็นปัญหาใหญ่” “และภาคก็จะรับฟังด้วยใจที่เปิดกว้าง ไม่ใช้อารมณ์ ไม่เอาทิฐิมาบัง” พิมพ์เสริม “จะไม่พยายามหาเหตุผลเข้าข้างตัวเอง หรือแก้ตัวไปเรื่อย” “ถูกต้อง” ภาคยิ้ม “นั่นคือผลลัพธ์ของการเปลี่ยนมุมมอง เรามองเห็นความผิดพลาดของตัวเอง เรายอมรับ เราเรียนรู้ และเราพร้อมที่จะพัฒนาตัวเองและพัฒนาความสัมพันธ์ให้ดีขึ้นอยู่เสมอ” “แล้วเราจะฝึกเปลี่ยนมุมมองนี้ได้อย่างไรคะคุณภาค” พิมพ์ถามด้วยความตั้งใจจริง “บางครั้งเมื่อเกิดปัญหาขึ้นจริงๆ มันก็ยากที่จะไม่ใช้อารมณ์ หรือไม่ยึดติดกับความคิดตัวเอง” “มันต้องอาศัยการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง” ภาคตอบ “อย่างแรกเลยคือการ ‘เห็น’ ความคิดตัวเองให้เร็วที่สุด เมื่อรู้สึกไม่พอใจ โกรธ หรือรู้สึกว่าถูกเอาเปรียบ ให้หยุดทันที อย่าเพิ่งรีบตอบสนอง” “หยุด?” “ใช่ หยุดแล้วหายใจลึกๆ” ภาคสาธยาย “ใช้เวลาสักครู่เพื่อสำรวจว่า ‘ตอนนี้เรากำลังรู้สึกอะไร’ ‘ความคิดอะไรที่กำลังแล่นอยู่ในหัว’ ‘มันมีเหตุการณ์อะไรมากระตุ้น’ การหยุดและสำรวจตัวเองนี่แหละคือหัวใจสำคัญของการเจริญสติ” “พอเราเห็นความคิดและอารมณ์ตัวเองแล้ว เราก็ลองถามตัวเองว่า ‘มีมุมมองอื่นอีกไหม’ ‘ถ้าลองมองจากมุมของเขา เราจะเข้าใจอะไรได้บ้าง’ ‘สถานการณ์นี้ ถ้าเรามองว่าเป็นบทเรียน จะมีอะไรให้เราได้เรียนรู้’ คำถามเหล่านี้จะช่วยให้เราค่อยๆ คลายการยึดติดกับมุมมองเดิมๆ” “และอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือการ ‘ให้อภัย’ ทั้งตัวเองและอีกฝ่าย” ภาคกล่าว “เมื่อเราทำผิดพลาด เราก็ให้อภัยตัวเอง และพร้อมที่จะปรับปรุง เมื่ออีกฝ่ายทำผิดพลาด เราก็พยายามเข้าใจและให้อภัย สิ่งนี้จะช่วยลดทอนความขุ่นมัวในใจ และเปิดพื้นที่ให้ความรักได้เติบโต” “การให้อภัย…” พิมพ์ทวนคำ “บางครั้งมันก็ยากนะคะ โดยเฉพาะเมื่อความผิดนั้นมันเจ็บปวดจริงๆ” “เข้าใจดีเลย” ภาคจับมือพิมพ์ไว้แน่น “แต่การยึดติดอยู่กับความเจ็บปวด ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย กลับมีแต่จะบั่นทอนความสัมพันธ์ของเราให้แย่ลงไปอีก การให้อภัย ไม่ได้หมายความว่าเรายอมรับในสิ่งที่ผิดพลาด แต่มันหมายถึงเราปลดปล่อยตัวเองจากพันธนาการของความโกรธ ความแค้น และความเสียใจ เพื่อที่เราจะได้ก้าวต่อไปข้างหน้าได้อย่างอิสระ” “เมื่อเราสามารถเปลี่ยนมุมมองได้ เราจะมองเห็นความสัมพันธ์ของเราในอีกมิติหนึ่ง” ภาคกล่าว “เราจะมองเห็นว่าปัญหาต่างๆ ที่เข้ามา ไม่ใช่สิ่งที่จะมาทำลายความรักของเรา แต่คือโอกาสที่ทำให้เราได้รู้จักกันและกันดียิ่งขึ้น ได้เรียนรู้ที่จะอดทน อดกลั้น และเข้าใจกันมากขึ้น” “เมื่อเราไม่มองว่าความสัมพันธ์คือการ ‘ครอบครอง’ แต่เป็นการ ‘เดินทางร่วมกัน’ เราก็จะมีความสุขกับการเดินทางนั้น ไม่ว่าจะเจอกับอุปสรรคใดๆ” “การเดินทางร่วมกัน…” พิมพ์พึมพำ ดวงตาเป็นประกาย “มันสวยงามจริงๆ ค่ะคุณภาค” “ใช่ มันสวยงาม” ภาคตอบ “และเมื่อเราทั้งคู่ต่างก็ฝึกเปลี่ยนมุมมอง ปรับปรุงตัวเอง และพร้อมที่จะให้อภัยซึ่งกันและกัน ความรักของเราก็จะมั่นคงยิ่งขึ้น ไม่ใช่เพราะเราพยายามจะรั้งมันไว้ด้วยสังโยชน์ทั้ง 10 อย่างที่เราเคยเป็น แต่เป็นเพราะเราได้ปลดเปลื้องมันออกไป แล้วปล่อยให้ความรักได้เติบโตไปตามธรรมชาติอย่างแท้จริง” แสงอาทิตย์สุดท้ายของวันลับขอบฟ้าไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงความมืดสลัวในห้อง แต่ภายในใจของทั้งภาคและพิมพ์ กลับสว่างไสวไปด้วยความเข้าใจอันลึกซึ้ง ความตึงเครียดที่เคยมีในความสัมพันธ์ได้จางหายไป แทนที่ด้วยความผูกพันที่มั่นคงและอบอุ่นยิ่งกว่าเดิม

5,188 ตัวอักษร