ตอนที่ 9 — ความตายที่คืบคลานเข้ามา
หลังจากเหตุการณ์ที่ปากบ่อน้ำ คุณยายบุญมีก็เดินกระฟัดกระฟัดกลับบ้านไป ทิ้งให้ทั้งสามคนยืนตัวสั่นด้วยความหวาดกลัวและสับสน ลมเย็นยะเยือกยังคงพัดโหมกระหน่ำอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ สงบลง แต่บรรยากาศที่น่าสะพรึงกลัวกลับยังคงค้างอยู่
“สร้อย…สร้อยมันหายไปแล้ว” มานะพูดเสียงแผ่ว เขาชะโงกมองลงไปในบ่อ แต่ก็ไม่เห็นอะไรอีกแล้ว นอกจากความมืดและความเงียบที่น่าขนลุก
ลุงสมชายถอนหายใจเฮือกใหญ่ “ไม่เป็นไร…อย่างน้อยเราก็พยายามแล้ว” เขาพูดเหมือนปลอบใจตัวเองมากกว่าจะปลอบใจหลานชาย
“แต่ยายบุญมีพูดถูกนะครับลุง” อุทัยกล่าวเสียงเครียด “ผมรู้สึกได้เลยว่าวิญญาณของแม่ย่าบุญมาโกรธกว่าเดิม”
“เราคงต้องคิดหาวิธีอื่นแล้วล่ะ” มานะเสริม “การคืนของอาจจะไม่ใช่คำตอบเสมอไป”
ทั้งสามคนเดินกลับหมู่บ้านด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง แสงแดดยามเช้าที่เคยส่องสว่างกลับดูหม่นหมองลงไปถนัดตา เมื่อเดินมาถึงบริเวณกลางหมู่บ้าน พวกเขาก็เห็นชาวบ้านบางส่วนกำลังยืนจับกลุ่มคุยกันด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
“เกิดอะไรขึ้นน่ะ” ลุงสมชายถามชาวบ้านคนหนึ่งที่ยืนอยู่ใกล้ๆ
“ไม่รู้เหมือนกันลุง” ชายคนนั้นตอบ “เมื่อครู่ เห็นคุณลุงบุญมีแกวิ่งหน้าตาตื่นไปบอกกำนันว่า…แกเห็นเงาคนจมน้ำอยู่ในบ่อน้ำของแกเอง”
“บ่อน้ำของยายบุญมี?” มานะอุทาน “แล้วบ่อน้ำของยายบุญมี…มันอยู่ไม่ไกลจากบ่อน้ำเก่าของเราเลยนี่”
“ใช่สิ” ชายคนนั้นพยักหน้า “แล้วที่แปลกกว่านั้น…น้ำในบ่อน้ำของแก…มันขุ่นคลั่กไปหมดเลย ทั้งๆ ที่เมื่อวานยังใสอยู่แท้ๆ”
ทั้งสามคนมองหน้ากันด้วยความตกใจ ภาพเงาที่ยายบุญมีเห็นในบ่อน้ำของเธอเอง…มันคือภาพหลอนจริงๆ หรือเป็นสัญญาณเตือนบางอย่าง
“เราต้องรีบไปดูแล้ว” อุทัยตัดสินใจ “บางที…นี่อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของหายนะจริงๆ”
ทั้งสามคนรีบตรงไปยังบ้านของคุณยายบุญมี เมื่อไปถึง ก็พบว่าชาวบ้านจำนวนหนึ่งกำลังยืนมุงดูอยู่หน้าบ่อน้ำข้างบ้านยายบุญมีจริงๆ น้ำในบ่อขุ่นมัวราวกับมีโคลนจำนวนมากถูกกวนอยู่ กลิ่นคาวคลุ้งก็ลอยมาแตะจมูก
“ยายบุญมี…เป็นยังไงบ้างครับ” ลุงสมชายถาม
คุณยายบุญมีนั่งหน้าซีดอยู่บนแคร่ไม้หน้าบ้าน เธอสั่นเทาเล็กน้อย “ฉัน…ฉันเห็นจริงๆ นะ” เธอกล่าวเสียงแหบพร่า “เห็นผู้หญิงคนหนึ่ง…ยืนอยู่กลางบ่อน้ำ…ผมยาวสยาย…หน้าตาซีดเผือด…ดวงตาแดงก่ำ…เธอกำลังยิ้มให้ฉัน…แล้วก็…แล้วก็ดึงฉันลงไป…”
“ไม่นะยาย!” ชาวบ้านคนหนึ่งอุทาน “อย่าพูดแบบนั้นสิ!”
“เธอ…เธอบอกว่า… ‘แกเอาของฉันไป…แกทำของฉันหาย…ต่อไป…ทุกคนจะต้องเจอเหมือนที่ฉันเจอ!’” คุณยายบุญมีพูดพลางยกมือขึ้นกอดอก “แล้วน้ำในบ่อก็ขุ่นขึ้นเรื่อยๆ…ฉันกลัว…ฉันเลยรีบวิ่งออกมา”
อุทัยมองไปยังบ่อน้ำนั้นด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย เขาเห็นความเคียดแค้นที่แผ่ซ่านออกมาจากที่นั่น มันไม่ใช่แค่ความโกรธธรรมดา แต่มันคือความแค้นที่ฝังลึกจนพร้อมจะคร่าชีวิตใครก็ได้
“นี่มัน…นี่มันเริ่มแล้วจริงๆ” มานะพึมพำ “ความแค้นของบุญมา…มันกำลังลามไปทั่วหมู่บ้าน”
“แล้วเราจะทำยังไงกันดี” ชาวบ้านคนหนึ่งถามเสียงร้อนรน “น้ำในหมู่บ้านก็กำลังจะหมด…แล้วตอนนี้บ่อน้ำข้างบ้านยายบุญมีก็ใช้ไม่ได้อีกแล้ว”
“เราต้องหาทางปลดปล่อยวิญญาณของแม่ย่าบุญมาให้ได้” อุทัยกล่าวเสียงหนักแน่น “ไม่ว่าจะต้องทำยังไงก็ตาม”
“แล้วจะหาทางไหนล่ะ!” ชาวบ้านคนหนึ่งตะคอก “ยายบุญมีก็ทำของของแม่ย่าหายไปแล้ว!”
“นั่นอาจจะไม่ใช่ปัญหาทั้งหมด” ลุงสมชายขัดขึ้น “บันทึกของบุญมาบอกว่า เธอถูกไอ้ชาติกับไอ้พวงทำร้าย”
“ไอ้ชาติ…ไอ้พวง…ใครคือสองคนนั้น!” ชาวบ้านคนอื่นๆ เริ่มซักถาม
“เราก็ยังไม่รู้แน่ชัดเหมือนกัน” อุทัยตอบ “แต่เราคิดว่า…ถ้าเราหาตัวคนที่ทำร้ายแม่ย่าบุญมาได้…แล้วทำให้พวกเขารับโทษ…บางที…วิญญาณของแม่ย่าอาจจะสงบลงก็ได้”
“หาตัวใครกัน! ผ่านมาตั้งหลายสิบปีแล้ว!” ชาวบ้านคนหนึ่งแย้ง “แล้วถ้าไม่มีใครรับผิดชอบ…เราจะทำยังไงกัน! เรากระหายน้ำนะ!”
เสียงของผู้คนเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ แต่ละคนต่างก็มีความหวาดกลัวและความสิ้นหวังปะปนกันไป พวกเขากำลังจะถูกความกระหายบีบคั้นจนต้องยอมทำทุกอย่าง แม้แต่การดื่มน้ำจากบ่อน้ำเก่าแก่ที่น่าสะพรึงกลัว
“ใจเย็นๆ ทุกคน” ลุงสมชายพยายามทำให้ทุกคนสงบลง “เราจะหาทาง”
แต่ขณะที่เขากำลังพูด หางตาของอุทัยก็เหลือบไปเห็นบางอย่างที่ก้นบ่อของยายบุญมี มันเป็นเงาตะคุ่มๆ สีดำ…ที่กำลังเคลื่อนไหว…ราวกับกำลังจะโผล่ขึ้นมา…
“ระวัง!” อุทัยตะโกน “มันกำลังจะออกมา!”
ทุกสายตาจับจ้องไปยังก้นบ่อ ภาพเงาสีดำนั้นค่อยๆ ชัดเจนขึ้น…มันคือรูปร่างของหญิงสาว…ที่มีผมยาวสยาย…ใบหน้าซีดเซียว…ดวงตาแดงก่ำ…กำลังยิ้ม…ยิ้มที่เย็นยะเยือก…ก่อนที่ร่างนั้นจะค่อยๆ ลอยขึ้นมา…ช้าๆ…ช้าๆ…
3,644 ตัวอักษร