สังโยชน์ 10 รั้งรักให้มั่นคง

ตอนที่ 5 / 46

ตอนที่ 5 — พยาปาทะ: เงาแห่งความขุ่นเคืองในใจ

“สังโยชน์ข้อที่สอง คือ พยาปาทะ” ภาคกล่าวขณะที่นิ้วชี้จรดอยู่ที่บรรทัดถัดไป “หมายถึง ความพยาบาท ความคิดประทุษร้าย ความขุ่นเคืองใจ” เขาเงยหน้ามองพิมพ์ “เมื่อกี้เราคุยกันเรื่องกามฉันทะไปแล้ว พิมพ์เองก็ยอมรับว่ามีความรู้สึกหวงเกิดขึ้น ซึ่งบางครั้งมันก็ลุกลามไปเป็นความไม่พอใจเล็กๆ น้อยๆ ใช่ไหม” พิมพ์พยักหน้า “ใช่ค่ะพี่ภาค บางทีหนูก็รู้สึกไม่พอใจเวลาที่พี่ภาคทำอะไรที่ขัดใจหนู หรือบางทีก็รู้สึกหงุดหงิดเวลาที่พี่ภาคดูจะสนิทสนมกับเพื่อนร่วมงานคนอื่นมากเกินไป” เธอกล่าวต่อ “ตอนแรกหนูก็คิดว่ามันเป็นเรื่องปกติของการอยู่ร่วมกัน แต่พออ่านเรื่องพยาปาทะแล้ว หนูเริ่มสงสัยว่า สิ่งที่หนูรู้สึก มันอาจจะเลยเถิดไปถึงขั้นนั้นแล้วหรือเปล่า” “เป็นคำถามที่ดีมาก” ภาคกล่าวชื่นชม “การที่เราจะพัฒนาความสัมพันธ์ให้มั่นคงได้ เราต้องรู้จักมองเห็นข้อบกพร่องของตัวเอง และกล้าที่จะเผชิญหน้ากับมัน” เขาอธิบายต่อ “พยาปาทะ ไม่ใช่แค่การโกรธ หรือการอาฆาตแค้นรุนแรงเท่านั้น แต่มันรวมถึงความรู้สึกไม่พอใจเล็กๆ น้อยๆ ความขุ่นเคืองใจ ความกระฟัดกระเฟียด ที่เกิดขึ้นเมื่อเราไม่สมหวังในสิ่งที่ต้องการ หรือเมื่อมีสิ่งใดมากระทบกระทั่งใจเรา” “อย่างเช่น เวลาที่หนูเห็นพี่ภาคคุยโทรศัพท์นานๆ แล้วหนูล่ะอยากคุยด้วย แต่พี่ภาคยังคุยไม่เสร็จ หนูก็จะเริ่มรู้สึกหงุดหงิด ไม่พอใจ... แบบนี้เรียกว่าพยาปาทะไหมคะ” พิมพ์ถามอย่างใคร่รู้ “ถูกต้อง” ภาคตอบ “ถึงแม้ว่ามันจะเป็นเพียงความรู้สึกไม่พอใจเล็กๆ น้อยๆ แต่มันก็คือเมล็ดพันธุ์ของพยาปาทะ ถ้าเราไม่รู้จักสังเกตและปล่อยวาง มันก็จะค่อยๆ เติบโตขึ้น จนกลายเป็นความขุ่นเคืองใจที่รุนแรงขึ้นได้” เขาหยุดพักเล็กน้อย “ลองนึกถึงสถานการณ์ที่เราทะเลาะกันนะพิมพ์ ส่วนใหญ่แล้ว มันไม่ได้เริ่มต้นจากการตะโกนใส่กัน หรือด่าทอกันรุนแรง แต่มันมักจะเริ่มต้นจากความรู้สึกไม่พอใจเล็กๆ น้อยๆ ที่สะสมมาเรื่อยๆ จนระเบิดออกมา” “จริงด้วยค่ะ” พิมพ์พยักหน้าเห็นด้วย “หนูลืมไปเลยว่าเวลาที่เราทะเลาะกัน มันมักจะมาจากเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่ดูเหมือนจะไม่มีอะไร แต่พอสะสมไปเรื่อยๆ มันก็กลายเป็นเรื่องใหญ่” “และนั่นคืออันตรายของพยาปาทะ” ภาคกล่าว “มันค่อยๆ กัดกินความรู้สึกดีๆ ที่เรามีต่อกัน โดยที่เราอาจจะไม่รู้ตัว จนกระทั่งความสัมพันธ์ของเราเริ่มสั่นคลอน” เขาชี้ไปที่ข้อความในหนังสือ “ในพระไตรปิฎกกล่าวไว้ว่า ‘พยาปาทะ มีลักษณะให้จิตเศร้าหมอง’ เมื่อใดก็ตามที่เรามีความขุ่นเคืองใจเกิดขึ้น จิตใจของเราก็จะเริ่มมืดมน ไม่ผ่องใส เราจะมองเห็นแต่ข้อเสียของอีกฝ่าย เราจะตีความการกระทำของเขาไปในทางลบเสมอ” “เหมือนเวลาที่หนูทะเลาะกับพี่ภาค” พิมพ์เล่า “พอหนูเริ่มไม่พอใจ หนูก็จะมองว่าพี่ภาคทำอะไรก็ผิดไปหมดเลยค่ะ แม้ว่าพี่ภาคจะพยายามอธิบาย หรือขอโทษ หนูก็ยังรู้สึกว่ามันไม่เพียงพอ” “นั่นคืออาการของพยาปาทะที่ครอบงำ” ภาคกล่าว “เมื่อจิตใจของเราถูกพยาปาทะครอบงำ เราจะมองไม่เห็นความดีงามของอีกฝ่าย เราจะมองเห็นแต่สิ่งที่ทำให้เราไม่พอใจ ซึ่งจริงๆ แล้ว บางทีสิ่งเหล่านั้นก็อาจจะเป็นเพียงความเข้าใจผิด หรือความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ที่สามารถแก้ไขได้” “แล้วเราจะแก้ไขพยาปาทะในใจเราได้อย่างไรคะพี่ภาค” พิมพ์ถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง “หนูไม่อยากให้ความรู้สึกไม่พอใจเล็กๆ น้อยๆ พวกนี้ มาทำลายความรักของเรา” “หลักการสำคัญคือการเจริญเมตตา” ภาคตอบ “เมตตา คือความปรารถนาให้ผู้อื่นเป็นสุข เมื่อใดก็ตามที่เรามีเมตตาต่อใคร จิตใจของเราก็จะอ่อนโยนลง เราจะมองเห็นความดีงามของเขามากขึ้น และจะมีความอดทนอดกลั้นมากขึ้น” “การเจริญเมตตา...” พิมพ์ทวนคำ “หมายถึงเราต้องพยายามคิดดีกับพี่ภาคตลอดเวลาเลยใช่ไหมคะ” “ไม่ใช่ตลอดเวลา แต่ให้เราฝึกฝนที่จะคิดดี” ภาคอธิบาย “เมื่อเราเริ่มรู้สึกถึงความขุ่นเคืองใจ หรือความไม่พอใจ ให้เราลองหยุด แล้วหายใจลึกๆ จากนั้นให้ลองนึกถึงข้อดีของอีกฝ่าย นึกถึงช่วงเวลาดีๆ ที่เราเคยมีร่วมกัน นึกถึงความรักที่เรามีให้เขา แล้วอธิษฐานในใจว่า ‘ขอให้ภาคมีความสุข’ หรือ ‘ขอให้ความสัมพันธ์ของเราราบรื่น’ การทำเช่นนี้ จะช่วยลดทอนความขุ่นเคืองใจ และค่อยๆ เปลี่ยนมันให้กลายเป็นความเมตตา” “ฟังดูเหมือนจะยากนะคะพี่ภาค” พิมพ์กล่าว “เวลาที่เรากำลังไม่พอใจมากๆ การจะเปลี่ยนความคิดให้เป็นสิ่งที่ดี มันเหมือนฝืนใจตัวเอง” “ใช่ มันคือการฝึกฝน” ภาคยอมรับ “แต่เหมือนกับการฝึกกล้ามเนื้อ ยิ่งเราฝึกฝนมากเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งแข็งแรงมากขึ้นเท่านั้น” เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา “ลองดูนะพิมพ์ เวลาที่พี่โกรธ หรือไม่พอใจอะไรบางอย่าง พี่จะใช้แอปพลิเคชันนี้” เขาเปิดแอปพลิเคชันที่เกี่ยวกับการทำสมาธิและเจริญเมตตา “พี่จะลองฟังเสียงสวด หรือเสียงนำทำสมาธิ เพื่อช่วยให้จิตใจสงบ และค่อยๆ หันเหความสนใจจากความโกรธ ไปสู่ความปรารถนาดี” “หนูไม่เคยคิดเลยว่าจะมีเครื่องมือแบบนี้” พิมพ์ตาโต “หนูมักจะปล่อยให้ตัวเองจมอยู่กับความรู้สึกไม่พอใจไปเรื่อยๆ” “นั่นคือสิ่งที่หนังสือเล่มนี้มีประโยชน์” ภาคกล่าว “มันช่วยเปิดโลกทัศน์ของเรา ให้เราได้รู้จักวิธีการจัดการกับกิเลสต่างๆ ที่เกิดขึ้นในใจ” เขาพลิกหน้าหนังสือต่อไป “สังโยชน์ข้อที่สอง คือ พยาปาทะ เราต้องเรียนรู้ที่จะสังเกตความขุ่นเคืองใจที่เกิดขึ้นในใจของเรา และฝึกฝนการเจริญเมตตา เพื่อลดทอนกิเลสข้อนี้” “หนูจะลองทำตามที่พี่ภาคแนะนำค่ะ” พิมพ์กล่าวอย่างมุ่งมั่น “หนูจะลองสังเกตเวลาที่หนูรู้สึกไม่พอใจ และจะพยายามนึกถึงสิ่งดีๆ ของพี่ภาค” “ดีมาก” ภาคยิ้ม “เมื่อเราเข้าใจว่าพยาปาทะคืออะไร และมีวิธีการจัดการกับมันอย่างไร ความสัมพันธ์ของเราก็จะมีความสุขมากขึ้น เราจะสามารถมองเห็นข้อดีของกันและกันได้ชัดเจนขึ้น และจะอดทนอดกลั้นต่อความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ได้มากขึ้น” เขาเหลือบมองนาฬิกา “เหลือเวลาอีกนิด เราลองมาดูสังโยชน์ข้อที่สามกันเลยไหม” พิมพ์พยักหน้าเห็นด้วย เธอรู้สึกดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หลังจากได้พูดคุยกับภาค และได้เรียนรู้วิธีการจัดการกับความรู้สึกไม่พอใจภายในใจ การเผชิญหน้ากับความขุ่นเคืองใจ ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอย่างที่เธอคิด มันคือโอกาสในการเติบโต และสร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น.

4,821 ตัวอักษร