เสียงเพรียกจากเงามืด
คราบสีดำที่ติดอยู่ปลายเล็บของฉัน มันเหมือนเป็นตราประทับแห่งความหวาดผวา. สีของน้ำมันดินที่ใช้แต่งหน้าของนางรำ. เป็นเครื่องยืนยันว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ภาพหลอน. มันคือความจริงอันน่าสะพรึงกลัว. และมันกำลังจะทิ้งรอยแผลเป็นไว้ในจิตใจของฉันตลอดไป.
“คุณหมอ… นี่หมายความว่ายังไงคะ? คุณแม่… เกี่ยวข้องอะไรกับนางรำตนนั้น?” ฉันถาม. เสียงสั่นเครือ. ความสงสัยปะปนกับความหวาดกลัว.
คุณหมอเดชถอนหายใจหนัก. “ฉันเองก็ไม่แน่ใจนัก. แต่ที่คุณหญิงนภาฝากอาคมไว้กับแหวนและสร้อยข้อมือนั่น… แสดงว่าท่านต้องรู้ถึงอันตรายบางอย่าง. และอันตรายนั้น… มันต้องเกี่ยวข้องกับวิญญาณตนนั้น. การที่คุณหญิงสูญเสียความทรงจำไป… ยิ่งทำให้ฉันสงสัย. บางที… นางรำตนนั้น… อาจจะพยายามจะ… บอกอะไรบางอย่างกับคุณหญิง. หรือ… ต้องการบางสิ่งบางอย่างจากคุณหญิง.”
ต้องการบางสิ่งบางอย่าง? แล้วตอนนี้… มันต้องการบางสิ่งบางอย่างจากฉัน. สิ่งที่มันต้องการ… คือแหวนและสร้อยข้อมือ. แล้วมันได้มันไปแล้ว. แล้วต่อไปล่ะ? มันจะหยุดแค่นั้นจริงหรือ?
“แล้ว… ความทรงจำของฉัน… จะกลับมาได้อย่างไรคะ?” ฉันถาม. ฉันรู้สึกเหมือนถูกตัดขาดจากอดีตของตัวเอง. เหมือนมีบางส่วนของชีวิตที่หายไป. และฉันไม่รู้ว่ามันคืออะไร.
“นั่นคือสิ่งที่น่ากังวลที่สุด.” คุณหมอเดชตอบ. “การที่ความทรงจำถูกกระชากออกไปอย่างรุนแรง… มันอาจจะทิ้งช่องว่างไว้. ช่องว่างที่… สิ่งชั่วร้าย… อาจจะเข้ามาสิงสู่ได้. หรือ… อาจจะส่งผลต่อจิตใจของเธอในระยะยาว.”
จิตใจที่สั่นคลอน. ความรู้สึกเหมือนมีบางอย่างกำลังคุกคามฉันจากภายใน. ฉันกำมือตัวเองแน่น. คราบสีดำยังคงติดอยู่ที่ปลายเล็บ. มันเหมือนเป็นสัญญาณเตือน.
“เราต้องพยายามค้นหาความจริง. เมขลา. อะไรคือความเชื่อมโยงระหว่างคุณแม่ของเธอ… กับนางรำตนนั้น. แล้วอะไรคือ ‘ดวงแก้วแห่งรำพัน’ ที่เธอพูดถึง.” คุณชายชัชกล่าว. น้ำเสียงหนักแน่น. เขาดูเหมือนจะพร้อมจะเผชิญหน้ากับทุกสิ่ง.
“แต่… เราจะเริ่มจากตรงไหนคะ?” ฉันถาม. หัวใจของฉันยังคงสั่นระรัว. ฉันรู้สึกไร้พลัง. เหมือนถูกทิ้งไว้กลางทะเลทราย. ไม่มีทิศทาง.
“เราต้องกลับไปที่ต้นเหตุ. ไปที่ฉากงิ้วนั่นอีกครั้ง.” คุณหมอเดชเสนอ. “บางที… ความทรงจำที่ถูกลืม… อาจจะถูกเก็บซ่อนไว้ที่นั่น. หรือ… เราอาจจะพบเงื่อนงำบางอย่างที่หลงเหลืออยู่.”
กลับไปที่ฉากงิ้ว? ภาพของนางรำในชุดไทยดำก็พลันวาบขึ้นมาในหัว. ความคิดที่จะกลับไปที่นั่น… ทำให้ฉันรู้สึกขนลุก. แต่… ถ้ามันคือหนทางเดียวที่จะหาคำตอบ… ฉันก็ต้องทำ.
“ฉันจะไปด้วย.” คุณชายชัชกล่าว. “ฉันจะปกป้องเธอ.”
“ฉันเองก็ด้วย.” คุณหมอเดชเสริม. “แม้ว่าฉันจะไม่ใช่นักสู้… แต่ฉันมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องพวกนี้. เราจะไปกันเป็นทีม.”
พวกเราทั้งสามคน… ยืนมองหน้ากัน. มีความมุ่งมั่นในแววตา. แม้ว่าจะมีความหวาดกลัวซ่อนอยู่ก็ตาม. การเดินทางเพื่อค้นหาความจริง… ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว. การเดินทางที่อาจจะนำไปสู่การเผชิญหน้ากับความลับที่ถูกฝังมานาน. และอาจจะ… นำไปสู่หายนะ.
ขณะที่เรากำลังจะออกจากห้องเก็บเอกสาร… เสียงเพลงรำอันคุ้นเคยก็ดังขึ้นอีกครั้ง. ครั้งนี้… มันดังชัดเจนกว่าเดิม. ราวกับมันกำลังดังมาจาก….
…ภายในห้องนี้เอง.
พวกเราหันไปมองรอบๆ. เสียงเพลงดังมาจากทิศทางของชั้นวางหนังสือเก่าๆ ที่ตั้งสูงจรดเพดาน. ท่ามกลางกองเอกสารที่จับฝุ่น. เงาของอะไรบางอย่าง… กำลังเคลื่อนไหว. มันไม่ใช่เงาที่มาจากแสงไฟ. แต่มันคือเงาที่….
…ดำมืดกว่า. และมีรูปร่างผิดปกติ.
“นั่น… มันอะไรน่ะ?” ป้าสมรที่ยืนอยู่หน้าประตูอุทาน. เธอเพิ่งจะเดินถือถาดน้ำเข้ามา.
เงานั่น… เริ่มชัดเจนขึ้น. มันค่อยๆ ปรากฏเป็นรูปร่างของผู้หญิง. สวมชุดไทยดำ. แต่… ชุดนั้น… ดูเก่าแก่และขาดวิ่นกว่าที่เคยเห็น. และใบหน้าของเธอ….
…มันบิดเบี้ยว. และมีรอยกรีดจากมุมปากไปถึงหู. ดูราวกับถูกกรีดด้วยความแค้น.
และในมือของเธอ….
…ไม่ใช่พวงมาลัยดาวเรือง. ไม่ใช่เครื่องประดับ. แต่เป็น….
…มีดหมอเก่าๆ เล่มหนึ่ง. ที่เปื้อนคราบสีแดงเข้ม.
144 ตัวอักษร