พรหมวิหาร 4 สู่รักนิรันดร์

ตอนที่ 5 / 40

ตอนที่ 5 — อุเบกขาปล่อยวางความทุกข์

วันเสาร์มาถึงพร้อมกับบรรยากาศที่ค่อนข้างเป็นทางการ แต่ก็แฝงไปด้วยความคาดหวังเล็กๆ ท่านชายอดิศักดิ์และคุณหญิงอรอนงค์ เจ้าบ้านของวันนี้ ได้เตรียมการต้อนรับแขกผู้มีเกียรติอย่างเต็มที่ โต๊ะอาหารถูกจัดอย่างสวยงาม ประดับประดาด้วยดอกไม้สดที่ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ ทั่วทั้งห้องรับประทานอาหาร เมื่อรถยนต์ของตระกูลชาญชัยานนท์แล่นเข้ามาจอดเทียบหน้าบ้าน ท่านชายอดิศักดิ์และคุณหญิงอรอนงค์ก็เดินออกมาต้อนรับด้วยรอยยิ้มอันอบอุ่น "ยินดีต้อนรับครับ ท่านวิวัฒน์ คุณหญิงภัทรินี" ท่านชายอดิศักดิ์กล่าวทักทาย ขณะที่ท่านวิวัฒน์และคุณหญิงภัทรินีเดินลงจากรถ "เชิญด้านในก่อนครับ" "ขอบคุณครับ ท่านอดิศักดิ์" ท่านวิวัฒน์ตอบรับ "วันนี้เรามาเยือนอย่างเต็มใจครับ" คุณหญิงภัทรินีมองไปรอบๆ บ้านของตระกูลอัศวพัฒน์ บ้านหลังใหญ่โอ่อ่า ที่ไม่เคยเหยียบย่างเข้ามาเลยตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา บรรยากาศภายในบ้านดูอบอุ่นและร่มรื่น ผิดกับภาพที่เธอเคยจินตนาการไว้ เธอสัมผัสได้ถึงความตั้งใจจริงของอีกฝ่ายที่จะทำให้การพบปะครั้งนี้ราบรื่น เมื่อเข้ามาถึงภายในบ้าน เสียงทักทายก็ดังขึ้น พลอยที่ยืนรออยู่กับกวินท์ รีบเดินเข้ามาหาคุณแม่ของเธอ "คุณแม่คะ" "พลอยจ้ะ" คุณหญิงภัทรินีโผเข้ากอดลูกสาวด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งดีใจที่ได้มาอยู่ที่นี่ และยังคงมีความหวั่นใจอยู่เล็กน้อย กวินท์เดินเข้ามาสมทบ "สวัสดีครับ คุณหญิงภัทรินี ผมกวินท์ครับ" เขายิ้มให้อย่างสุภาพ "สวัสดีค่ะ คุณกวินท์" คุณหญิงภัทรินีตอบรับ "ขอบใจนะที่มาต้อนรับ" บทสนทนาในช่วงแรกเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่มีวี่แววของความอึดอัด ผู้ใหญ่ทั้งสี่คนนั่งพูดคุยกันถึงเรื่องทั่วไป หัวข้อสนทนาวนเวียนอยู่กับเรื่องงานอดิเรก สภาพอากาศ และข่าวสารต่างๆ ที่เป็นกลาง แต่ในขณะเดียวกัน พลอยและกวินท์ก็หาจังหวะพูดคุยกันบ้างเป็นครั้งคราว สบตา ส่งยิ้มให้กันอย่างมีความหมาย "ผมดีใจนะครับที่คุณหญิงภัทรินี มาในวันนี้" กวินท์เอ่ยขึ้นขณะที่กำลังเสิร์ฟเครื่องดื่มให้พลอย "ผมหวังว่าวันนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของเรานะครับ" พลอยพยักหน้าเห็นด้วย "ฉันก็หวังอย่างนั้นค่ะ" เธอตอบ "การที่พ่อแม่ของเราสามารถมานั่งคุยกันได้แบบนี้ มันเป็นเรื่องที่น่าดีใจจริงๆ" "คุณเชื่อเรื่องพรหมวิหาร 4 ไหมครับ" กวินท์ถาม พลอยหันมามองเขาอย่างสนใจ "เชื่อค่ะ" พลอยตอบ "โดยเฉพาะเรื่องอุเบกขา" "อุเบกขา..." กวินท์ทวนคำ "คือการวางใจให้เป็นกลาง ไม่ยินดียินร้าย หรือไม่เข้าไปยึดติดกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งใช่ไหมครับ" "ถูกต้องค่ะ" พลอยอธิบายเสริม "มันคือการที่เราเข้าใจธรรมชาติของสิ่งต่างๆ ว่าทุกอย่างล้วนเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา เราไม่ควรไปยึดติดกับความทุกข์ในอดีต หรือความสุขในปัจจุบันจนเกินไป ปล่อยวางในสิ่งที่ควรปล่อยวาง แล้วเราจะพบกับความสงบ" "ผมว่านี่เป็นหลักการที่สำคัญมากเลยนะครับ" กวินท์กล่าว "ถ้าทุกคนในสังคมสามารถใช้หลักอุเบกขาได้ คงจะไม่มีเรื่องของการยึดติด การแก่งแย่ง หรือความทุกข์ที่เกิดจากการปรุงแต่งทางใจมากเท่านี้" "ใช่ค่ะ" พลอยเห็นด้วย "การวางใจให้เป็นกลาง ไม่ใช่การไม่ใส่ใจ แต่เป็นการเข้าใจและยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น แล้วหาหนทางที่จะก้าวต่อไปอย่างมีสติ" ขณะที่ทั้งสองกำลังพูดคุยกันอย่างออกรส ท่านชายอดิศักดิ์ก็เรียกกวินท์ให้มาช่วยดูเรื่องการจัดเตรียมอาหาร "กวินท์ มาช่วยพ่อหน่อยสิ" กวินท์ขอตัวจากพลอย แล้วเดินไปหาบิดา "พ่อครับ" "พ่ออยากให้ลูกช่วยบอกคุณวิวัฒน์กับคุณหญิงภัทรินี ว่าเราเตรียมอาหารพิเศษไว้สำหรับมื้อนี้ด้วย" ท่านชายอดิศักดิ์กล่าว "เป็นอาหารที่เมื่อก่อนคุณวิวัฒน์ชอบทานมาก" กวินท์พยักหน้า "ครับพ่อ" เขากลับไปหาท่านวิวัฒน์และคุณหญิงภัทรินี "ท่านวิวัฒน์ครับ คุณหญิงภัทรินีครับ คุณพ่อของผมได้เตรียมอาหารพิเศษที่คุณวิวัฒน์โปรดปรานไว้ครับ" ท่านวิวัฒน์เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย "อาหารที่ผมโปรดปรานหรือครับ" "ใช่ครับ" กวินท์ตอบ "เป็นอาหารที่ท่านชายอดิศักดิ์จำได้ว่าคุณวิวัฒน์เคยชอบมากเมื่อสมัยก่อน" บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเริ่มเปลี่ยนไป เมื่ออาหารจานพิเศษถูกนำมาเสิร์ฟ ท่านวิวัฒน์ชิมอาหารคำแรก แล้วใบหน้าก็ปรากฏรอยยิ้มขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด "โอ้โห... รสชาติยังเหมือนเดิมเป๊ะเลย" เขาเอ่ยขึ้นด้วยความรู้สึกที่ท่วมท้น "ผมจำได้เลยว่าครั้งสุดท้ายที่ผมได้ทานฝีมือคุณชายอดิศักดิ์ คือตอนที่เรา... ไปตกปลาด้วยกันที่เขื่อน" คำว่า "ตกปลาด้วยกัน" เหมือนเป็นคำต้องห้ามที่ถูกหยิบยกขึ้นมาอีกครั้ง แต่คราวนี้ ท่านวิวัฒน์ไม่ได้กล่าวด้วยน้ำเสียงที่ขุ่นเคือง แต่กลับเป็นน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความทรงจำที่ดี ท่านชายอดิศักดิ์ยิ้มตอบ "จำได้ครับ ตอนนั้นคุณวิวัฒน์ชอบทานปลาที่ผมทำเป็นพิเศษ" เขากล่าวต่อ "ที่ผมเตรียมอาหารจานนี้มา ก็เพราะอยากให้คุณวิวัฒน์ได้รำลึกถึงวันเก่าๆ และผมก็อยากขอโทษในสิ่งที่ผมได้ทำลงไปในอดีต" ท่านวิวัฒน์เงียบไปครู่หนึ่ง เขามองหน้าท่านชายอดิศักดิ์ แล้วพยักหน้าช้าๆ "ผมเองก็อยากขอโทษคุณชายอดิศักดิ์เช่นกัน" เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น "ผมยอมรับว่าที่ผ่านมา ผมเองก็มีส่วนผิด ผมยึดติดกับความโกรธแค้นมากเกินไป จนทำให้เราทั้งสองครอบครัวต้องมาบาดหมางกันนานขนาดนี้" คุณหญิงภัทรินีมองสามีด้วยความประหลาดใจระคนดีใจ เธอไม่เคยได้ยินสามีของเธอเอ่ยคำขอโทษอย่างจริงใจเช่นนี้มาก่อน พลอยและกวินท์มองหน้ากันด้วยรอยยิ้ม พวกเขารู้สึกได้ถึงพลังแห่งการให้อภัยที่กำลังแผ่ซ่านไปทั่วห้อง "ผมคิดว่าเราควรจะปล่อยวางทุกอย่างที่ผ่านมาได้แล้วนะครับ" ท่านวิวัฒน์กล่าว "ไม่ว่าอดีตจะเป็นอย่างไร มันก็คืออดีต เราควรจะมองไปข้างหน้า และสร้างอนาคตที่ดีกว่าเดิมให้กับลูกๆ ของเรา" "ถูกต้องครับ" ท่านชายอดิศักดิ์เห็นด้วย "ผมเชื่อว่าการที่เราสามารถวางใจให้เป็นกลาง และยอมรับในความผิดพลาดของตนเองได้ มันคือการใช้หลักอุเบกขาอย่างแท้จริง" บทสนทนาบนโต๊ะอาหารดำเนินต่อไปอย่างราบรื่น ปราศจากความตึงเครียดที่เคยมีมา หลายปีที่ผ่านไปเหมือนจะถูกลบล้างออกไปในชั่วพริบตา ความรู้สึกของการให้อภัยและการปล่อยวาง ทำให้ทุกคนบนโต๊ะอาหารรู้สึกเบาใจและมีความสุข พลอยรู้สึกว่าเธอได้เรียนรู้อะไรมากมายจากการพบปะครั้งนี้ การที่ผู้ใหญ่สามารถเปิดใจให้อภัยซึ่งกันและกันได้ มันคือสิ่งมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นจากการใช้หลักธรรมะในชีวิตประจำวัน เธอหันไปมองกวินท์ เขายิ้มตอบเธออย่างอบอุ่น กวินท์เองก็เช่นกัน เขารู้สึกปลื้มปิติที่เห็นครอบครัวของเขากำลังจะกลับมามีความสุขอีกครั้ง มื้อค่ำวันนั้นจบลงด้วยบรรยากาศที่อบอุ่นและเต็มไปด้วยความหวัง ทุกคนต่างรู้สึกว่าได้ก้าวข้ามผ่านอุปสรรคสำคัญไปอีกขั้นหนึ่ง การยอมรับความผิดพลาดและการให้อภัยกัน คือก้าวแรกที่สำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ใหม่ที่แข็งแกร่งและยั่งยืน

5,301 ตัวอักษร