ตอนที่ 11 — คำสารภาพของยายบุญมี
หลังจากตัดสินใจแล้วว่าต้องกลับไปสอบถามยายบุญมีอีกครั้ง อุทัย มานะ และลุงสมชาย ก็รีบตรงกลับไปยังบ้านหลังเล็กของท่านทันที อากาศที่เคยสดชื่นยามเช้า บัดนี้กลับอบอ้าวไปด้วยความกดดันที่มองไม่เห็น ยายบุญมีนั่งอยู่บนแคร่ไม้หน้าบ้าน ดวงตาเหม่อลอยมองไปยังทุ่งนาที่แห้งแล้ง สายตาของท่านยังคงฉายแววขุ่นมัว ไม่ต่างจากตอนที่พวกเขาจากมา
“คุณยายครับ” อุทัยเอ่ยทักทายเสียงนุ่มนวล พร้อมกับประคองถาดผลไม้ที่เตรียมมาวางลงตรงหน้าท่าน “พวกเรามีเรื่องอยากจะรบกวนสอบถามคุณยายอีกครั้งครับ”
ยายบุญมีหันมามองพวกเขาช้าๆ แววตาฉายแววเหนื่อยอ่อน “มีอะไรอีกเล่า” ท่านถอนหายใจแผ่วเบา “เรื่องมันก็จบไปแล้วไม่ใช่รึ”
“คือ…เมื่อกี้สร้อยเงินของแม่นางบุษบาน่ะครับ มันหายไปจากปากบ่อน้ำ” มานะเอ่ยขึ้นมาอย่างตะกุกตะกัก “พวกเราไม่รู้ว่ามันหายไปได้อย่างไร”
ทันทีที่ได้ยินคำว่า “สร้อยเงิน” ดวงตาของยายบุญมีเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย มือเหี่ยวย่นที่วางอยู่บนตักยกขึ้นกุมกันแน่น “หายไป?” ท่านทวนคำเสียงแหบ “มัน…มันไม่น่าจะเป็นไปได้”
“พวกเราก็คิดอย่างนั้นครับคุณยาย” อุทัยเสริม “แต่เมื่อเราดูในบ่อแล้ว มันก็ไม่เห็นสร้อยอยู่ที่นั่นเลยครับ”
ยายบุญมีหลับตาลงช้าๆ ลมหายใจของท่านเริ่มติดขัด “ข้า…ข้าบอกแล้วใช่ไหม ว่าของพวกนั้นสำคัญ” ท่านพึมพำกับตัวเอง “ถ้าเขาไม่ได้รับเครื่องเซ่นไหว้…เขาก็คง…เขาคงจะเอาไปเอง”
“เขา…หมายถึงใครครับคุณยาย?” มานะถามด้วยความสงสัย
ยายบุญมีลืมตาขึ้นมามองหน้าพวกเขา แววตาเต็มไปด้วยความทุกข์ระทม “นาง…นางเอง” ท่านกล่าว “นางรอคอยมานานเหลือเกิน นานจนเกินกว่าจะทนได้อีกต่อไป”
“นาง…นางคือวิญญาณที่อยู่ในบ่อน้ำใช่ไหมครับคุณยาย?” อุทัยถามอย่างตรงไปตรงมา
ยายบุญมีพยักหน้าช้าๆ น้ำตาเริ่มคลอหน่วย “นางคือ…บุษบา” ท่านเอ่ยชื่อออกมา “แม่ของเด็กที่ถูกทอดทิ้ง…คนที่จมน้ำตายในบ่อน้ำแห่งนี้เมื่อหลายสิบปีก่อน”
คำสารภาพของยายบุญมีทำให้ทั้งสามคนตกตะลึง พวกเขาเคยได้ยินเรื่องเล่าเกี่ยวกับผู้หญิงที่จมน้ำตายในบ่อน้ำ แต่ไม่เคยมีใครยืนยัน หรือเล่ารายละเอียดอย่างชัดเจนมาก่อน
“แล้ว…แล้วสร้อยกับกำไลนั่น มันคืออะไรครับคุณยาย?” อุทัยถามอีกครั้ง
“มันคือ…สิ่งสุดท้ายที่สามีของนางมอบให้ก่อนที่จะ…ทิ้งนางไป” ยายบุญมีเล่าเสียงสั่นเครือ “สามีของนางเป็นคนร่ำรวย มีหน้ามีตาในหมู่บ้าน แต่เขามีภรรยาคนอื่นอยู่แล้ว บุษบาเป็นเพียงอนุ…เมื่อเขาเบื่อหน่าย เขาก็ةเลิกสนใจนาง ไม่เหลือนอะไรให้เลย แม้กระทั่งความรัก”
“แต่…ทำไมเขาถึงมอบสร้อยกับกำไลให้นางล่ะครับ?” มานะถามด้วยความสงสัย
“เป็นเพราะ…ลูก” ยายบุญมีอธิบาย “บุษบามีลูกชายกับเขาหนึ่งคน…เด็กน้อยน่าสงสาร เขาคงรู้สึกผิด หรืออาจจะเห็นแก่มารดาของตนเองที่อยากจะมอบของขวัญให้หลาน จึงได้มอบสร้อยกับกำไลที่ทำขึ้นเป็นพิเศษนี้ให้”
“ของขวัญสุดท้าย…ที่นางได้รับ” อุทัยพึมพำ เขาเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราว “แล้วทำไม…ทำไมเขาถึงต้องทอดทิ้งนางไป?”
“เพราะ…ความอิจฉา” ยายบุญมีถอนหายใจ “ภรรยาคนแรกของเขารู้เรื่องบุษบาและลูกชาย…นางไม่พอใจอย่างมาก พยายามยุยงให้สามีเลิกยุ่งเกี่ยวกับบุษบา แต่สามีก็ยังคงรักบุษบาและลูกอยู่บ้าง จนกระทั่ง…วันหนึ่ง ภรรยาคนแรกวางแผน…นางหลอกล่อบุษบามาที่บ่อน้ำแห่งนี้…บอกว่าจะมอบของขวัญให้…แต่จริงๆ แล้ว นางต้องการจะ…กำจัดบุษบา”
“คุณยายหมายความว่า…ภรรยาคนแรกเป็นคนฆ่าคุณบุษบาเหรอครับ?” มานะถามเสียงหลง
“ไม่ใช่…ไม่ใช่การฆาตกรรมโดยตรง” ยายบุญมีกล่าว “นางบอกว่าจะให้ของขวัญ…แต่พอบุษบาเข้ามาใกล้ นางก็ผลักบุษบาลงไปในบ่อ…ตอนนั้นบุษบากำลังอุ้มลูกชายอยู่…เด็กน้อยก็…ก็ตกลงไปพร้อมกับแม่”
“โอ้…ไม่นะ!” มานะอุทาน เขาเอามือปิดปากตัวเองแน่น ใบหน้าซีดเผือด
“เด็กน้อย…เด็กน้อยตายในอ้อมแขนของแม่” ยายบุญมีเล่าต่อด้วยน้ำตาที่ไหลริน “ส่วนภรรยาคนแรก…นางก็…นางก็พยายามจะกลบเกลื่อนเรื่องราว…บอกว่าบุษบาเสียใจที่ถูกทอดทิ้ง จึงตัดสินใจกระโดดน้ำตายเอง…พร้อมกับลูก…แต่…นางลืมไปว่า…สร้อยกับกำไล…มันยังอยู่ที่ตัวของบุษบา…หลังจากนั้นไม่นาน…ภรรยาคนแรกก็ป่วยหนัก…แล้วก็ตายไปอย่างทรมาน…ไม่นานนัก…สามีของบุษบาก็เสียชีวิตตามไปอีกคน…เหลือไว้เพียง…เด็กน้อยอีกคน…ที่เขา…มีกับภรรยาคนแรก”
“แล้ว…แล้วสร้อยกับกำไลนั่นล่ะครับคุณยาย?” อุทัยถาม “หลังจากเกิดเหตุการณ์นั้นแล้ว มันอยู่ที่ไหน?”
“หลังจากนั้น…ไม่มีใครเห็นสร้อยกับกำไลอีกเลย” ยายบุญมีกล่าว “มีเพียงเรื่องเล่าลือว่า…บุษบาไม่ได้ตายไปเสียทีเดียว…นางยังคงวนเวียนอยู่ที่บ่อน้ำแห่งนี้…รอคอย…รอคอยวันที่ลูกชายของนางจะเติบโต…รอคอยวันที่ความยุติธรรมจะถูกมอบให้…แต่…นานวันเข้า…ความรอคอยก็กลายเป็น…ความอาฆาต…นางไม่ต้องการสิ่งใดอีกแล้ว…นอกจาก…จะลากทุกคนที่เกี่ยวข้อง…ลงไปอยู่กับนาง…ในบ่อน้ำแห่งนี้”
“แต่…เด็กชายที่รอดชีวิตล่ะครับคุณยาย?” มานะถาม “เขาเป็นใคร?”
“เด็กชายคนนั้น…คือ…ตาของข้าเอง” ยายบุญมีกล่าว “เขาถูกรับไปเลี้ยงดูโดยญาติห่างๆ…แต่เขาไม่เคยลืมแม่ของเขา…เขาพยายามสืบหาความจริง…จนสุดท้าย…เขาก็รู้ความจริงทั้งหมด…แต่…มันสายเกินไปเสียแล้ว…เขาก็ป่วยตายไปอีกคน…ก่อนตาย…เขาฝากคำอธิษฐานสุดท้ายไว้กับข้า…ให้ข้า…ช่วยปลดปล่อยดวงวิญญาณของบุษบา…ให้ไปสู่สุคติ”
“แล้ว…สร้อยกับกำไลที่หายไป…มันมีความหมายอะไรกับวิญญาณของคุณบุษบาครับ?” อุทัยถาม
“มันคือ…ความทรงจำสุดท้าย…เกี่ยวกับความรัก…ที่เขาเคยมีให้…ก่อนที่ทุกอย่างจะพังทลาย” ยายบุญมีตอบ “เมื่อเขา…ทิ้งนางไป…เขาก็พรากสิ่งนั้นไปจากนางด้วย…นางจึงยึดติดกับมัน…เมื่อน้ำในบ่อเริ่มเหือดแห้ง…และมีคนเริ่มนำน้ำจากบ่อไปใช้…นางก็…นางก็แสดงความไม่พอใจ…ด้วยการตามหลอกหลอน…เพื่อเตือนสติ…แต่…เมื่อไม่มีใครเข้าใจ…ความโกรธของนางก็ยิ่งทวีคูณ…”
“แล้ว…ทำไมสร้อยถึงหายไปล่ะครับคุณยาย?” มานะยังคงสงสัย
“เมื่อนางเห็นว่า…พวกเราพยายามจะทำพิธีขอขมา…แต่นางกลับไม่ได้รับเครื่องเซ่นไหว้…นางจึง…จึงตัดสินใจ…เอาสร้อยคืนไป…เพื่อแสดงให้เห็นว่า…นางยังคงอยู่ที่นี่…และนาง…ยังต้องการ…อะไรบางอย่าง…บางอย่างที่มากกว่า…เครื่องเซ่นไหว้…นางต้องการ…ความยุติธรรม…ที่นางไม่เคยได้รับ…”
บรรยากาศรอบตัวเงียบสงัด มีเพียงเสียงลมหายใจที่หนักอึ้งของทั้งสี่คน อุทัยมองไปที่ลุงสมชาย มานะ และยายบุญมี ความจริงที่น่าเศร้าสลดค่อยๆ เผยออกมาทีละน้อย ความโกรธแค้นของวิญญาณดวงหนึ่ง ได้สร้างความเดือดร้อนให้กับคนทั้งหมู่บ้าน
5,061 ตัวอักษร