ตอนที่ 31 — สังโยชน์ 10 รั้งรักให้มั่นคง
เสียงหัวเราะของพิมพ์ดังขึ้นเบาๆ ขณะที่เธอกำลังอ่านข้อความที่ภาคส่งมาให้ “นี่คุณ ภาค! คุณส่งรูปแมวที่คุณไปเจอมาให้ฉันดูอีกแล้วนะ! มันน่ารักมากเลย”
ภาคตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว “ผมก็นึกถึงคุณตอนที่เห็นมันนะ”
พิมพ์ยิ้มให้กับข้อความนั้น เธอรู้สึกว่าการสื่อสารกับภาคในระยะทางที่ห่างไกลกันนี้ เป็นเหมือนการฝึกฝนจิตใจให้เข้มแข็งขึ้นทุกวัน ทุกครั้งที่ได้รับข้อความหรือสายโทรศัพท์จากเขา ความรู้สึกดีๆ ก็หลั่งไหลเข้ามาเติมเต็มช่องว่างระหว่างพวกเขา ความคิดถึงที่เคยเป็นเหมือนเงาตามตัวเริ่มจางลง กลายเป็นความเข้าใจและความไว้วางใจที่ค่อยๆ ก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาอย่างมั่นคง
“แล้วคุณล่ะคะ เป็นไงบ้าง วันนี้ที่ทำงานยุ่งไหม” พิมพ์ถามกลับ พยายามชวนคุยเรื่องทั่วไป เพื่อไม่ให้บทสนทนาวนเวียนอยู่กับความคิดถึงเพียงอย่างเดียว
“ก็ยุ่งนิดหน่อยครับ แต่ก็เป็นยุ่งแบบสบายๆ นะ ที่นี่อากาศดีมากเลย พิมพ์อยากมาเห็นไหม” ภาคตอบเสียงร่าเริง เขาพยายามถ่ายทอดบรรยากาศรอบตัวให้พิมพ์สัมผัสได้ ราวกับว่าเธออยู่ที่นี่ด้วยกันจริงๆ
“อยากมาสิคะ แต่อีกไม่นานเราก็ได้เจอกันแล้วนี่คะ” พิมพ์ตอบด้วยน้ำเสียงหวานใส ความรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้พบกันอีกครั้งฉายชัดในน้ำเสียงนั้น
“ใช่ครับ ผมก็รอวันนี้เหมือนกัน” ภาคกล่าว “อ้อ แล้วเรื่องงานที่พิมพ์เคยเล่าให้ฟังว่าติดขัดอยู่ ตอนนี้เป็นไงบ้างครับ ได้คุยกับหัวหน้าหรือยัง” เขาเปลี่ยนเรื่องคุยไปสู่ประเด็นที่พิมพ์เคยปรึกษา เพื่อแสดงความใส่ใจในทุกเรื่องของเธอ
พิมพ์ถอนหายใจเบาๆ “ก็ยังเหมือนเดิมค่ะ คุยไปก็เหมือนเดิม คุณหัวหน้าก็ยังคงยึดติดกับความคิดของตัวเองอยู่” เธอเล่าด้วยน้ำเสียงที่แฝงความเหนื่อยหน่ายเล็กน้อย “บางทีพิมพ์ก็รู้สึกท้อนะคะ เหมือนเราพยายามเต็มที่แล้ว แต่ก็ยังไม่ถูกยอมรับ”
ภาคเงียบไปครู่หนึ่ง ราวกับกำลังใช้ความคิด “ผมเข้าใจนะว่ามันน่าหงุดหงิด แต่พิมพ์ลองมองในมุมที่ต่างออกไปดูไหมครับ บางทีเขาอาจจะมีเหตุผลของเขาที่เรายังไม่รู้ก็ได้ หรือไม่ก็เป็นโอกาสให้เราได้ฝึกความอดทนและความละเอียดรอบคอบในการทำงานมากขึ้น”
“ฝึกความอดทนอีกแล้วเหรอคะ” พิมพ์แกล้งทำเสียงงอน “คุณนี่ชอบให้พิมพ์ฝึกอะไรแปลกๆ เสมอเลย”
ภาคหัวเราะเบาๆ “ก็ในเมื่อเรากำลังเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขนี่ครับ มันก็ต้องมีบททดสอบบ้างแหละ” เขาเว้นจังหวะ “แต่พิมพ์ไม่ต้องห่วงนะ ถ้าพิมพ์รู้สึกไม่ไหวจริงๆ หรือต้องการคนปรึกษา ผมพร้อมรับฟังเสมอ”
“ขอบคุณนะคะคุณภาค” พิมพ์กล่าวด้วยความซาบซึ้ง “รู้แบบนี้ก็อุ่นใจขึ้นเยอะเลย”
“เสมอครับ” ภาคตอบย้ำ “แล้วเรื่องสังโยชน์ 10 ที่เราคุยกัน พิมพ์ได้ลองทบทวนเพิ่มเติมบ้างหรือยังครับ” เขาถามถึงสิ่งที่พวกเขากำลังศึกษาด้วยกันอย่างจริงจัง
พิมพ์พยักหน้า แม้ว่าภาคจะมองไม่เห็นก็ตาม “ค่ะ พิมพ์ทบทวนเรื่อง ‘ความยึดมั่นถือมั่น’ (อัตตา) ค่ะ ยิ่งคิดก็ยิ่งเห็นว่าตัวเองมีสิ่งนี้มากจริงๆ เวลาที่รู้สึกว่าตัวเองถูกตำหนิ หรือความคิดของตัวเองไม่ได้รับการยอมรับ จะรู้สึกไม่พอใจทันทีเลยค่ะ”
“ถูกต้องเลยครับ” ภาคกล่าวอย่างเห็นด้วย “สังโยชน์ข้อนี้สำคัญมากจริงๆ เพราะมันคือรากฐานของกิเลสหลายๆ อย่าง ถ้าเราปล่อยวางอัตตาได้ เราจะเปิดใจรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นได้ง่ายขึ้น ไม่รู้สึกต่อต้านหรือไม่พอใจเมื่อถูกวิจารณ์”
“จริงด้วยค่ะ” พิมพ์กล่าว “เคยมีครั้งหนึ่งที่หัวหน้าติงานพิมพ์ พิมพ์รู้สึกโกรธมากตอนแรก คิดว่าเขาไม่เห็นคุณค่าของความพยายามของพิมพ์เลย แต่พอมานั่งคิดตามหลักสังโยชน์ พอคิดว่า ‘นี่เรากำลังยึดมั่นในความถูกต้องของตัวเองมากเกินไปหรือเปล่า’ ก็เริ่มสงบลง แล้วลองไปดูงานของเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ที่ได้รับคำชม ก็เห็นจุดที่เราต้องปรับปรุงจริงๆ ค่ะ”
“นั่นแหละครับ คือการก้าวข้ามอัตตา” ภาคกล่าวชื่นชม “การยอมรับว่าเราก็มีส่วนที่ต้องปรับปรุง ไม่ได้หมายความว่าเราผิดเสมอไป แต่มันคือการพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น การที่เราไม่ยึดติดว่า ‘ฉันถูกเสมอ’ ทำให้เราเรียนรู้และเติบโตได้เร็วกว่า”
“แล้วสังโยชน์ข้ออื่นล่ะคะ คุณภาค มีอะไรที่ภาคกำลังฝึกฝนเป็นพิเศษบ้างไหม” พิมพ์ถามกลับ อยากรู้ว่าภาคเองก็กำลังพยายามอย่างเต็มที่เช่นกัน
ภาคครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ผมกำลังฝึก ‘ความอยากได้’ (ฉันทะ) ในทางที่ไม่ถูกต้องครับ” เขาตอบ “หมายถึงความอยากที่จะประสบความสำเร็จ อยากที่จะมีชื่อเสียง อยากที่จะได้รับความรัก หรืออยากที่จะมีชีวิตที่สะดวกสบายมากเกินไป จนบางครั้งมันทำให้ผมหลงลืมสิ่งที่สำคัญจริงๆ ไป”
“หมายความว่ายังไงคะ” พิมพ์ถามอย่างสนใจ
“คือผมตั้งเป้าหมายไว้สูงมากในหน้าที่การงานครับ อยากจะก้าวหน้าให้เร็วที่สุด อยากจะเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง ซึ่งมันก็เป็นสิ่งที่ดีนะครับ แต่บางที ความอยากที่มากเกินไปนั้น มันก็ทำให้ผมเครียด กดดันตัวเอง และบางครั้งก็หลงลืมที่จะใช้เวลาคุณภาพกับคนที่ผมรัก” ภาคอธิบาย “เหมือนตอนที่ผมเดินทางมาที่นี่ใหม่ๆ สิ่งที่ผมคิดถึงคือ ‘ฉันจะทำงานที่นี่ให้สำเร็จลุล่วงเร็วที่สุดได้อย่างไร’ มากกว่าที่จะคิดว่า ‘ฉันจะใช้เวลาที่นี่อย่างมีความสุขได้อย่างไร’ หรือ ‘ฉันจะรักษาความสัมพันธ์กับพิมพ์ให้ดีที่สุดได้อย่างไร’ ”
“อืม… เข้าใจเลยค่ะ” พิมพ์พยักหน้า “บางทีเราก็มัวแต่ก้มหน้าก้มตาทำเป้าหมายให้สำเร็จ จนลืมมองสิ่งรอบตัว หรือลืมคนที่อยู่ข้างๆ ไป”
“ใช่ครับ” ภาคเห็นด้วย “พอผมมาคิดทบทวนเรื่องสังโยชน์ข้อนี้ ผมก็เริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า ‘ความอยากที่มากเกินไปนี้ มันกำลังพาผมไปสู่ความสุขที่แท้จริง หรือกำลังพาผมไปสู่ความทุกข์ที่ซ่อนอยู่’ ”
“แล้วคำตอบคืออะไรคะ” พิมพ์ถามอย่างกระตือรือร้น
“ผมคิดว่า… มันกำลังพาผมไปสู่ความทุกข์ที่ซ่อนอยู่ครับ” ภาคกล่าวอย่างจริงจัง “เพราะความอยากที่มากเกินไป มันทำให้ผมคาดหวังสูง และเมื่อสิ่งต่างๆ ไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง ความผิดหวังก็จะตามมา”
“แล้วภาคจะทำอย่างไรต่อไปคะ” พิมพ์ถามอย่างเป็นห่วง
“ผมกำลังพยายามปรับเปลี่ยน ‘ฉันทะ’ ให้เป็น ‘สัมมาฉันทะ’ ครับ” ภาคกล่าว “คือตั้งความอยากให้ถูกทาง ไม่ใช่แค่ความอยากส่วนตัว แต่เป็นความอยากที่จะทำสิ่งที่ดีงาม เป็นความอยากที่จะช่วยเหลือผู้อื่น และที่สำคัญ คือความอยากที่จะพัฒนาตัวเองให้เป็นคนที่ดีขึ้น เพื่อที่จะได้เป็นคนที่พิมพ์ภาคภูมิใจครับ”
“โอ้โห… ฟังดูดีจังเลยค่ะ” พิมพ์เอ่ยชมด้วยความประทับใจ “พิมพ์เชื่อว่าคุณภาคทำได้แน่นอน”
“ขอบคุณครับ” ภาคกล่าว “และผมก็เชื่อว่าพิมพ์เองก็กำลังทำได้ดีเช่นกัน การที่เราทั้งคู่กำลังพยายามปรับปรุงตัวเอง และมีความเข้าใจในหลักธรรมะเช่นนี้ มันทำให้ผมมั่นใจว่าความรักของเราจะแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเจอกับอุปสรรคอะไรก็ตาม”
“ใช่ค่ะ” พิมพ์ตอบรับ “การที่เรามีเป้าหมายร่วมกันในการพัฒนาจิตใจ มันทำให้เราเป็นทีมเดียวกันที่แข็งแกร่งจริงๆ”
บทสนทนาของทั้งคู่ดำเนินต่อไปอีกพักใหญ่ ด้วยหัวข้อที่หลากหลาย ตั้งแต่เรื่องงาน เรื่องครอบครัว ไปจนถึงการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้หลักธรรมะในชีวิตประจำวัน ยิ่งพูดคุยกันมากเท่าไหร่ ความรู้สึกผูกพันและความเข้าใจระหว่างพวกเขาก็ยิ่งลึกซึ้งมากขึ้นเท่านั้น แม้จะอยู่ห่างไกลกัน แต่หัวใจของพวกเขากลับใกล้ชิดกันยิ่งกว่าเดิม
5,619 ตัวอักษร