ตอนที่ 7 — แผนซ้อนกลลวงกลางใจ
แสงจันทร์คืนเดือนมืดสาดส่องลงมาอย่างริบหรี่ สะท้อนกับผิวน้ำที่สงบนิ่งราวกับกระจกเงา ท่าเรือร้างหมายเลขเจ็ดที่เคยเต็มไปด้วยความวุ่นวายจากการนัดพบเมื่อครู่ บัดนี้กลับตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง มีเพียงเสียงคลื่นที่ยังคงกระซิบกระซาบไม่ขาดสาย
วายุยืนพิงกำแพงคอนกรีตเย็นเฉียบ มือข้างหนึ่งกำปืนพกคู่ใจแน่น อีกข้างหนึ่งกำลังหมุนแหวนรุ่นพี่ที่สวมติดนิ้วอยู่ตลอดเวลา สายตาคมกริบของเขากวาดมองไปรอบๆ ท่ามกลางความมืดที่ปกคลุม ราวกับกำลังค้นหาบางสิ่งบางอย่างที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า
“ดูเหมือนว่าเราจะเสียเวลากันเปล่าๆ นะ” เมฆเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบ เขาเดินเข้ามาใกล้ วายุหันไปมอง ดวงตาของทั้งคู่สบประสานกันในความมืด
“ยังหรอก” วายุตอบเสียงเรียบ “มันเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น”
“แล้วนายแน่ใจได้ยังไงว่านั่นคือข้อมูลที่ถูกต้อง? ข้อมูลจากคนของแก๊งโลหิตเองน่ะ ฉันว่ามันน่าสงสัยเกินไป” เมฆถาม น้ำเสียงฉายแววไม่ไว้ใจ
วายุถอนหายใจเบาๆ “ฉันก็ไม่มั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เราไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว เราต้องลองเสี่ยงดู ยิ่งไปกว่านั้น ฉันรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล”
“ไม่ชอบมาพากลยังไง?”
“การที่แก๊งโลหิตยอมส่งคนมาเจรจาอย่างง่ายดายแบบนี้ มันผิดปกติเกินไป พวกนั้นไม่ใช่พวกที่จะยอมอ่อนข้ออะไรง่ายๆ” วายุตอบ เขาหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดต่อ “แล้วอีกล่ะ... ทำไมต้องเลือกท่าเรือร้างแห่งนี้? ทำไมต้องเป็นเวลาแบบนี้? ทุกอย่างมันดูเหมือนถูกจัดฉากมาอย่างดี”
เมฆพยักหน้าเห็นด้วย “ฉันก็คิดเหมือนนาย มันเหมือนกับว่าพวกเขาต้องการให้เรามาที่นี่ เพื่ออะไรสักอย่างที่เรายังมองไม่เห็น”
“บางที... อาจจะไม่ใช่แค่การเจรจา” วายุพูดเสียงแผ่วเบา เขาจ้องมองเข้าไปในความมืดเบื้องหน้า ราวกับกำลังประมวลผลบางอย่าง
“นายกำลังจะบอกว่า... มันอาจจะเป็นกับดัก?” เมฆถาม ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย
“ก็เป็นไปได้” วายุตอบ “หรืออาจจะมากกว่านั้น”
“หมายถึง?”
“อาจจะเป็นการล่อลวง” วายุเอ่ย “ล่อลวงให้เราตายใจ เพื่อให้พวกมันเข้ามาแทรกแซงในอาณาเขตของเราได้ง่ายขึ้น”
“ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง... เราจะทำยังไงต่อ?” เมฆถาม กังวลใจ
วายุหันไปมองเมฆอย่างมั่นคง “เราต้องระวังตัวให้มากกว่าเดิม ต้องตั้งการ์ดให้สูงขึ้น เราจะยอมตกเป็นเบี้ยล่างของใครไม่ได้เด็ดขาด”
“แล้วเราจะเชื่อข้อมูลที่ได้มาได้ยังไง?”
“เราจะใช้มันเป็นแนวทาง แต่เราจะตั้งอยู่บนความไม่ประมาท เราจะเดินหน้าต่อไป แต่เราจะก้าวอย่างระมัดระวัง” วายุตอบ “ฉันจะไม่ยอมให้พวกมันมาทำลายสิ่งที่พ่อฉันสร้างมากับมือเด็ดขาด”
“ฉันก็เหมือนกัน” เมฆเสริม “เราจะสู้จนถึงที่สุด”
ทั้งสองยืนนิ่งเงียบไปอีกครั้ง ปล่อยให้ความคิดของตัวเองล่องลอยไปตามเสียงคลื่น สายลมที่พัดมาเย็นเยียบ ราวกับจะเตือนถึงพายุที่กำลังจะมาเยือน
“นายคิดว่า... เราจะไว้ใจใครได้บ้างในตอนนี้?” เมฆถามขึ้นมาอย่างกะทันหัน
วายุชะงักไป เขาไม่ตอบทันที แต่ใช้เวลาครู่หนึ่งในการไตร่ตรอง “นับจากนี้ไป... มีแต่นายกับฉันเท่านั้นที่เราจะไว้ใจได้”
คำตอบของวายุทำให้เมฆรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย แต่เขาก็เข้าใจดีถึงสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่
“แล้ว... แล้วเรื่องของอัญล่ะ?” เมฆถามชื่อของหญิงสาวคนเดียวที่วายุเคยเปิดใจให้รับรู้
วายุขมวดคิ้วเล็กน้อย “อัญ... เธอยังคงเป็นปริศนาสำหรับฉัน”
“หมายความว่ายังไง?”
“ฉันไม่รู้ว่าเธออยู่ข้างใครกันแน่” วายุตอบ “เธอมาจากแก๊งโลหิต แต่เธอกลับมาช่วยฉันในตอนนั้น”
“นั่นมันอาจจะเป็นการแสดงก็ได้นะ” เมฆท้วง “พวกแก๊งโลหิตฉลาดแกมโกง พวกเธออาจจะวางแผนอะไรบางอย่างไว้ก็ได้”
“ฉันก็คิดแบบนั้น” วายุยอมรับ “แต่ในขณะเดียวกัน... ฉันก็รู้สึกได้ว่าเธอไม่ได้โกหก”
“ความรู้สึกน่ะเชื่อไม่ได้หรอกนะ โดยเฉพาะในโลกของเรา” เมฆเตือน
“ฉันรู้” วายุตอบ “แต่บางครั้ง... ความรู้สึกมันก็เป็นสิ่งเดียวที่เหลืออยู่ให้เรายึดเหนี่ยว”
“แล้วถ้าเกิดว่าเธอหักหลังนายขึ้นมาล่ะ? นายจะรับมือยังไง?” เมฆถามตรงๆ
วายุเงียบไปพักหนึ่ง สายตาของเขามองไปยังท้องฟ้าที่มืดมิด “ถ้าถึงวันนั้นจริงๆ... ฉันก็คงต้องยอมรับมัน”
“นายดูใจดีเกินไปแล้วนะวายุ” เมฆถอนหายใจ “ในโลกนี้ ความอ่อนแอคือจุดตาย”
“ฉันอาจจะไม่ใช่คนที่แข็งแกร่งที่สุด” วายุพูด “แต่ฉันก็ไม่ใช่คนที่จะยอมแพ้ง่ายๆ”
“ฉันรู้” เมฆยิ้มบางๆ “นั่นแหละคือสิ่งที่ฉันชื่นชมในตัวนาย”
“เราควรจะกลับได้แล้ว” วายุพูด “ยิ่งอยู่นาน ยิ่งเสี่ยง”
“อืม” เมฆตอบรับ
ทั้งสองก้าวเดินกลับไปยังรถยนต์สีดำที่จอดรออยู่ เสียงฝีเท้าของพวกเขาค่อยๆ เงียบหายไป ทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่าและเสียงคลื่นที่ยังคงดังเป็นจังหวะ
ภายในรถยนต์ วายุสตาร์ทเครื่องยนต์ เขาเหลือบมองเมฆที่นั่งอยู่ข้างๆ “นายแน่ใจนะว่าครอบครัวของนายปลอดภัย?”
เมฆพยักหน้า “แน่นอน พ่อแม่ฉันอยู่ที่ปลอดภัย พวกเขาไม่เคยมายุ่งเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้”
“ดี” วายุตอบ “เพราะจากนี้ไป... ทุกอย่างจะยิ่งอันตรายกว่าเดิม”
“ฉันพร้อมเสมอ” เมฆตอบ สีหน้าจริงจัง
“เราต้องเตรียมการรับมือให้ดีที่สุด” วายุพูด “เราต้องหาทางเปิดโปงแผนของแก๊งโลหิตให้ได้ก่อนที่พวกมันจะลงมือ”
“แล้วเราจะเริ่มจากตรงไหน?”
“เราต้องเริ่มจากจุดเล็กๆ” วายุตอบ “เราต้องหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแผนการของพวกมัน ใครคือคนวางแผน? เป้าหมายที่แท้จริงคืออะไร?”
“เราจะหาข้อมูลพวกนี้ได้จากไหน?”
“เราต้องหาหนอนบ่อนไส้ในแก๊งโลหิต” วายุตอบ “หรืออาจจะใช้ช่องทางอื่นที่เรามี”
“นายหมายถึง...” เมฆเอ่ยอย่างเข้าใจ
“ใช่” วายุพยักหน้า “คนที่สามารถให้ข้อมูลกับเราได้”
“แต่เรื่องนั้นมันเสี่ยงมากนะ” เมฆทักท้วง
“ฉันรู้” วายุตอบ “แต่เราไม่มีทางเลือกอื่น”
รถยนต์สีดำขับออกจากท่าเรือร้าง ทิ้งไว้เพียงความมืดมิดและความเงียบงัน ราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น วายุขับรถไปตามถนนที่มืดสนิท สายตาของเขายังคงจดจ่ออยู่กับภารกิจที่อยู่เบื้องหน้า ความจริงที่บิดเบี้ยว ความขัดแย้งที่รุนแรง และความเป็นไปได้ที่น่าสะพรึงกลัว
เขาขับรถพาเมฆกลับไปยังที่พักอย่างปลอดภัย ก่อนที่เขาจะมุ่งหน้าต่อไปยังออฟฟิศของตนเอง ที่นั่นคือที่ที่เขาจะเริ่มวางแผนขั้นต่อไป แผนที่ซับซ้อนและอันตราย ที่จะนำพาเขาไปสู่การเผชิญหน้ากับศัตรูที่มองไม่เห็น
วายุรู้ดีว่าการเดินทางครั้งนี้ไม่ง่ายเลย เส้นทางที่เขาเลือกเต็มไปด้วยขวากหนามและอันตราย แต่เขาก็ไม่คิดที่จะหันหลังกลับ เขาต้องปกป้องอาณาเขตสีเลือดของเขา ไม่ว่าจะต้องแลกมาด้วยอะไรก็ตาม
5,005 ตัวอักษร